โผหุ้นไทยลุ้น เลือกตั้งสหรัฐ “ทรัมป์”ชนะ หุ้น 25 ตัวตีปีก “แฮร์ริส” คว้าชัย 17 ตัว รับอานิสงส์
เปิดโผหุ้นไทยรับอานิสงส์ เลือกตั้งสหรัฐ “ทรัมป์”ชนะ หุ้น 25 ตัวตีปีก “แฮร์ริส” คว้าชัย หุ้น 17 ตัวรับอานิสงส์ ส่วนกลุ่มนิคมฯ WHA, AMATA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, CCET รับประโยชย์เต็มๆจากนโยบายที่เหมือนกัน
วันที่ 5 พ.ย. 2567 เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ทั่วโลกจับตา เพราะเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ศึกระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน กับ “คามาลา แฮร์ริส” จากพรรคเดโมแครต
สำหรับผลที่มีต่อตลาดหุ้นไทยนั้น การเงินธนาคาร ได้รวบรวมบทวิเคราะห์จาก 3 โบรกเกอร์ พบว่ามีหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ 25 ตัว หากทรัมป์ ชนะ ขณะที่หากแฮร์ริส ชนะมีหุ้น 17 ตัว รับอานิสงส์
ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA, AMATA กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, CCET จะได้รับผลบวกไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการกองทุน และนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า หากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง นโยบายภาษีการค้าแบบแข็งกร้าวประกอบกับการควบคุมการเข้าเมืองที่เข้มงวด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อ สภาพแวดล้อมนี้จะเร่งการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน นอกจากนี้ จุดยืนที่สนับสนุนอิสราเอลและความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ รวมถึงการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล อาจผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม นโยบายสนับสนุน AI อย่างเสรีคาดว่าจะหนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม Data center, Cloud และการใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วโลก หากพรรครีพับลิกันชนะเลือกตั้ง หุ้น 5 กลุ่มได้ประโยชน์
- หุ้น Quality และ Defensive ที่เหมาะกับช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก เช่น สินค้าอุปโภค บริโภคพื้นฐาน อาหารและเครื่องดื่ม สื่อสาร และโรงพยาบาล
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าทดแทน โดยเฉพาะถุงมือยางและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
- บริษัทที่เชื่อมโยงกับผู้ได้ประโยชน์จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเวียดนาม ทั้งค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง และนิคมฯ
- กลุ่มพลังงานต้นน้าหากราคาน้ามันปรับตัวขึ้น
- บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Data center, Cloud และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงผู้ให้บริการระบบ ICT และผู้ผลิตไฟฟ้า
พรรคเดโมแครต ได้รับชัยชนะ (หรือ หากไม่มีพรรคไหนครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา หรือ Split Congress) แนวนโยบายส่วนใหญ่อาจไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอยยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องจับตามองในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจโลก แม้ว่าแนวนโยบายภาษีที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นจะช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกได้บ้าง แต่คาดยังคงส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การมุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะกระตุ้นการลงทุนในพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- หุ้น Quality และ Defensive ที่เหมาะกับช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก เช่น สินค้าอุปโภค บริโภคพื้นฐาน อาหารและเครื่องดื่ม สื่อสาร และโรงพยาบาล
- กลุ่มได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต (กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าในนิคม)
- กลุ่มธุรกิจพลังงานทางเลือก
บล.บัวหลวง สรุปนโยบายต่างๆ ของแต่ละพรรค และหุ้นที่ได้ประโยชน์แต่ละฉากทัศน์ เลือกตั้งสหรัฐ
หากพรรครีพับลิกันชนะ
- วัฏจักรเศรษฐกิจโลก ตอนปลายโลก (Global late cycle)
- นโยบายภาษีแบบแข็งกร้าว (ขึ้นภาษีนำเข้าทุกชนิดจากทุกประเทศ 10-20%, ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอย่างน้อย 60-100%)
- เข้มงวดในการควบคุม การอพยพเข้าเมือง
- สนับสนุนการใช้พลังงานจากฟอสซิล
- เปิดให้พัฒนาและใช้ AI อย่างเสรี
- หนุนจุดยืนอิสราเอล รวมถึงความขัดแย้งกับปาเลสไตน์
ด้านผลกระทบ
- ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว/ถดถอย จากการเก็บภาษีนำเข้ารุนแรงและความเสี่ยงแรงงานขาดแคลนเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
- การย้ายฐานการผลิตเร่งตัวขึ้น
- ความเสี่ยงสงครามและการสนับสนุนการ ใช้พลังงานจากฟอสซิลอาจหนุนราคาน้ำมัน
- สนับสนุน AI อย่างเสรีคาดหนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม Data center/Cloud/การใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วโลก
หุ้นไทยที่ได้ประโยชน์
- กลุ่มหุ้น Quality และ Defensive สำหรับช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก Global late cycle (สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน,อาหารและเครื่องดื่ม, สื่อสาร, และโรงพยาบาล) (CPALL, CPAXT, BDMS, BH, GULF, ADVANC)
- กลุ่มได้ประโยชน์จากโอกาสในการส่งออก สินค้าทดแทน (ถุงมือยาง และ อิเล็กทรอนิกส์) (STGT, DELTA, CCET)
- กลุ่มธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศที่ ได้อานิสงส์จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน เช่น เวียดนาม กลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการบริโภค ในประเทศเวียดนาม เช่น กลุ่มค้าปลีก (BJC,CRC) และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCGD) และกลุ่ม ที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนต่างชาติ เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนใน เวียดนาม (WHA, AMATA)
- กลุ่มได้ประโยชน์จากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น (กลุ่มพลังงานต้นน้า) (PTT, PTTEP)
- หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data center/Cloud/การใช้พลังงานไฟฟ้าทั่วโลก เช่น กลุ่ม ICT วางระบบ โรงไฟฟ้า (ADVANC, TRUE, GULF)
หุ้นที่ได้ประโยชน์ (+กำไรคาดเด่น)
- กลุ่มค้าปลีก (CPALL,CPAXT, BJC,CRC)
- กลุ่มการแพทย์ (BDMS)
- กลุ่มนิคม (AMATA)
หากพรรคเดโมแครตชนะ
- วัฏจักรเศรษฐกิจโลก ตอนปลายโลก (Global late cycle)
- นโยบายภาษียืดหยุ่นกว่า (เจาะจงขึ้นภาษี บางสินค้า, เน้นกีดกันการเข้าถึงเทคโนโลยีสหรัฐฯ)
- มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ/เน้นการลงทุนในพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
ด้านผลกระทบ
- ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว/ถดถอย
- การย้ายฐานการผลิต ต่อเนื่อง
- การลงทุนในพลังงานสะอาดเร่งตัวขึ้น
หุ้นที่ได้ประโยชน์
- กลุ่มหุ้น Quality และ Defensive สำหรับช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก Global late cycle (สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน,อาหารและเครื่องดื่ม, สื่อสาร, และโรงพยาบาล) (CPALL, CPAXT, BDMS, BH, GULF, ADVANC)
- กลุ่มได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต (กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าในนิคม) (WHA, AMATA, WHAUP)
- กลุ่มธุรกิจพลังงานทางเลือก GULF,BGRIM, GPSC, GUNKUL, WHAUP)
หุ้นที่ได้ประโยชน์ (+กำไรคาดเด่น)
- กลุ่มค้าปลีก (CPALL,CPAXT)
- กลุ่มการแพทย์ (BDMS)
- กลุ่มนิคม (AMATA)
ด้าน บล.กสิกรไทย มองความเป็นไปได้ 4 สถานการณ์ ในการเลือกประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ดังนี้
- Red sweep คือหากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ และได้เสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง จะเป็นลบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง จากแนวโน้มความขัดแย้งทางการค้าโลกเพิ่มสูงขึ้น (Trade war theme)
- หากทรัมป์ชนะ และได้เสียงข้างมากในสภาบนหรือสภาล่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นบวกต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษี และเพิ่มการผลิตการจ้างงานในประเทศ (Stimulus theme)
- Blue sweep คือหากคามาลา แฮร์ริส ชนะ และได้เสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง จะเป็นลบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง จากแนวโน้มความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น หรือความเสี่ยงเรื่องสงครามในตะวันออกกลางและยุโรปเพิ่ม (Real war)
- หากแฮร์ริส ชนะ และได้เสียงข้างมากในสภาบนหรือสภาล่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นบวกอ่อนๆต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง จากความต่อเนื่องของนโยบายและการบริหาร (Continuity theme)
สำหรับหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์
หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน ส่งผลให้เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่ม อัตราดอกเบี้ยจึงมีแนวโน้มจะทรงตัวในระดับสูงนาน และค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น
กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA) กลุ่มประกัน (TLI) กลุ่มส่งออก (DELTA ITC CPF)
หากแฮร์ริส ชนะการเลือกตั้ง แนวโน้มเงินเฟ้อคาดทยอยปรับลดลงต่อ อัตราดอกเบี้ยมีทิศทางปรับลดลงตามและค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า
กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์เช่น กลุ่มการเงิน (MTC) กลุ่มโรงไฟฟ้า (BGRIM) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC)
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA, AMATA, DELTA, CCET จะค่อนข้างเด่นชัดสุด เนื่องจากนโยบายทั้ง 2 คน พุ่งตรงไปยังประเทศจีนค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเก็บภาษีนำเข้า หรือการช่วยเหลือไต้หวันในด้านต่างๆ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีน , ไต้หวัน-จีน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิด เคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนออกจากจีน และไต้หวันเข้าสู่ประเทศไทย และอาเซียน เพื่อลดผลกระทบด้าน Supply disruption
- แฮร์ริส ชนะ
กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ GULF, BGRIM, WHAUP, GPSC จากการส่งเสริมเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมทั่วโลก รวมถึงหุ้นในกลุ่มการเงิน ได้แก่ MTC, SAWAD, TIDLOR, JMT จากแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่น่าจะลดลงได้เร็วกว่าทรัมป์ จากการแผนการเก็บเพิ่มภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล เพื่อไปชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
- ทรัมป์ชนะ
กลุ่มธนาคาร ได้แก่ SCB, BBL, KBANK, KTB น่าจะเด่นชัดสุด เนื่องจากนโยบายของทรัมป์ เน้นการลดภาษีนิติบุคลในประเทศลง รวมถึงการเพิ่มภาษีนำเข้า โดยจะนำมาซึ่งเงินเฟ้อที่สูงกว่า ทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะลดลงช้ากว่าแฮร์ริส
ในขณะที่การไม่สนับสนุนด้านพลังงานสะอาด จะเป็นผลดีต่อกลุ่มพลังงานดั้งเดิม เช่น PTT, PTTEP, BCP, OR เนื่องจากการเข้ามาทดแทนของพลังงานสะอาดจะช้าลง รวมถึงหุ้นกลุ่มส่งออก ITC, AAI, STA, STGT น่าจะได้ประโยชน์ จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อาจจะกลับมาอ่อนค่าลง
นอกจากนี้ หากทรัมป์ได้กลับมาดำรงตำแหน่ง จะมีการลดภาษีบริษัทและบุคคล เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค ซึ่งนโยบายนี้ แม้ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการตั้งเป้าเก็บภาษี นำเข้าจากสินค้าจีนมาชดเชย ด้านเงินเฟ้อนโยบายของทรัมป์ โดยรวมก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเร่งตัวขึ้นของภาวะเงินเฟ้อในระยะกลางถึงยาวมากกว่า
ขณะที่แนวทางของแฮร์ริส ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนทางสังคม และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น นโยบายด้านสาธารณะสุข และสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจะเพิ่มหนี้ในระยะสั้น แต่มีโอกาสสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า โดยเฉพาะการตั้งเป้าเก็บภาษีสำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้สูงเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงการลงทุนเพื่อพัฒนาพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน ก็มีแนวโน้มที่จะลดผลกระทบจากเงินเฟ้อในระยะยาวผ่านการ สร้างงานและลดต้นทุนในด้านพลังงานได้
สรุปหากทรัมป์ชนะหนี้สาธารณะและเงินเฟ้อในอนาคตของสหรัฐมีแนวโน้มสูงนานกว่ากรณีแฮร์ริสชนะ ซึ่งหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐก็จะมีแนวโน้มลดลงช้ากว่าในกรณีที่แฮร์ริสชนะ
ขณะที่ นโยบายต่อประเทศไทยฝั่งแฮร์ริส คือ
- เน้นความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค
- ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยในไทย
- เสนอแผนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีน
- ส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืน
- สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ไทย
- เสนอโครงการความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว
ส่วน นโยบายต่อประเทศไทยฝั่งทรัมป์ คือ
- กระชับความสัมพันธ์ทางการทูตให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
- เพิ่มการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน
- เสนอขายอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยในราคาพิเศษ
- เจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่ "ยุติธรรม"
- ส่งเสริมการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในไทย
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ