“มาเลเซีย” ขอเจรจาลด “ภาษีสหรัฐ” เหลือ 20% แต่ปฏิเสธเงื่อนไข EV-ลดอุดหนุนประมง
"มาเลเซีย" เร่งเจรจาสหรัฐก่อนเส้นตาย หวังลดภาษีทรัมป์เหลือ 20% ยืนกรานไม่ขยายสิทธิภาษีรถ EV ไม่เปิดทางต่างชาติถือหุ้นภาคพลังงาน-การเงิน และไม่ลดเงินอุดหนุนชาวประมง
วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.05 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลังพยายามเจรจาให้สหรัฐลดอัตราภาษีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่จะเรียกเก็บ เหลือประมาณ 20% จากเดิม 25% ที่จะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวเปิดเผยว่ามาเลเซียยังคงลังเลที่จะตอบรับข้อเรียกร้องบางประการจากสหรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และข้อจำกัดด้านการถือครองหุ้นต่างชาติ
ทีมเจรจาของอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายให้มาเลเซียได้รับอัตราภาษีในระดับที่ใกล้เคียงกับอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20% โดยแหล่งข่าวระบุว่าการเจรจายังดำเนินอยู่และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
จนถึงขณะนี้ มาเลเซียมีความคืบหน้าในการแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับการลักลอบส่งออกชิปประสิทธิภาพสูง แต่ยังคงปฏิเสธข้อเรียกร้องของวอชิงตันในหลายประเด็น ได้แก่ การขยายระยะเวลายกเว้นภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐ การลดข้อจำกัดการถือครองหุ้นต่างชาติในภาคพลังงานและการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง รวมถึงการลดเงินอุดหนุนสำหรับชาวประมงในประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาล
เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม นายซาฟรุล อาซิซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซีย แสดงความมั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อลดภาษีได้ แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้เตือนว่าข้อตกลงที่ดำเนินการอย่างไม่รอบคอบอาจสร้างความเสียหาย และเน้นถึงความยากลำบากที่ประเทศขนาดเล็กซึ่งพึ่งพาการค้าต้องเผชิญเมื่อเจรจากับรัฐบาลทรัมป์
นายกรัฐมนตรีอันวาร์ยังกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า รัฐบาลจะยึดเส้นแดงในการเจรจาการค้า โดยจะไม่ยอมให้เงื่อนไขใดละเมิดนโยบายสำคัญระดับชาติ เช่น การให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูและชนพื้นเมือง
ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคก็เผชิญความยุ่งยากในเจรจากับรัฐบาลทรัมป์เช่นกัน โดยเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เวียดนามแสดงความประหลาดใจที่สหรัฐประกาศอัตราภาษี 20% หลังจากที่เชื่อว่าได้ตกลงในเงื่อนไขที่ดีกว่านั้นแล้ว ปัจจุบันเวียดนามยังคงเจรจารายละเอียดข้อตกลงอยู่
มาเลเซียยังต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มจากสหรัฐ เรื่องการไหลของชิป AI ขั้นสูงจากสหรัฐ ไปยังจีนผ่านมาเลเซีย โดยแม้รัฐบาลจะยังไม่พบหลักฐานการลักลอบขนย้าย แต่ได้เพิ่มข้อกำหนดในการควบคุมอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยบริษัทและบุคคลที่ส่งออกชิป AI จะต้องมีใบอนุญาต และแจ้งต่อกระทรวง MITI ของมาเลเซีย หากทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าชิปจะถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
แหล่งข่าวระบุว่า ประเด็นชิป AI น่าจะเป็นเรื่องที่สามารถหาข้อตกลงได้ง่าย เนื่องจากมาเลเซียต้องการคงบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ข้อเรียกร้องอื่นจากวอชิงตันถือเป็นอุปสรรคสำคัญ
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่มาเลเซียลังเลที่จะขยายการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับรถ EV จากสหรัฐ เพราะหากทำเช่นนั้น อาจต้องให้สิทธิเท่าเทียมกับประเทศอื่นด้วย โดยปัจจุบันนโยบายดังกล่าวของมาเลเซียจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมปีนี้
นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐ ซึ่งกำลังจะยุติการให้เครดิตภาษีกับ EV ในประเทศตนเอง เหตุใดจึงต้องการให้มาเลเซียเปิดตลาดให้รถ EV จากอเมริกา ในขณะที่ปริมาณรถ EV จากสหรัฐ ในตลาดมาเลเซียนั้นน้อยมาก โดยในครึ่งปีแรก รถจากจีน เช่น BYD คิดเป็นเกือบครึ่งของการจดทะเบียนรถ EV ใหม่ทั้งหมดในประเทศ
ในด้านข้อจำกัดการถือครองต่างชาติ แหล่งข่าวระบุว่ารัฐมนตรีซาฟรุลเคยกล่าวว่าบางข้อเรียกร้องของสหรัฐอาจไม่เป็นธรรมต่อมาเลเซีย และหากมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ใด รัฐบาลจำเป็นต้องหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อน
นอกจากนี้ข้อเรียกร้องของสหรัฐให้มาเลเซียลดเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมประมงและควบคุมการทำประมงเกินขนาด ก็ถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงนโยบายภายในประเทศ โดยกลุ่มชาวประมงส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวมลายู ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาล
ทั้งนี้รัฐบาลมาเลเซียอยู่ในสถานการณ์ที่เดิมพันสูง โดยพยายามหาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว รัฐบาลยังระบุว่าอาจจำเป็นต้องปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ ซึ่งเดิมอยู่ที่ 4.5–5.5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับภาษีที่สหรัฐจะนำมาใช้ในที่สุด
อนึ่งตามข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ สหรัฐมีดุลการค้าเกินดุลสินค้ากับมาเลเซีย 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว
อ้างอิง : www.bloomberg.com