"RESKILL" ทักษะและสมรรถนะที่ปัญญาประดิษฐ์ทดแทนไม่ได้ -ณัฐพล จารัตน์
การระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาทักษะและสมรรถนะภายในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรใดสามารถปรับตัวและพลิกสถานการณ์ไว้ได้ทันท่วงที จึงประคับประคองให้กิจการดำเนินต่อไปได้ หัวใจสำคัญ คือ คนหรือทรัพยากรบุคคล (Human resource) ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนอย่างฉับพลัน รับมือกับสถานการณ์ที่ยากยิ่งด้วยความมีสติ
สำหรับท่านประธานหรือผู้บริหารทั้งหลาย มีโจทย์ใหญ่ใจความว่า จะต้องทำอย่างไรให้คนในองค์กรสามารถปรับตัวหรือสามารถพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างยั่งยืน หากวันหนึ่งองค์กรไม่สามารถโอบอุ้มพวกเขาไว้ได้
ในช่วง COVID-19 หลายองค์กรหลายบริษัทปิดกิจการ เลิกจ้างพนักงาน ลดอัตราการจ้างงาน ยิ่งไปกว่านั้นบางแห่งเริ่มเพิ่มเทคโนโลยี AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทดแทนมนุษย์ที่สามารถทำงานซ้ำ ๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ (Human error) และในระยะยาวสามารถลดต้นทุนขององค์กรได้ จนคาดการณ์กันว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้าง ๆ เรา เขาอาจเป็น AIในรูปแบบของหุ่นยนต์หรือเครื่องมืออะไรบางอย่างที่สามารถทำงานด้วยระบบอัตโนมัติก็เป็นได้
ทุกวันนี้เราเห็นกระแส Reskill กับ Upskill กันล้นหลาม ผมมักได้รับบทความและคำถามจากกลุ่ม Line ที่ส่งต่อกันมา พอสรุปสั้น ๆ ได้ว่า ไม่ว่าองค์กรไหน ๆ หรือแม้แต่ตัวคนทำงานเอง หันไปเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมอันเป็นประโยชน์ต่อการทำงานส่วนตัวหรือต่อองค์กร ในบทความนี้ ผมจึงตั้งใจนำเสนอทฤษฎีหรือโมเดลการพัฒนาทักษะและสมรรถนะของคนทำงาน เป็นโมเดลสายกลางในมุมมองส่วนตัว
อาจจะมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ย่อมขึ้นอยู่กับปัจเจกมุมมองเช่นกัน ผมเรียกโมเดลนี้ว่า “RESKILL” เป็นตัวอักษรย่อเกิดจากการนำตัวอักษรต้นของคำภาษาอังกฤษมาต่อกัน การจะพัฒนาความรู้ความสามารถของคนจะพัฒนาเพียงด้านร่างกายไม่ได้ ต้องพัฒนาด้านจิตใจควบคู่กันไป ความสมดุลแห่งการพัฒนา (Balance of development) จึงจะเกิดขึ้น ลองมาพิจารณาที่ละคำ ดังนี้
* R มาจากคำว่า Resilience หมายถึง ความยืดหยุ่นและความสามารถปรับตัวให้เข้ากับการพัฒนาทักษะและสมรรถนะอย่างเหมาะสม เรื่องนี้เป็นจุดต่างสำคัญแยกแยะคนกับปัญญาประดิษฐ์ออก (AI)ได้อย่างชัดเจน ความเป็นมนุษย์ที่ AI ยังไม่สามารถทำได้เทียบเท่าได้ ความยืดหยุ่นเกิดจากหลายปัจจัย หลายสาเหตุ แม้จะเป็นเรื่องเดิม ๆ แต่การตัดสินใจก็ใช่ว่าจะเหมือนเดิมทุกครั้ง องค์กรต้องสร้างบรรยากาศและปรับทัศนะคติต่อการทำงานร่วมกันให้เกิดความยืดหยุ่น หากกฎระเบียบบางประการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ควรยืดหยุ่นตามสถานการณ์หรือเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น
* E มาจากคำว่า Economic Security หมายถึง สภาพการเงินส่วนบุคคลที่ได้รับจากการจ้างงาน เงินเดือน หรือสวัสดิการต่าง ๆ ต้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ การดำรงชีพ ซึ่งการได้รับค่าจ้างหรือสวัสดิการที่เหมาะสม ความมั่นคงต่ออาชีพย่อมส่งผลให้การทำงานและการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมื่อมีรายได้มั่นคง มีอาชีพที่แน่นอน ก็ต้องมีวินัยในการใช้จ่าย มีการเก็บออม และการลงทุนบ้าง
* S มาจากคำว่า Standards of Training หมายถึง คนเราเมื่อทำงานต้องศึกษา ฝึกฝนตนเองอยู่เสมอตามมาตรฐานแรงงานหรือมาตรฐานวิชาชีพ ความสามารถของมนุษย์มีขีดจำกัดและอาจหยุดนิ่งได้ การฝึกอบรมจะช่วยเพิ่มความรู้ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงาน การฝึกอบรมต้องกำหนดมาตรฐาน ความรู้และแนวการปฏิบัติที่ชัดเจน มีการสอบทวนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จึงจะเกิดการยอมรับในแต่ละสาขาอาชีพ
* K มาจากคำว่า Kindhearted Action หมายถึง การทำงานต้องมีฐานรากจากจิตใจที่ดีและมีสันติภายในใจ ปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมงาน มีเมตตาโอบอ้อมอารี มีจิตอาสา มีความปรารถนาดี ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งนำไปสู่งความรุนแรง มีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในยุคที่ทุกสถานการณ์มีความเสี่ยงและไม่แน่นอน จิตใจที่เข้มแข็งและการมองโลกเชิงบวกที่ไม่มากเกินไป จะช่วยให้การทำงานของคนในองค์กรมีความเรียบร้อย
* I มาจากคำว่า Intellectual Property หมายถึง คนทำงานเป็นระยะเวลายาวนาน ผ่านกระบวนการสั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญจนเกิดชิ้นงานจริง จะต้องสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์หรืองานสร้างสรรค์ออกมาในเชิงทรัพย์สินทางทางปัญญา เพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ องค์กรต้องให้การฝึกอบรมและให้ความรู้แก่คนในองค์กร ให้ตระหนักว่าประสบการณ์ทำงานสามารถเปลี่ยนเป็นมูลค่าเชิงเศรษฐกิจได้ สร้างนวัตกรรมให้แก่องค์กร และตนเอง
* L มาจากคำว่า Legal Forces หมายถึง การพัฒนาคนให้เกิดผลสูงสุดและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย การรักษากฎระเบียบ มารยาททางสังคม และการเคารพซึ่งกันและกันไม่ว่าจะด้วยประเพณี ความเชื่อ ความคิดที่อาจแตกต่างกัน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของกติกาที่ตกลงไว้ นอกจากนี้ ยังหมายถึง การมีระเบียบวินัยและการเคารพในตนเอง โดยไม่มีใครต้องบังคับ
* L ตัวที่สอง มาจากคำว่า Leadership หมายถึง ภาวะผู้นำเป็นหัวใจหลักหรือแกนหลักของการ “RESKILL” แรงผลักดันที่ต้องการพัฒนาต้องขับจากภายในของตนเองสู่ภายนอก ให้เกิดเป็นรูปธรรม องค์กรต้องเริ่มจากให้ความรู้ว่าภาวะผู้นำคืออะไร มีความจำเป็นอย่างไร ใครต้องมีภาวะผู้นำ และต้องตระหนักว่าภาวะผู้นำต้องกระตุ้นและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นภาวะผู้นำอาจหยุดชะงัก ส่งผลให้การพัฒนาตนเองและองค์กรเกิดความไม่ต่อเนื่อง
ขอย้ำอีกครั้งว่า “RESKILL” ในบทความนี้เป็นเป็นมุมมองส่วนตัว ที่เห็นว่าการจะฟื้นฟูหรือ Reskill ปัดฝุ่นทักษะของคนในองค์กรจะต้องมีโมเดลที่เห็นคุณค่าการพัฒนาทักษะทั้งด้านร่างกายและจิตใจควบคู่กันไป การพัฒนาเพียงด้านร่างกายหรือจิตใจเพียงด้านเดียว ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ คนเรานั้นต่างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อให้เทคโนโลยีก้าวล้ำมากเพียงใด คนย่อมต้องพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเหมือนคอมพิวเตอร์
ปัญหาประการหนึ่งที่ผมวิเคราะห์จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาพบว่า องค์กรจัดการอบรมหรือฝึกทักษะยังไม่เพียงพอและไม่สม่ำเสมอหรือยังไม่เป็นสมานัตตา (Having common aims) หากจะกล่าวหาเพียงองค์กรฝั่งเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะการ Reskill ตามโมเดล “RESKILL” ตัวการสำคัญที่สุด คือ ตัวของตัวเอง ที่จะต้องมองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง การจะมองเห็นได้นั้นจะต้องยอมรับความจริงในทักษะและความสามารถของตนเองโดยไร้อคติเสียก่อน
จากนั้นจึงวิเคราะห์ตนเองตามโมเดลทีละประเด็น ต้องเขียนออกมาและวางแผนให้ชัดเจน ไม่คิดหรือจินตนาการโดยไม่ลงมือปฏิบัติ หากองค์กรหรือคนทำงานมีเพียงแนวคิดที่ไร้การนำไปลงมือจริง ไม่ว่าจะโมเดลดีแค่ไหนก็ไม่เกิดผลประโยชน์ โมเดลนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดที่ยังไม่เคยนำไปประยุกต์ใช้จริง
ครั้งต่อไปจะได้เขียนแนวทางนำไปใช้และแนวปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ขอให้ติดตามในบทความครั้งต่อไป และยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อ่านทุกท่าน และขอขอบคุณที่แชร์บทความจาก Line Today Showcase