โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ธปท.’ ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/63 ติดลบลึกสุดเป็นประวัติศาสตร์ เชื่อผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 31 ก.ค. 2563 เวลา 09.34 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2563 เวลา 09.34 น.

‘ธปท.’ ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/63 ติดลบลึกสุดเป็นประวัติศาสตร์ เชื่อผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำเดือนมิถุนายน และไตรมาสที่ 2/2563 ภาพรวมรวมเศรษฐกิจไทยเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2563 เนื่องจากเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจหดตัวน้อยลงเกือบทุกรายการ อาทิ การส่งออกไม่รวมทองคำ ติดลบ 18.4% ลดลงจากเดือนพฤษภาคม ที่ระดับ 21.4% การบริโภคภาคเอกชน ติดลบ 4.7% ลดลงจากเดือนพฤษภาคม ที่ระดับ 11.5% แต่หากมองเศรษฐกิจไทยทั้งไตรมาส 2 ยังติดลบในระดับที่ลึกมาก โดยคาดว่าจะหดตัวสูงเป็นตัวเลข 2 หลักต้นๆ สาเหตุเพราะผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ติดลบ 100% และยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวด้วย

“ตัวเลขเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจยังหดตัวในระดับสูง หากเทียบกับภาวะปกติ แม้จะหดตัวลดลงเกือบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจที่หดตัวลงลึก จึงคาดว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ เทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2541 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้น ส่งผลให้จีดีพีติดลบ 12.5% โดยมองว่า จีดีพีไตรมาส 2 นี้มีโอกาสติดลบมากกว่าระดับดังกล่าว เพราะมาตรการล็อกดาวน์ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อเครื่องชี้เศรษฐกิจทุกตัว การส่งออก การนำเข้า การลงทุน การบริโภค ที่ติดลบทั้งหมด มีเพียงภาครัฐที่ยังขยายตัวได้เท่านั้น โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้เป็นปกติ เหมือนช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ต้องรอไปถึงปลายปี 2565” นายดอนกล่าว

นายดอนกล่าวว่า ในระยะถัดไปรัฐบาลจะต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจ เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในส่วนการเยียวยา และการฟื้นฟูยังต้องใช้เวลาอีกนาน ทำให้งบประมาณที่มีอยู่ จะต้องใช้ให้ถูกจุดและทันการ โดยธปท.จะประเมินสถานการณ์เพื่อปรับประมาณการจีดีพีอีกครั้ง จากที่คาดว่าทั้งปี 2563 จะติดลบ 8.1% และรอการรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ หากดีกว่าที่คาดไว้ อาจปรับประมาณการจีดีพีขึ้น แต่หากไม่ดีมากนัก ก็อาจปรับลดลง

นายดอนกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2563 การใช้จ่ายปรับดีขึ้นในทุกหมวด เป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากมาตรการเยียวยาของภาครัฐ ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวน้อยลงในเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น ในส่วนการลงทุนภาคเอกชนหดตัวน้อยลงเล็กน้อย ตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ ยอดจดทะเบียนรถยนต์และการนำเข้าสินค้าทุน แต่หากเทียบภาวะปกติยังหดตัวสูง สอดคล้องกับอุปสงค์ในและต่างประเทศที่อ่อนแอ กำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่แม้ปรับดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ

นายดอนกล่าวว่า สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวได้ดี แม้ยังไม่นับรวมเงินโอนในมาตรการเราคนไทยไม่ทิ้งกัน ซึ่งเป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ในส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบต่อเนื่อง แม้จะน้อยลงบ้าง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบเล็กน้อย สอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดใกล้สมดุล ขณะที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลสุทธิ ทั้งด้านสินทรัพย์จากการขายสุทธิตราสารหนี้ และการถอนเงินฝากในต่างประเทศของนักลงทุนไทย และด้านหนี้สินจากการกลับเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงเปราะบาง สะท้อนจากจำนวนผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังเห็นตลาดแรงงานที่มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแบบไม่น่าไว้วางใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...