โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วัคซีนป้องกันไทฟอยด์ | โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

Bumrungrad International

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 08.47 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2568 เวลา 07.16 น.

โรคไทฟอยด์ (หรือไข้รากสาดน้อย) คือ โรคติดเชื้อชนิดรุนแรงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typhi โดยเชื้ออาจปนเปื้อนอยู่ในอาหารหรือน้ำดื่ม และเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทาน ผู้ที่ได้รับเชื้อไทฟอยด์บางรายอาจไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ แต่จะเป็นพาหะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

อาการของโรคไทฟอยด์

ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดท้อง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และบางรายอาจมีผื่นเป็นจุดแดง ในรายที่เป็นรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาอาจมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่นติดเชื้อในกระแสโลหิต ลำไส้อักเสบ หรือมีเลือดออกที่ทางเดินอาหาร ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนได้ถึงร้อยละ 30

ใครควรได้รับวัคซีนป้องกันไทฟอยด์

  • ผู้ที่จะเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไทฟอยด์ เช่น เอเชียใต้ (ประเทศอินเดีย เนปาล ปากีสถาน บังกลาเทศ) แอฟริกา และอเมริกาใต้
  • ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นพาหะเชื้อไทฟอยด์
  • เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อไทฟอยด์อย่างไรก็ตามวัคซีนไม่สามารถป้องกันเชื้อได้ 100% ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อไทฟอยด์จึงยังควรระมัดระวังการบริโภคน้ำและอาหาร

ชนิดของวัคซีนป้องกันไทฟอยด์

วัคซีนป้องกันไทฟอยด์มี 2 ชนิด คือ วัคซีนชนิดฉีดและวัคซีนชนิดรับประทาน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประเภทของวัคซีน

วัคซีนป้องกันไทฟอยด์ชนิดฉีด

วัคซีนป้องกันไทฟอยด์ชนิดรับประทาน

ประเภทเชื้อไทฟอยด์

เชื้อตาย

เชื้อเป็น

อายุ

ใช้ได้ในผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 2 ปี

ใช้ได้ในผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 6 ปี

วิธีใช้

  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเดินทาง

  • ฉีดกระตุ้นทุก 2 ปีหากยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไทฟอยด์

  • รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันเว้นวัน ก่อนอาหาร จำนวนทั้งหมด 4 แคปซูล

  • ควรรับวัคซีนให้ครบอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนเดินทาง

  • โดยต้องรับประทานยาชนิดแคปซูลทั้งเม็ด ห้ามเคี้ยว ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง

  • ให้วัคซีนซ้ำทุก 5 ปีหากยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไทฟอยด์

ผู้ที่ไม่ควรได้รับวัคซีนป้องกันไทฟอยด์หรือควรชะลอไว้ก่อน

  • ผู้ที่เคยแพ้วัคซีนไทฟอยด์มาก่อน

  • ผู้ที่ป่วยอาการปานกลางถึงรุนแรงควรรอให้อาการหายดีก่อนเข้ารับวัคซีน

  • ผู้ที่เคยแพ้วัคซีนไทฟอยด์มาก่อน

  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็ง

  • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ มานานกว่า 2 สัปดาห์

  • ผู้ที่ป่วยอาการปานกลางถึงรุนแรงควรรอให้อาการหายดีก่อนเข้ารับวัคซีน

อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้

  • บวมแดงบริเวณที่ฉีด (97-98%)

  • ปวดศีรษะ (16-20%)

  • ไข้ (2-32%)

  • ปวดศีรษะ (5%)

  • ไข้ (3%)

  • เป็นผื่น (1%)

  • ปวดท้อง คลื่นไส้ (6%)

อาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงจากวัคซีนป้องกันไทฟอยด์พบได้น้อยมาก อย่างไรก็ตามหากเกิดอาการไข้สูงหรือมีอาการแพ้ยาที่รุนแรง เช่น หายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

หากลืมรับประทานวัคซีนควรทำอย่างไร

หากลืมรับประทานวัคซีนป้องกันไทฟอยด์
1 แคปซูล ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ แต่หากใกล้เวลารับประทานวัคซีนมื้อต่อไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมและรับประทานวัคซีนมื้อต่อไปตามเวลาปกติ และรับประทานต่อจนครบทั้ง 4 แคปซูล ในกรณีที่ลืมรับประทานวัคซีนมากกว่า 1 แคปซูล ให้ปรึกษาแพทย์

อันตรกิริยากับยาอื่น

ไม่ควรรับประทานพร้อมยาปฏิชีวนะ ควรเริ่มให้วัคซีนหลังจากรับประทานยาปฏิชีวนะมื้อสุดท้ายแล้วอย่างน้อย 3 วัน

ข้อมูลอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention. Typhoid Vaccines: What You Need to Know. Available from: https://www.cdc.gov/vaccines/hcp/vis/vis-statements/typhoid.html [Accessed 27 December 2021].
  • UpToDate® [database on the Internet]. Wolters Kluwer. 2021. Available from: http://www.uptodate.com [Accessed 27 December 2021].
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...