โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สถาปัตย์ไทยศิลปากร : 70 ปีของการหาความเป็นไทย ในโลกสมัยใหม่ (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 02.41 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2567 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

สถาปัตย์ไทยศิลปากร

: 70 ปีของการหาความเป็นไทย

ในโลกสมัยใหม่ (3)

ความลักลั่นทางความรู้สึกที่ทั้งรักทั้งเกลียดความเป็นตะวันตกของกลุ่มเจ้านายไทยในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 สะท้อนผ่านความคิดและการกระทำหลายอย่างของรัชกาลที่ 6 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งเต็มไปด้วยสภาวะลูกผสมอันปนเปไปมาระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับการรื้อฟื้นรูปแบบจารีตประเพณีหลายอย่างให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลายกรณีเป็นการผสมที่เกิดขึ้นในอาคารชุดเดียวกัน

ในด้านหนึ่งก็นำมาซึ่งรสชาติแปลกใหม่ทางสถาปัตยกรรม แต่ในอีกด้านก็ถูกนิยามว่าเป็นความขัดแย้งในตัวเอง

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยวิจารณ์เอาไว้น่าสนใจตอนหนึ่งว่า

“…แต่ผมเองอยากตั้งข้อสังเกตว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นทรงมีปัญหาในเรื่องเหล่านี้ คือได้ทรงรับการศึกษาอบรมตั้งแต่ทรงพระเยาว์ที่ประเทศอังกฤษ…และจะว่าไปแล้วที่ทรงพยายามอนุรักษ์ขนบประเพณีแบบแผนต่างๆ ของไทยนั้นก็เพราะทรงเป็นอังกฤษ คนไทยเขาไม่ทำกัน…เพราะฉะนั้น ในพระองค์ของสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เองก็มีการต่อสู้ว่าจะไปทางไหนแน่ว่าจะทรงเป็นอังกฤษหรือทรงเป็นไทย พูดง่ายๆ ว่าจะทรงเป็นฝรั่งหรือทรงเป็นไทย…ในพระองค์เองที่มีความขัดแย้งนั้นก็น่าคิดเพราะเป็นไทยในบางเวลา เป็นฝรั่งเต็มยศในอีกเวลาหนึ่ง…”

อย่างไรก็ตาม ความลักลั่นมิได้เกิดขึ้นเฉพพาะแต่รัชกาลที่ 6 ชนชั้นนำไทยโดยรวมนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ต่างก็ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว “ความเป็นไทย” ในอีกแง่หนึ่ง คือเครื่องมือสำคัญในการควบคุมหรือปกครองรัฐสยามให้อยู่ในระเบียบแบบแผนตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ

ดังนั้น แม้ชนชั้นนำไทยจะหลงใหลความเป็นตะวันตกมากเพียงใด ก็ต้องอิงอาศัย “ความเป็นไทย” เพื่อกำหนดควบคุมทิศทางของสังคมเอาไว้ให้อยู่ในกรอบโครงที่ชนชั้นนำต้องการ

ย้อนกลับมาที่ประเด็นของบทความ การเกิดขึ้นของหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ.2476 ที่เน้นไปทางสากลนิยมมาก (ดังที่ได้อธิบายไปในตอนที่ผ่านๆ มา) โดยเฉพาะในช่วงที่ได้รับการยกสถานะขึ้นจนถึงระดับปริญญาตรี

แม้ในด้านหนึ่ง คือภาพสะท้อนของความเจริญที่ทัดเทียมตะวันตก แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลต่อความเป็นไทยที่เสมือนว่ากำลังถูกละเลยทอดทิ้งไป

เราต้องยอมรับนะครับว่า ปริญญาตรีในทัศนะสังคมไทย (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานั้น) คือเครื่องมือที่มิใช่มีค่าแค่เพียงยืนยันการมีความรู้ของผู้จบปริญญาตรี แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจและสถานะทางสังคม เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีพลังมาก

ดังนั้น สำหรับชนชั้นนำไทยแล้วปริญญาตรีในแง่หนึ่งจึงเป็นอันตรายหากรัฐไม่สามารถควบคุมคนที่ถือครองได้ และเครื่องมือในการควบคุมย่อมไม่มีอะไรที่จะมีพลังมากไปกว่า “ความเป็นไทย”

หลักสูตรสถาปัตย์จุฬาฯ ถูกอธิบายจากชนชั้นนำทางศิลปวัฒนธรรมไทยบางกลุ่มว่ามีความเป็นตะวันตกมากเกินไป และมีการผลักดันอยู่เสมอให้มีการปรับเพิ่ม “ความรู้แบบไทย” ใส่ลงไปในหลักสูตร ตัวอย่างเช่น จดหมายในปี พ.ศ.2485 ของพระยาอนุมานราชธน ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรที่เขียนปรารภถึงแนวคิดนี้ไปถึง สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ความตอนหนึ่งว่า

“…ความประสงค์ของข้าพระพุทธเจ้า ต้องการจะฟื้นฟูวิชาช่างสิลปของไทยไห้เข้ากันได้กับสิลปของต่างประเทส คิดด้วยเกล้าฯ ว่าวิชาสถาปัตย์ที่สอนกันหยู่ไนจุลาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปนไปไนสิลปของต่างประเทส ถ้าไห้ผู้สึกสาไนมหาวิทยาลัยได้มีความรู้ไนสิลปของไทยบ้าง ก็จะทำไห้สิลปของไทยขยายตัว ถึงหากจะต้องกลายไป ก็กลายไปไนทางคลี่คลายขยายตัวตามยุคสมัย ไม่ไช่กลายไปไนทางเสื่อม ข้าพระพุทธเจ้ากำลังเจรจากับจุลาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไนเรื่องนี้ เปนที่เข้าไจกันแล้ว คือจะต้องปลุกปล้ำวิชาสิลปของไทยจนเข้าถึงชั้นที่ฝรั่งเรียกว่า Academy จึงจะมีรากถานได้มั่นคงและขยายตัวออกไปได้…”

แต่สุดท้าย ความพยายามนี้ไม่ได้รับการตอบสนองจากจุฬาฯ มากเท่าที่ควร (อย่างน้อยก็ในสายตาของชนชั้นนำ) ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาหลักสูตรที่จุฬาฯ ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2490 และต้นทศวรรษที่ 2500 จะเห็นแนวโน้มในการปรับลดวิชาที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมไทยลงไปอีกด้วย

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ความกังวลต่อการสูญเสียความเป็นไทยทางสถาปัตยกรรมจะเพิ่มสูงขึ้น และเริ่มมีการพูดถึงการสร้างทางเลือกใหม่อีกแบบของโรงเรียนสถาปัตยกรรมที่เน้น “สถาปัตยกรรมไทย” โดยตรง

ความตั้งใจดังกล่าวมาประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.2498 โดยมีการก่อตั้ง “คณะสถาปัตยกรรมไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมอบหมายให้ พระพรหมพิจิตร ดำรงตำแหน่งคณบดี

การให้ พระพรหมพิจิตร มาดำรงตำแหน่งนี้มีนัยยะสำคัญมาก แม้ว่าท่านจะเป็นช่างที่มีประสบการณ์ในการทำงานกับช่างฝรั่งสมัยใหม่มาโดยตลอดระยะเวลารับราชการ แต่ท่านเองก็เป็นบุคคลที่อาจเรียกได้ว่าสืบทอดขนบวิชาช่างแบบจารีตเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานรับใช้ใกล้ชิด สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในงานที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมไทยมาอย่างยาวนาน

คุณลักษณะเช่นนี้ทำให้ท่านมีสถานะเชิงสัญลักษณ์ของการเป็นนายช่างสถาปัตยกรรมที่มีทั้ง “ความรู้แบบไทย” และ “ความรู้แบบตะวันตก” ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ส่งให้ท่านกลายมาเป็นคณบดีคนแรกของคณะสถาปัตยกรรมไทย

ในช่วงแรก (พ.ศ.2498-2501) คณะสถาปัตยกรรมไทยทำการผลิตบัณฑิตระดับอนุปริญญา หลักสูตร 3 ปี ต่อมาในปี พ.ศ.2501 ขยายหลักสูตรจนถึงระดับปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี

จากหลักฐานที่เหลืออยู่ ชี้ให้เห็นว่า ยุคแรกตั้ง นโยบายการเรียนการสอนมุ่งเน้นรายวิชาสถาปัตยกรรมไทยแบบโบราณเป็นด้านหลัก ปลูกฝังความคิดชาตินิยม สอนให้นักศึกษาซาบซึ้งในศิลปะสถาปัตยกรรมไทยโดยเฉพาะสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ศึกษาสถาปัตยกรรมไทยเดิมแบบต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศที่มีชนชาติไทยอาศัยอยู่ เพื่อจะได้นำความรู้เหล่านี้มาสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมใหม่ตามความต้องการของสมัยปัจจุบันที่ยังคงมีความเป็นไทย

หากมองเจาะไปที่รายวิชาที่เปิดสอนยุคแรก มีรายวิชาที่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทยมากถึง 12 รายวิชา เช่น วิชาแกะสลักไม้, การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบจารีต, วิชาลายไทย, วิชาเขียนลายรดน้ำ, และ วิชาปูนปั้น ฯลฯ (ข้อมูลอ้างอิงจากบทความ “สถาปนิก ความรู้ โรงเรียนสถาปัตยกรรม” หน้าจั่ว : ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย. 13 (ม.ค.-ธ.ค. 2559) : 76-113)

ที่สำคัญคือ รายวิชาที่เกี่ยวกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมโดยตรง ซึ่งเป็นวิชาหลักที่นักศึกษาต้องเรียนในทุกภาคการศึกษา จะใช้ชื่อว่า Modern Thai Architectural Design โดยใส่คำว่า “Modern” และ “Thai” มากำกับรายวิชาเอาไว้ทุกครั้ง

เพื่อยืนยันว่า การผลิตสถาปนิกจากศิลปากรจะต้องตั้งอยู่บนฐานความรู้แบบที่ทั้งมีความเป็นไทยในทางจิตวิญญาณและมีความทันสมัยในเชิงเทคนิคไปพร้อมกัน

สิ่งนี้แตกต่างจากหลักสูตรสถาปัตย์จุฬาฯ อย่างชัดเจน เพราะที่จุฬาฯ ไม่มีการระบุคำว่า “ไทย” ใส่ลงไปในรายวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรมเลย และการเรียนก็เน้นความเป็นสากลมากกว่า

ที่น่าสังเกตคือ รายวิชาที่เกี่ยวกับศิลปะไทยนั้นจะเป็นการนำกลุ่มวิชาช่างโบราณ เช่น ลายไทย สลักไม้ รายลายรดน้ำ และ ปูนปั้น รื้อฟื้นขึ้นใหม่ภายใต้รูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะวิชาสมัยใหม่ในระดับปริญญาตรี อันเป็นความพยายามที่จะยกระดับวิชาช่างแบบจารีตให้ขึ้นสู่การเป็นรายวิชาในระดับการศึกษาขั้นสูงทัดเทียมกับวิชาความรู้แบบตะวันตก

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรสถาปัตยกรรมไทยก็ดำรงอยู่ได้ราว 10 ปีเท่านั้น

ภายใต้กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขนานใหญ่โดยรัฐบาลเผด็จการทหารจากการสนับสนุนเงินทุนมหาศาลจากสหรัฐอเมริกาในช่วงหลัง พ.ศ.2500 วิชาชีพสถาปัตยกรรมตามทิศทางแบบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดูจะตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ได้ดีกว่า

คณะสถาปัตยกรรมไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น และในที่สุด (พ.ศ.2509) ก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อคณะ โดยตัดคำว่า “ไทย” ออกไป กลายเป็น “คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร”

แต่กระนั้น การหายไปของคำว่า “ไทย” ก็มิได้ทำให้พันธสัญญาว่าด้วยการรักษาและต่อยอดความเป็นไทยสูญหายตามไปด้วย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สถาปัตย์ไทยศิลปากร : 70 ปีของการหาความเป็นไทย ในโลกสมัยใหม่ (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...