"ชัชวาล ไทยสร้างไทย" อัดรัฐล้มเหลว แก้ปัญหาย่ำอยู่กับที่
"ชัชวาล ไทยสร้างไทย" อัดรัฐล้มเหลว แก้ปัญหาย่ำอยู่กับที่ ปล่อยคนไทยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปล้นเงิน ปีหลายหมื่นคน เสียหายหลายหมื่นล้านบาท ประณาม "เศรษฐา" ปล่อยปละละเลยเกิดปัญหาซ้ำซากต่อเนื่อง ถึงเวลาต้อง "ป้องกัน" มากกว่า ‘ปราบปราม’ สกัดสายอันตรายหลุดถึงพลเมือง ระบุแก้ไม่ได้ต้องลาออก
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2567 นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย กล่าวอภิปรายถึงปัญหาประชาชนถูกหลอกลวงจากอาชญากรทางไซเบอร์ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ว่า รับวันปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงชาวบ้านตกเป็นเหยื่อนับแสนรายเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะผู้มีอำนาจปล่อยให้คนไทยถูกปล้นเงินจากความล้มเหลวของรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลมีเป้าหมายอยากให้ประเทศเป็นฮับทางดิจิทัล แต่ไม่สามารถจัดการกับอาชญากรทางไซเบอร์ได้ แก๊งพวกนี้ขยัน ทำงานทุกวันโทรมาหาเราบ่อยกว่าเมียเราอีก พี่น้องประชาชนหลายคนรู้ไม่เท่าทันถูกหลอกเสียทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมาก บางคนต้องสูญเสียชีวิต จากสถิติปี 2565 มีผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กว่า 45,000 รายมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อราย อยู่ที่ประมาณ 660,000 บาท มูลค่าความเสียหายรวมน่าจะสูงถึง 30,000 ล้านบาท ปี 2566 มีการแจ้งความคดีอาชญากรรมจากคอลเซนเตอร์ กว่า 27,620 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 6,156 ล้านบาท และในช่วง 1 เดือนแรกของปี 2567 มีการแจ้งความคดีอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 2,345 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 589 ล้านบาท
"สรุปได้ว่า คนไทยถูกหลอกจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมกันมากกว่างบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยว กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงดิจิทัลฯรวมกัน ต่างถูกหลอกถ้วนหน้า โดยเฉพาะเหยื่อผู้สูงอายุ นับเป็นปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่สำคัญ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงต้องประณามผู้รับผิดชอบทุกคน โดยเฉพาะ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี" นายชัชวาล กล่าว
นายชัชวาล กล่าวต่อว่า ผู้บริโภคทั่วโลกจะมีสายเรียกเข้าแบบบันทึกเสียงล่วงหน้า หรือที่ฝรั่งเรียกว่า โทรศัพท์จากหุ่นยนต์หรือ robocall เฉียดแสนล้านครั้ง จนหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องงัดสารพัดวิธีมาจัดการ แล้วก็ได้ผลน่าพอใจ แต่เสียดายที่ประเทศไทยยังย่ำอยู่กับที่ ต่างจาก ประเทศที่เอาจริงเอาจัง เช่น สหรัฐอเมริกา ออกกฎหมายฉบับใหม่ ควบคุมเข้มงวดยิ่งขึ้น สหภาพยุโรป ออกกฎหมายควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่เคร่งครัดที่สุดในโลก และมีกฎหมายห้ามโทรติดต่อ ผู้บริโภคเว้นแต่ว่าจะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
แต่เรายังปล่อยให้แก็งค์เหล่านี้หลอกคนไทยต่อไป เริ่มต้นจากการหารายชื่อเป้าหมาย ซึ่งเรียกว่า "lead lists" โดยรายชื่อเหล่านี้อาจซื้อมาอย่างถูกต้อง หรือซื้อมาจากเว็บไซต์ใต้ดิน ราคาหนึ่งล้านเลขหมายเพียงไม่กี่หมื่นบาท จากนั้นคือการจัดตั้งคู่สาย จะติดต่อบริษัทที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม ก่อนจะหาซอฟต์แวร์โทรศัพท์อัตโนมัติ และไล่โทรตามเบอร์ที่ระบุไว้ไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วหลักแสนเลขหมายภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง พร้อมกับการติดตั้งซอฟต์แวร์แก้ไขเบอร์โทรศัพท์ที่จะปรากฏ ณ ปลายทาง เช่น หากโทรมายังประเทศไทยก็จะเป็นเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย 02 หรือ 08X ให้เหยื่อตายใจ จากนั้นเหล่ามิจฉาชีพจะเตรียมสคริปต์ให้พร้อม เช่น ประเทศไทยจะคุ้นเคยกับเรื่องพัสดุตีกลับ หรือการอายัดบัญชี จากนั้นก็จะเป็นกระบวนการโน้มน้าวหลอกลวง ซึ่งมาในรูปแบบของการพูดคุยหรือการส่ง SMS หากหลอกลวงสำเร็จ อาชญากรเหล่านี้ ก็จะแปลงเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีให้เป็นเงินสด หรือสกุลเงินเข้ารหัสโดยเร็วที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยทางการเงิน
"สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงติดตามจับกุมได้ยากเป็นเหตุผลว่า ทำไมหน่วยงานกำกับดูแลหลายๆ ประเทศจึงเลือกป้องกัน’มากกว่าปราบปรามโดยเฉพาะกลไกสกัดไม่ให้ สายเรียกเข้าเหล่านั้นผ่านไปถึงหูผู้บริโภค เช่น คณะกรรมการกำกับกิจการสื่อสาร สหรัฐฯหรือ FCC จะตัดตอนปัญหาโดยกำหนดให้บริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ มีอำนาจในการบล็อกการโทรที่ไม่พึงประสงค์ป้องกันไม่ให้สายอันตรายหลุดเข้าไปถึงพลเมือง
นอกจากนี้ FCC ยังกำหนดให้บริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือต้องใช้โปรโตคอลยืนยันตัวตนผู้โทร ตามมาตรฐานที่ชื่อว่า STIR/SHAKEN เพื่อให้ปลายสายได้เห็นเบอร์โทรศัพท์ที่แท้จริงของต้นทาง ถือเป็นหนึ่งในความพยายามต่อสู้กับการปิดบังตัวตน ซึ่งจะช่วยป้องกันอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากรัฐบาลยังละเลยแก้ไขปัญหาใหญ่เช่นนี้ ครั้งหน้าจะถูกตนอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไปแน่นอน" นายชัชวาล กล่าว