ระบบ ฉันไม่เอาแกแล้วได้ไหม? [จบแล้ว]
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้จะเริ่มเก็บเงินหลังจากตอนที่ 31 เป็นต้นไปราคาตอนละ 3 เหรียญ
ตัวละครในนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมติ แต่บางอย่างในนิยายเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น ชื่อนิยายต่างๆที่มีการกล่าวถึงในเนื้อหา
บทนำ บนโลกนี้ไม่มีถ้าหาก
“บ้าเอ้ย”
บนโลกใบนี้ไม่มีคำว่าถ้าหาก
ไม่มียาแก้ความเสียใจ
และไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด
บางทีมันอาจจะมี แต่นั่นไม่ใช่สำหรับชายที่ชื่อว่าสายชล
เพราะว่าเขากำลังจะตาย และแม้แต่ตอนที่เขากำลังเจ็บใจมากที่สุด สิ่งที่เขาทำได้ก็มีแค่การสบถออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาพร้อมพยายามกำมือที่ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรง
ร่างของเขานอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาสายชลตระหนักได้ถึงความผิดพลาดต่างๆมากมาย และความเจ็บใจจนแทบบ้าเพราะว่าตัวเขาคิดน้อยจนเกินไป
เกินไปมากทีเดียว
ตั้งแต่เด็กจนโต สายชลเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม เรียนรู้เร็วและเข้ากับคนง่ายในระดับหนึ่ง เพราะอยู่ในบ้านที่เป็นชนชั้นกลางแม้ไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ลำบากยากแค้น อีกทั้งพ่อแม่ยังเลี้ยงดูด้วยความรัก เอาใจใส่และเข้าอกเข้าใจจนบางครั้งก็อาจถึงขั้นที่เรียกได้ว่าตามใจมากไปสักหน่อยเพราะไม่อยากเข้มงวดกับลูกๆมากนัก ดังนั้นสายชลจึงเติบโตมาอย่างสบายๆ แทบไม่เจอกับเรื่องยากลำบากใดๆในชีวิต
ตอนเป็นเด็กก็เรียน ได้เกรดดีบ้างไม่ดีบ้างขึ้นอยู่กับว่าอยากอ่านหนังสือทบทวนมากน้อยแค่ไหน เมื่อมีเวลาว่างก็เล่นเกม อ่านการ์ตูน มีความสุขตามประสาเด็กทั่วไป เมื่อโตมาขณะที่เพื่อนๆเริ่มเผชิญหน้ากับความกดดันของการสอบเพื่อย้ายที่เรียน สายชลที่เลือกเรียนโรงเรียนเดิมใกล้บ้านก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนทุ่มเทอะไร
ช่วงมัธยมปลายเพราะกลุ่มเพื่อนที่สนิทเริ่มจริงจังกับการเรียนมากขึ้นและยังแข่งขันกันในทางที่ดี สายชลจึงได้รับแรงกระตุ้นให้ตั้งใจเรียนและทำคะแนนได้ดีถึงขั้นที่ครั้งหนึ่งเคยได้เกรดสูงสุดในห้องมาอวดที่บ้านไปครั้งหนึ่ง
พอถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัย อาศัยที่เป็นคนเรียนรู้เร็วและความจำดีรวมกับที่ทำเกรดเอาไว้ไม่เลวช่วงมัธยมปลาย สุดท้ายก็ได้เรียนในคณะสถาปัตย์ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงย่านชานเมืองตามที่ต้องการเพราะหลงรักคณะนี้จากการถูกเพื่อนชวนมาเข้าค่ายช่วงมัธยม
เข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย จากที่เคยมั่นใจในตัวเองว่าเป็นคนเก่งมีฝีมืออยู่บ้างก็พบว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งที่หลงมาอยู่กลางฝูงสัตว์ประหลาดตัวจริง เพื่อนๆในคณะต่างก็มีทั้งพรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่าตัวเอง และที่มีมากกว่าหลายเท่าก็คือความพยายามและความรักในสิ่งที่ทำ ขณะที่ตัวเขามาเรียนที่นี่เพียงเพราะรู้สึกว่ามันสนุกดีเท่านั้น
ผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนในคณะ เพราะคะแนนในคณะนี้มากกว่าแปดส่วนขึ้นอยู่กับการทำงาน ผลงานจากเพื่อนๆที่ทุ่มเทมากกว่าและมีฝีมือมากกว่าย่อมได้คะแนนดีโดยธรรมชาติ
สายชลไม่ได้คิดมากหรือท้อแท้กับชีวิตการเรียน ตรงกันข้ามเขาเลือกที่จะปล่อยวาง ยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งเท่าเพื่อน และไม่ได้รักในการเรียนทางด้านนี้เท่ากับคนอื่นๆ แต่เขาก็ยังเรียนต่อไปจนจบโดยเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแต่ละวัน
มีบางช่วงที่เกรดของสายชลพัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะช่วงปีหลังๆที่ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเสียส่วนมาก แม้จะเป็นคนที่ขาดความมุ่งมั่นทุ่มเท แต่ข้อดีเล็กๆอย่างหนึ่งของสายชลก็คือการเป็นคนขี้เกรงใจและไม่ชอบทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะตัวเอง ดังนั้นเมื่อต้องทำงานเป็นทีม เขาก็มักจะรับผิดชอบงานในส่วนที่ตัวเองถนัดและทำได้ดี ขณะที่มีเพื่อนคนอื่นๆช่วยจัดการปิดจุดอ่อนอื่นๆให้กับเขา
เพราะแบบนั้นเกรดในช่วงนั้นจึงสูงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่เพราะงานชิ้นสุดท้ายอย่างธีสิสต้องทำเป็นงานเดี่ยว เกรดช่วงเรียนจบของสายชลจึงอยู่ที่สามต้นๆ ไม่ได้รับเกียรตินิยมแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร
ช่วงฝึกงาน สายชลค้นพบว่าตนเองไม่เหมาะกับการทำงานวิชาชีพสถาปนิกตามที่ตนเองเรียนจบมา เพราะเขาเป็นคนที่มีงานอดิเรกเยอะแยะมากมายทั้งการเล่นเกม อ่านนิยาย ดูอนิเมะ ทุกงานอดิเรกล้วนแต่ต้องใช้เวลาและเขาก็พอใจที่จะเอาเวลาในชีวิตมาทำสิ่งเหล่านี้มากกว่าการทำงานล่วงเวลาในฐานะสถาปนิกโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ
สุดท้ายตอนที่เรียนจบมาเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ทำงานตรงสาย และเลือกหยิบเอางานอดิเรกที่เริ่มทำมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายอย่างการเขียนนิยายมาใช้เป็นงานของตนเองแทน
การเขียนนิยายนั้นสร้างรายได้ให้กับสายชลมากกว่าเงินเดือนเริ่มต้นจากการทำงานประจำเสียอีก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาเริ่มเขียนมานาน มีทั้งประสบการณ์ทั้งฐานคนติดตามในระดับหนึ่ง ช่วงมหาวิทยาลัยเขาก็ยังเขียนนิยายเพื่อหารายได้เสริมและเติมเต็มงานอดิเรกของตัวเอง แต่เพราะช่วงทำธีสิสงานยุ่งเกินกว่าจะแบ่งเวลาจึงทำให้ฐานคนอ่านที่คอยติดตามห่างหายไปไม่น้อย
กว่าจะกลับมาตั้งตัวในฐานะนักเขียนได้ก็ต้องใช้เวลาสักพัก แต่รายได้ที่ได้รับก็ถือว่าพอที่จะใช้ดำรงชีวิตได้โดยไม่ลำบาก
พ่อกับแม่เป็นกังวลเพราะมองว่างานนักเขียนนั้นไม่มั่นคงจึงแนะนำให้ไปหางานประจำทำ ส่วนการเขียนก็สามารถใช้เป็นงานอดิเรกไปได้เรื่อยๆ ทว่าสายชลที่เริ่มเพลิดเพลินกับงานเขียนเพราะใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในแต่ละวันและยังสามารถพักหรือหยุดได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เวลาที่เบื่อก็เปลี่ยนไปเล่นเกมหรือทำอย่างอื่นแทนได้โดยไม่ต้องกลัวใครจะมาบ่นว่า อีกทั้งยังไม่ต้องกลัวจะสร้างปัญหาหรือความเดือดร้อนให้ใคร เขาจึงเลือกที่จะเมินเฉยคำแนะนำและยึดมั่นในอาชีพนักเขียนของตัวเองต่อไป
งานของเขาเติบโตขึ้นและเมื่อถึงจุดหนึ่งรายได้ของเขาก็พุ่งสูงถึงขั้นหกหลัก สายชลภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมากและคิดว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว ทว่าเมื่อจุดนั้นผ่านพ้นไปนิสัยเสียที่ฝังรากลึกของเขาก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าประสบความสำเร็จก็กลายเป็นขาดแรงจูงใจ ขาดความทะเยอทะยานอีกทั้งยังถูกความเกียจคร้านเข้ามาแทนที่ จากที่วันหนึ่งเขียนสามตอนก็เปลี่ยนเป็นสองตอนบ้าง หนึ่งตอนบ้าง บางวันถึงขั้นไม่แต่งเลยสักตอน นักอ่านที่ติดตามเองก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจ สุดท้ายสถานะนักเขียนก็เริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ
กว่าจะรู้ตัว รายได้หกหลักก็หายไปเกินครึ่ง แม้จะยังเพียงพอให้ใช้ชีวิตได้สบายๆแต่ก็เทียบไม่ได้กับตอนที่อยู่ในจุดพีคเลยแม้แต่น้อย
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากนิยายเรื่องที่เป็นรายได้หลักจบลง พอมาเขียนเรื่องใหม่ก็พบว่านักอ่านหลายส่วนไม่ได้มาติดตามต่อ บางทีอาจเพราะนิยายเรื่องใหม่ของเขาไม่ใช่แนวทางเดียวกับที่นักอ่านหน้าเก่าชอบ หรือไม่ก็เพราะนักอ่านไม่ไว้วางใจในตัวนักเขียนอีกต่อไป
สายชลเพิ่งตระหนักได้ว่าคำว่า ‘ไม่มั่นคง’ นั้นเป็นอย่างไร หลังจากผ่านไปสามเดือนรายได้ที่เคยอยู่อย่างสบายๆก็กลายเป็นแค่พอใช้ ยิ่งนานไปก็ยิ่งถดถอยไปเรื่อยๆ หากไม่ใช่เพราะสายชลมีนิสัยสบายๆและไม่มีความทะเยอทะยานอะไรเขาคงถูกความเครียดเล่นงานไปแล้ว แต่ด้วยนิสัยของเขารวมถึงการที่ไม่มีภาระอื่นๆให้ต้องคิดถึง ดังนั้นสายชลจึงยังใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ดิ้นรนหรือพยายามให้มากขึ้น เพียงแค่คิดว่าตัวเองอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนคนอื่นก็พอ
น้องสาวของสายชลแต่งงานออกไปแล้วเหลือแค่สายชลที่ต้องดูแลพ่อกับแม่ที่เกษียณอายุ โชคดีที่พ่อของเขาเป็นอดีตข้าราชการและมีเงินบำนาญของตัวเองไว้ใช้จ่ายในส่วนของพ่อกับแม่ เขามักจะถูกถามเรื่องแฟนสาวแต่น่าเสียดายที่หลังจากเลิกกับแฟนหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ไม่นานเขาก็ไม่เคยคบกับใครอีก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน
ขณะที่ครอบครัวของน้องสาวเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สายชลก็เริ่มรู้สึกเสียใจที่เขามีรายได้ไม่มากพอที่จะซื้อของขวัญดีๆให้กับหลานของตัวเอง ขณะเดียวกันสุขภาพของคนในบ้านก็เริ่มมีปัญหาเพราะอายุที่มากขึ้น หากไม่ใช่เพราะสิทธิ์ของข้าราชการที่พ่อมีอยู่เกรงว่าอาศัยแค่เงินที่เขาหามาได้แต่ละเดือนคงไม่พอใช้เป็นค่ารักษา
สายชลเริ่มตระหนักว่าตัวเองมีรายได้น้อยเกินไป แต่เพราะอายุของเขาเกินสามสิบไปแล้วกลับไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน วิชาชีพที่ร่ำเรียนมาแม้จะยังจดจำได้แต่จะให้ไปหางานแข่งขันกับเด็กจบใหม่ที่ฝีมือพัฒนาขึ้นตามเทคโนโลยีและยุคสมัยก็ไม่ใช่อะไรที่ง่ายดายเลยสักนิด
รู้ตัวอีกทีเขาก็กลัวการออกหางาน เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ แม้จะจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแต่เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองดีพอเลยสักนิด
สายชลเริ่มตื่นตัวและพยายามมองหาหนทางอื่นๆเพื่อพัฒนาตัวเอง แต่น่าเสียดายที่เขาช้าเกินไป
การใช้ชีวิตอย่างปล่อยตัวและไม่ใส่ใจสุขภาพของตนเอง กินทุกอย่างที่อยากกิน ไม่ออกกำลังกาย ขยับตัวน้อยนิดและเลือกกินเฉพาะสิ่งที่ชอบไม่ต่างจากการฝังระเบิดเวลาเอาไว้ในร่างกายของตัวเอง ขณะเดียวกันก็คอยเร่งเวลามันเรื่อยๆในการใช้ชีวิตประจำวัน
สุดท้ายเขาก็ถูกโรคร้ายเล่นงาน และตอนที่รู้ตัวอาการของเขาก็หนักหนาเกินกว่าจะรักษาให้หายโดยง่าย
สายชลอยากจะบอกพ่อกับแม่และน้องสาวของเขาว่าไม่ต้องพยายามเสียเงินทองมารักษาคนอย่างเขา เขาไม่เคยช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับพ่อแม่ ไม่เคยสนับสนุนน้องสาว แต่ละวันใช้ชีวิตและมองเพียงแค่ความสุข ความพอใจของตนเองโดยไม่สนใจคนอื่น
ทว่าหัวอกของครอบครัว แม้ความหวังจะน้อยนิดแต่พวกเขาก็ยังทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อรักษาชีวิตของคนที่รักเอาไว้
มองดูพ่อกับแม่ที่อายุมากแล้วแต่กลับต้องมาเหน็ดเหนื่อยดูแลเขาที่ช่วยตัวเองไม่ได้ มองน้องสาวที่ต้องทะเลาะกับสามีเพราะนำเอาเงินในบ้านมาช่วยเป็นค่ารักษาให้พี่ชาย สายชลรู้แล้วว่าทุกอย่างที่เขาคิดและทำมาตลอดชีวิตล้วนแต่ผิดพลาดทั้งหมด
ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวันก็พอ
แค่ไม่เดือดร้อนใครก็ใช้ได้
อยากทำอะไรก็ทำ
จะดิ้นรนพยายามอย่างหนักไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายเราก็ไม่เก่งกว่าใคร แค่ทำเท่าที่ทำได้ก็พอแล้ว
อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
น้ำตาไหลลงบนใบหน้าของสายชลที่อ่อนแรงเกินกว่าจะขยับตัว โรคร้ายของเขาลุกลามเกินกว่าจะรักษาได้แล้ว ต้องขอบคุณเรื่องนี้ที่ทำให้น้องสาวไม่ต้องเสียเงินมากไปกว่านี้ในการรักษาเขา อันที่จริงเขาอยากจะให้หมอถอดเครื่องช่วยหายใจไปเลยเสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยลดค่าห้องพักไปสักหนึ่งคืนก็ยังดี
แต่น่าเสียดายที่แม้แต่จะพูดเขาก็ยังไม่มีแรง
‘ถ้าหากว่าย้อนไปได้’
‘ฉันอยากพยายามมากขึ้นกว่านี้’
สายชลหลับตาลงด้วยความรู้สึกเสียใจที่ยากจะกลืนลงไปในลำคอ เขารู้ดีว่าโลกใบนี้ถ้าหาก โลกใบนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ และโลกใบนี้ไม่มีการย้อนเวลา
ทุกอย่างล้วนแต่เป็นเพียงนิยายที่มีไว้ตอบสนองความต้องการของผู้คนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความผิดพลาดในชีวิตก็เท่านั้น
เพราะรู้ว่าไม่มีทางเป็นจริง ผู้คนจึงเขียนมันและถ่ายทอดผ่านตัวอักษร เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าและความรู้สึกผิดหวังที่ปรากฎขึ้นในหัวใจ
ขณะที่คิดถึงจุดนี้ สติของสายชลก็ได้ดับลงไปพร้อมกับเสียงสัญญาณของเครื่องพยุงชีพที่กรีดร้องเพื่อบ่งบอกว่าชีวิตหนึ่งได้ดับสูญไปอย่างถาวรแล้ว
ตอนที่ 1 หรือมี?
“เจ้าสายชล วันนี้ก็เอาอีกแล้วเหรอ?” เสียงบ่นดังขึ้นบนสนามฟุตบอลของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการฝึกซ้อมนานกว่าสองชั่วโมงเหล่าสมาชิกชมรมฟุตบอลของโรงเรียนต่างก็ทิ้งตัวลงบนสนามด้วยความอ่อนล้าแต่กลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยังคงออกแรงวิ่งอยู่บนสนามพร้อมกับใช้เท้าเขี่ยลูกฟุตบอลไปตามการวิ่งของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง
เรื่องนี้กลายเป็นภาพชินตาของเหล่านักเรียนชมรมฟุตบอลเพราะมันเกิดขึ้นมาได้เกือบสามสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่ที่นักเรียนคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าอยากฝึกซ้อมร่วมกับทีมชมรมของโรงเรียน กิจกรรมชมรมของโรงเรียนนี้จะจัดนอกเวลาเรียนดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมชมรมเพราะรู้สึกไม่อยากเสียเวลาและต้องการกลับบ้านหลังเลิกเรียน
แม้จะมีนักเรียนมาสมัครเข้าชมรมฟุตบอลอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่พวกเขาก็จะมาตอนเปิดเทอมใหม่ๆซึ่งเป็นช่วงที่นักเรียนหน้าใหม่เข้ามาแล้วอยากจะเข้าร่วมกับชมรมเพื่อออกไปแข่งขันภายนอก ดังนั้นการที่มีนักเรียนมาขอเข้าร่วมฝึกซ้อมช่วงกลางเทอมจึงถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจอยู่บ้าง
ที่แปลกยิ่งกว่าก็คือนักเรียนคนนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมอย่างเป็นทางการ เพียงแค่มาขอเข้าร่วมการฝึกซ้อมตามที่ทีมสะดวกเท่านั้น
สำหรับนักเรียนในชั้นปีเดียวกันกับเขาก็พอจะรู้จักอีกฝ่ายอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับสนิทสนมกันเพราะเรียนอยู่คนละห้อง ขณะที่นักเรียนปีอื่นๆไม่มีใครรู้จักเขาเลยทั้งที่เด็กคนนี้ก็เป็นนักเรียนเก่าที่อยู่กับโรงเรียนมาตั้งแต่ชั้นปีอนุบาลจนขึ้นมาถึงชั้นมัธยมปลาย นั่นเพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่คนที่เข้าสังคมเก่งมากนัก
เดิมทีก็ไม่ได้มีใครให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะเด็กคนนี้แทบไม่มีพื้นฐานความสามารถด้านฟุตบอลเลย เรียกได้ว่ามีความรู้แค่ระดับคนเคยดูการแข่งขันฟุตบอลแต่ไม่เคยได้ฝึกฝนการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง นอกจากนี้ในวันแรกที่มาเข้าร่วมการฝึกซ้อมก็ถึงกับแทบหน้ามืดเพราะร่างกายที่ไม่ได้แข็งแรงเทียบเท่ากับนักกีฬาในชมรม การเล่นฟุตบอลง่ายๆแค่การเลี้ยงหรือการจ่ายบอลก็เรียกได้ว่ามือใหม่ของแท้
แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความทุ่มเทที่แทบจะเรียกได้ว่าหมกมุ่น ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือความเร็วในการพัฒนาที่แทบจะเรียกว่าเป็นการกระโดดแล้วบินขึ้นฟ้าไปก็ไม่ผิดนัก เพราะผ่านไปเพียงสามสัปดาห์ร่างกายที่อยู่ในช่วงวัยกำลังโตก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด รูปร่างสูงโปร่งมากขึ้น กล้ามเนื้อบนร่างกายเริ่มมองเห็นได้ชัดเจน ผิวสีแทนจากการฝึกฝนกลางแดดเป็นเวลานานไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าดูไม่ดีแต่กลับทำให้เสน่ห์ของความเป็นผู้ชายเพิ่มสูงขึ้นมาโดยธรรมชาติ
ด้านเทคนิคก็ยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นถึงการพัฒนาของเขาโค้ชของทีมจึงให้เด็กหนุ่มมาลองซ้อมการแข่งขันในสนามใหญ่โดยให้อยู่ในทีมตัวสำรองเพื่อช่วยเป็นคู่ซ้อมให้กับทีมหลัก กลับกลายเป็นว่าเขาทำได้ดีในทุกตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นการรับหรือการรุก เรียกได้ว่าต้องใช้นักกีฬาตัวจริงของชมรมถึงสามคนในการหยุดเขาเอาไว้ ซึ่งเด็กหนุ่มก็แก้เกมด้วยการจ่ายลูกสุดสวยให้กับเพื่อนร่วมทีมจนทำให้ทีมสำรองพลิกเป็นฝ่ายชนะทีมตัวจริงได้สำเร็จ
“สายชล มานี่หน่อยสิ” โค้ชภูผา ผู้ดูแลทีมชมรมฟุตบอลของโรงเรียน P ส่งเสียงเรียกเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งโดยไม่สนใจความเหน็ดเหนื่อยหลังการฝึกซ้อมอย่างหนัก
สายชลชะงัก เขาเท้าสะกิดบอลหนึ่งครั้งทำให้มันหยุดนิ่งราวกับลูกสุนัขเชื่องๆที่ติดเจ้าของ ร่างที่ยืดจนสูงเกิน 180 เซนติเมตรตั้งแต่อายุสิบหกปีสะกิดบอลให้ลอยขึ้นมาระดับอกก่อนจะคว้าบอลมาถือเอาไว้ข้างตัวแล้วจึงวิ่งเหยาะๆไปหาโค้ชภูผา
“มีอะไรหรือเปล่าครับโค้ช?” สายชลเอ่ยถามโค้ชของทีมฟุตบอลที่เขามารบกวนหลังจากย้อนเวลากลับมาได้หนึ่งเดือนเต็ม
ใช่แล้ว เขาย้อนเวลากลับมาหลังจากที่สติของเขาขาดหายไปในร่างที่ทรุดโทรมจากอาการป่วยระยะสุดท้าย ขณะที่คิดถึงความเสียใจและความเจ็บใจทั้งหมด คิดไม่ถึงว่าเขาจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองตอนอายุสิบหกปีซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีหนึ่งพอดี
ถ้าถามว่าเขารู้สึกอย่างไร ก็ต้องบอกว่าเขาดีใจ ดีใจจนแทบบ้าและขอบคุณอะไรก็ตามที่พาเขาย้อนเวลากลับมา
ก่อนที่เขาจะเริ่มรู้สึกเสียใจจนแทบบ้าเพราะอะไรที่ว่านั่นมันไม่ได้ใจดีอย่างที่เขาหวังเอาไว้สักเท่าไหร่นัก
[รายงานผลภารกิจ ยินดีด้วย โฮสต์บรรลุภารกิจย่อย ได้รับความไว้วางใจจากโค้ชให้เข้าร่วมการแข่งกับชมรมฟุตบอลของโรงเรียน P สกิลการเลี้ยงบอลเพิ่มเป็นระดับ C , สกิลการจ่ายบอลเพิ่มเป็นระดับ C , สกิลการวางบอลยาวเพิ่มเป็นระดับ C , สกิลการยิงประตูเพิ่มเป็นระดับ C]
เสียงโมโนโทนที่หลอกหลอนเขามาตลอดหนึ่งเดือนแจ้งเตือนถึงความสำเร็จที่เกิดจากความทุ่มเทตลอดหนึ่งเดือน ไม่สิ ที่จริงต้องบอกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียมากกว่า
ถ้าถามว่าทำไมพูดแบบนั้น ก็คงต้องย้อนความกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เขาได้ย้อนเวลากลับมาพร้อมกับของแถมอย่าง ‘ระบบแก้ไขชีวิต’ ที่เขาเคยคิดว่ามันเป็นพรจากสวรรค์ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันคือคำสาปต่างหาก
ในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่เคยเห็นหรือเคยอ่านนิยายแนวย้อนเวลาหรือแนวระบบ ซึ่งในความเป็นจริงเขาเคยเขียนนิยายแนวนี้เองกับมือมาแล้วเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้นตอนที่ได้ระบบมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหลงคิดว่าตัวเองอาจจะกลายเป็นตัวเอกในนิยายแนวระบบ ที่นอกจากจะได้แก้ไขชะตาชีวิตอันเลวร้ายของตัวเองแล้ว เขายังจะมีโอกาสได้เฉิดฉายและร่ำรวยแบบที่ตัวเอกเหล่านั้นได้รับในชีวิตใหม่นี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเขาจะคิดง่ายเกินไปสักหน่อย
เพราะระบบแก้ไขชีวิตไม่ได้ติดมาเพื่อช่วยเขา แต่เป็นเหมือนกับเครื่องมือที่พระเจ้าใช้ทดสอบเขาเสียมากกว่า
ทดสอบว่าเขามีค่าคู่ควรพอจะได้รับโอกาสที่สองในการแก้ไขชีวิตของตัวเองจริงหรือไม่
ทันทีที่มันอธิบายว่าตัวเองมีอยู่เพื่ออะไร มันก็ทำการมอบภารกิจให้กับเขาเป็นการมอบทางเลือกทำภารกิจให้กับเขา โดยเขาจะต้องเลือกระหว่าง ‘สุขภาพ , การงาน , การเรียน , ความรัก และความฝัน’
อาจเพราะฝังใจกับสภาพของตัวเองก่อนที่จะตาย สายชลจึงตัดสินใจเลือกหัวข้อสุขภาพโดยไม่ลังเล
และภารกิจที่ระบบมอบให้กับเขาก็คือ การฝึกฝนฟุตบอลเพื่อสุขภาพ โดยมีภารกิจแยกย่อยจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ การเรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคการเล่นฟุตบอล การทำความรู้จักสมาชิกทีมฟุตบอลในชมรมตลอดจนการกินอาหารตามหมวดหมู่ที่ระบบกำหนดในแต่ละวัน
ในช่วงแรกคนที่เพิ่งได้รับโอกาสที่สองนั้นไฟแรงจนไม่กลัวสิ่งใด เรียกได้ว่าจะให้ทำอะไรก็พร้อมทำทั้งหมดโดยเฉพาะเมื่อคิดว่าระบบอาจจะมอบรางวัลดีๆให้เหมือนนิยายที่ตนเองเคยอ่านหรือเขียน
แต่แล้วความฝันของเขาก็ต้องแหลกสลาย เพราะระบบนั้นบอกกับเขาอย่างตรงไปตรงมา ว่าต่อให้เขาทำภารกิจมากแค่ไหนระบบก็ไม่มีรางวัลพิเศษมอบให้ แต่ถ้าหากเขาทำภารกิจไม่สำเร็จ บทลงโทษนั้นจะตามมาอย่างแน่นอน
อีกทั้งการทำภารกิจนั้นยังมีความเข้มงวดเป็นอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะความไม่อยากยอมแพ้ให้กับชีวิตใหม่ที่ตัวเองได้รับมาแล้วยังยึดติดกับนิสัยรักสบายแบบเดิมๆของตัวเอง สายชลคงยอมแพ้ไปตั้งแต่วันที่สองของการทำภารกิจแล้ว
ถ้าหากระบบไม่มีรางวัลให้ แล้วเสียงประกาศก่อนหน้านี้หมายความว่าอย่างไรงั้นหรือ?
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหก ระบบไม่มีรางวัลพิเศษให้ ส่วนการประกาศเรื่องสกิลเหล่านั้นเป็นแค่การรายงานของระบบ เพื่อบ่งบอกว่าผลลัพธ์จากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงภายใต้ข้อบังคับของภารกิจทำให้เขาได้รับอะไรกลับคืนมา อย่างเช่นหลังจากที่ฝึกการเลี้ยงบอลนานนับปี การเลี้ยงบอลของเขาก็จะพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับการจ่ายบอล การยิงประตูและเทคนิคอื่นๆ
ย้อนเวลากลับมาแค่เดือนเดียวแต่กลับฝึกเลี้ยงบอลนานนับปีจะเป็นไปได้อย่างไรงั้นหรือ เป็นไปได้สิก็เพราะนั่นแหละคือความพิเศษของระบบแก้ไขชีวิต
มันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นนิ้วทองคำแบบที่แฟนนิยายแนวระบบมักจะใช้เรียกขานกัน แต่นิ้วทองคำนี้กลับไม่ง่ายดายเลยสักนิด เพราะแม้ว่าระบบจะมี [โหมดฝึกสอน] และ [โหมดฝึกฝน] ซึ่งมีลักษณะคล้ายห้องแห่งกาลเวลาให้โฮสต์ได้ใช้งาน ทว่าเมื่อตัดสินใจใช้ห้องแห่งกาลเวลานี้แล้ว ตราบใดที่เขาไม่สามารถฝึกจนผ่านเงื่อนไขข้อกำหนดที่ระบบตั้งเอาไว้ เขาก็จะไม่มีวันได้หลุดพ้นออกมาจากการฝึกฝนนั้น แน่นอนว่ามันโหดร้ายมากที่เขาจะต้องฝึกซ้ำไปซ้ำมาวนไปเรื่อยๆจนกว่าจะสามารถทำมันได้ดีพอ
ที่โหดร้ายยิ่งกว่าคือ ต่อให้ไม่อยากใช้งานโหมดพวกนี้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอยู่ดีเพราะภารกิจที่มอบให้นั้นมีระยะเวลาจำกัด เพื่อไม่ให้โฮสต์ใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้านหรือทำตัวเหยาะแหยะเหมือนชีวิตที่ผ่านมา ระบบจึงใช้วิธีบีบกรอบเวลาเพื่อกระตุ้นให้โฮสต์ต้องพยายามมากขึ้น
ถ้าไม่พยายามก็จะถูกลงโทษ สำหรับบทลงโทษที่จริงแล้วก็อาจจะฟังดูไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นนั้น เพียงแค่ว่าถ้าหากทำภารกิจไม่สำเร็จ ระบบก็จะปิดการทำงานลง
ชั่ววูบหนึ่ง สายชลถึงกับคิดว่าหรือเขาควรจะปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไปเสีย
เขามีประสบการณ์ มีความรู้และมีข้อมูลของโลกอนาคตยาวนานออกไปอีกสิบกว่าปี ขอแค่ใช้ข้อมูลที่มีให้ถูกจุดก็สามารถทำเงินได้ สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้
แต่เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาก็ส่ายหน้าแล้วเตือนตัวเองอีกครั้งว่านี่เป็นชีวิตที่สองที่เขาได้รับโอกาสให้กลับมาแก้ไขมัน และเขาจะไม่ยอมทำพลาดอีกครั้งเพียงเพราะความประมาทหรือความรักสบายของตัวเอง
ถึงแม้การฝึกฝนภายใต้ภารกิจของระบบจะทำให้เหนื่อยจนแทบขาดใจ ทรมานจนไม่อยากก้าวขาเพิ่มแม้อีกสักก้าว แต่เมื่อเทียบกับความรู้สึกตอนที่ร่างนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ความรู้สึกตอนที่มองพ่อกับแม่ร้องไห้ ความรู้สึกตอนที่เห็นน้องสาวมีสีหน้าอิดโรยและไร้ความสุขเพราะทะเลาะกับครอบครัวเพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นค่ารักษาให้กับเขา
เทียบกันแล้วความทรมานแค่นี้มันไม่มีค่าพอให้พูดถึงเลยสักนิด
และหลังจากความพยายามหนึ่งเดือนในโลกความเป็นจริง และนานนับปีในโหมดฝึกฝน
ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่เล่นฟุตบอลได้เก่งที่สุดในโรงเรียนถึงขั้นที่โค้ชเรียกเขามาเพื่อเอ่ยปากชักชวนให้เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรมอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นตัวแทนออกไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่นๆในทัวร์นาเมนต์ที่กำลังจะมาถึง
“ผมยินดีที่จะช่วยนะครับโค้ช แต่ว่าผมคงเป็นสมาชิกของชมรมอย่างเป็นทางการไม่ได้จริงๆ เพราะหลังจากนี้ผมยังมีเรื่องให้ต้องทำอีกค่อนข้างเยอะดังนั้นเวลาซ้อมของผมน่าจะน้อยลง กลัวว่าจะทำให้คนอื่นๆในชมรมรู้สึกไม่ดีเอาน่ะครับ” เรื่องหนึ่งที่สายชลได้เรียนรู้จากชีวิตที่ผ่านมาก็คือ คนทุกคนต่างก็พยายามอย่างหนักเพื่อชีวิตของตนเอง และเขาจะไม่แย่งชิงผลลัพธ์จากความทุ่มเทของคนเหล่านั้นเพียงเพื่อให้ตัวเองได้กลายเป็นตัวเอกที่โดดเด่นอยู่เพียงผู้เดียว
ใช่แล้ว ถ้าหากตอนนี้เขาคือตัวเอกในนิยายแนวระบบ เขาก็คงจะกลายเป็นนักฟุตบอลที่โดดเด่น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในทุกการแข่งขันแม้ว่าจะไม่ต้องมาฝึกซ้อมเลยก็ตาม
เขาไม่รังเกียจที่จะโดดเด่นเพราะถึงอย่างไรมันก็มาจากความมุ่งมั่นและการฝึกซ้อมที่หนักหนาไม่แพ้ใคร เพียงแต่ฟุตบอลนั้นไม่ใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของเขา มันเป็นเพียงแค่การเลือกภารกิจเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอย่างหนึ่ง ขณะที่นักเรียนคนอื่นๆในชมรมไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมีความฝันที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ พวกเขาควรจะได้รับโอกาสที่ตัวเองควรจะได้ ส่วนตัวเขาอย่างมากก็แค่เป็นตัวสำรองที่คอยสนับสนุนและอุดช่องว่างให้กับคนเหล่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
เมื่อตกลงจะเข้าร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระหว่างโรงเรียนโดยยืนตำแหน่งเป็นตัวสำรองให้ทีม สายชลก็มุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมกับคิดถึงอนาคตหลังจากนี้ เขาใช้เวลาหนึ่งเดือนในการเคลียร์ภารกิจด้านสุขภาพ แม้จะไม่มีการรายงานผลชัดเจนเหมือนเรื่องเทคนิคสกิลการเล่นฟุตบอลแต่เขาก็ค่อนข้างแน่ใจว่าร่างกายของตนเองแข็งแรงขึ้นมาก แม้แต่ตอนที่เขาแข็งแรงที่สุดในชีวิตก่อนก็ยังเทียบกับร่างกายในตอนนี้ไม่ติด โดยเฉพาะส่วนสูงที่ชีวิตก่อนเขาหยุดอยู่ที่ 178 เซนติเมตรตอนอายุ 17 ปี แต่ตอนนี้เขากลับสูงขึ้นมาถึง 180 เซนติเมตรแล้วหลังจากการฝึกฝนที่ผ่านมา ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจมากทีเดียว
ตอนที่ 2 อ่านหนังสือเรียนก็เหมือนหนังสือนิยาย
“กลับมาแล้วครับ” สายชลเปิดประตูบ้านและเอ่ยทักทายแม้ที่บ้านของเขาจะมีเพียงน้องสาวคนเดียว เนื่องจากพ่อกับแม่ยังกลับมาไม่ถึงบ้าน
“พี่ชล ไปซื้อโค๊กให้หน่อยสิ หิวน้ำอะ” เสียงหวานใสของเด็กสาวสายธารในวัยสิบสี่ปีดังขึ้นทันทีที่เขากลับมาถึง
สายชลกลอกตามองบนใส่น้องสาว “ที่บ้านไม่มีน้ำเย็นกินหรือไง น้ำอัดลมน่ะอย่าไปกินมาก มันไม่ดีต่อสุขภาพ”
“อะไรของพี่เนี่ย พี่จะเลิกกินก็เรื่องของพี่สิ จะมาบังคับน้ำด้วยทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ๆพี่ก็บอกว่าจะเลิกกินน้ำอัดลม แม่ก็คงไม่ตัดสินใจเลิกซื้อมาเก็บเอาไว้จนทำให้น้ำลำบากไปด้วยแบบนี้หรอก” เด็กสาวบ่นออกมาในทันทีเพราะพี่ชายของเธออยู่ๆก็เปลี่ยนพฤติกรรมและเลิกกินของที่มีโทษอย่างน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวโดยบอกว่าจะเริ่มต้นรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง พ่อกับแม่ได้ยินก็เห็นดีเห็นงามด้วยกลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่บ้านไม่ซื้อขนมหรือน้ำอัดลมมาเก็บเอาไว้ และเธอก็กลายเป็นคนโชคร้ายที่ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน
สายชลไม่ได้โกรธที่น้องสาวแสดงท่าทีหงุดหงิดและบ่นใส่ตนเองไม่หยุด เขาหัวเราะและใช้มือยีหัวน้องสาวของตนเอง “เอาละๆ เลิกโวยวายได้แล้ว เดี๋ยวพี่ทำอะไรเย็นๆอร่อยๆให้กินเองดีไหม?”
สายธารชะงักไปเพราะรู้สึกไม่คุ้นชินกับท่าทีของพี่ชายสักเท่าไหร่นัก อายุของเธอห่างจากสายชลเพียงสองปีแต่เพราะเด็กผู้ชายและผู้หญิงมีความสนใจแตกต่างกันทำให้ไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันสักเท่าไหร่นักในตอนเด็ก พอโตมาพี่ชายของเธอก็ดูจะติดเพื่อนของตัวเองจนทำให้ความสัมพันธ์พี่น้องดูห่างเหินมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนอยู่ๆพี่ชายของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างมาก อีกทั้งยังหันมาสนใจดูแลเธอมากกว่าแต่ก่อน ถึงจะไม่คุ้นชินแต่สายธารก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร เพราะลึกๆแล้วเธอก็ชอบความเปลี่ยนแปลงนี้ของพี่ชาย
เขาดูอบอุ่นขึ้น ใส่ใจเธอและพ่อกับแม่มากขึ้น ที่สำคัญก็คือพี่ชายของเธอตอนนี้ดูเก่งขึ้นมากอีกทั้งยังดูดีขึ้นซึ่งมันทำให้น้องสาวอย่างเธอรู้สึกภาคภูมิใจเวลาที่มีใครมาถามว่าคนๆนี้เป็นพี่ชายของเธอใช่หรือไม่
สายชลเดินเข้าไปในครัวเพื่อเริ่มทำเมนูพิเศษนมข้าวโพดปั่นจากวัตถุดิบที่เขาซื้อมาเตรียมเอาไว้ นับตั้งแต่ย้อนเวลากลับมาและตั้งใจที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองและครอบครัว สายชลก็ได้ขอให้พ่อช่วยจ้างช่างมาต่อเติมห้องครัวเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถนำมาประกอบอาหารได้จริง เพราะที่ผ่านมาครอบครัวของพวกเขาไม่มีใครมีเวลาว่างพอจะทำครัวเองได้ ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีซื้อกับข้าวจากข้างนอกมากินอยู่เสมอ
สายชลไม่โทษพ่อกับแม่ที่ไม่มีเวลาดูแลเรื่องในบ้าน เพราะรู้ว่าพวกท่านต้องทำงานหนักและกว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเย็นค่ำแล้ว และเพราะรู้ถึงข้อจำกัดของที่บ้านเขาจึงตัดสินใจลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง ในเมื่ออยากรักษาสุขภาพ ทางที่ดีที่สุดย่อมต้องเริ่มทำอาหารและควบคุมวัตถุดิบด้วยมือเพื่อให้แน่ใจว่าของที่ทำออกมาจะเป็นของดีต่อร่างกาย
ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณภารกิจหมวดสุขภาพของระบบที่มีหมวดย่อยอย่างการทำอาหารสุขภาพรวมอยู่ด้วย สายชลจึงมีโอกาสใช้บริการระบบฝึกสอนในการทำอาหารสุขภาพแบบจำลองนานหลายเดือนในระบบและทำให้เขาประหยัดวัตถุดิบที่นำมาทดลองทำอาหารไปได้มากทีเดียว ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคนในบ้านคงต้องทุกข์ทรมานไปอีกนานกับอาหารสุขภาพที่เขาเริ่มหัดทำในช่วงเริ่มต้น
‘อย่างน้อยระบบก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง’ สายชลคิดในใจอย่างขำๆขณะที่ลงมือปั่นน้ำนมข้าวโพดสูตรพิเศษไปให้น้องสาวของตัวเอง น้ำนมข้าวโพดนี้แม้จะเรียกว่าเป็นอาหารสุขภาพแต่รสชาติของมันก็อยู่ในระดับที่ดีดังนั้นสายธารจึงเลิกบ่นและดื่มมันเพื่อดับร้อนแทนน้ำอัดลม
สายชลมองน้องสาวของตัวเองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง เขากับน้องสาวไม่ได้สนิทสนมกันมากนักเพราะความแตกต่างหลายๆอย่าง รวมถึงตัวเขานั้นติดเพื่อนอีกทั้งยังไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้างมากพอ ระยะห่างระหว่างพี่น้องจึงค่อยๆเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลา จนเมื่อถึงช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องห่างเหินมากที่สุด
เพราะเขาย้ายไปอยู่หอพักและแทบจะไม่ได้กลับบ้าน ส่วนน้องสาวก็เริ่มเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ภายในเวลาหนึ่งปีได้เจอกันเพียงไม่ถึงสิบครั้ง อีกทั้งทุกครั้งที่เจอก็ไม่ได้มีอะไรให้พูดคุยกันมากนัก สายชลมักคิดว่าน้องสาวของเขานั้นเป็นเด็กที่ไม่น่ารักเพราะเธอชอบทำตัวเย็นชาห่างเหิน แต่เขากลับไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองนั่นแหละที่ไม่เคยทำตัวเป็นพี่ชายที่ทำให้น้องสาวรู้สึกวางใจและอยากสนิทสนมด้วย
กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่เขานอนป่วยอยู่บนเตียงแล้วเห็นน้องสาวที่ยอมทะเลาะกับครอบครัวตัวเองเพื่อนำเงินมาใช้รักษาพี่ชายที่ไม่ได้เรื่อง ในตอนนั้นเขาถึงตระหนักได้ว่าตัวเขานั้นห่วยแตกมากขนาดไหน เขาไม่เคยทำหน้าที่พี่ชายที่ดีของเธอ แต่เธอกลับเป็นน้องสาวที่ห่วงใยและรักเขามากจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของเขา
ดังนั้นการย้อนกลับมาคราวนี้นอกจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เรื่องของน้องสาวก็เป็นอีกเรื่องที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง เขาจะทำตัวให้สมกับเป็นพี่ชายที่ดีและทำให้น้องสาวของเขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะแบบนั้นเขาถึงได้เริ่มเข้าหาน้องสาวมากขึ้นอย่างระมัดระวังและไม่ทำให้เธอตกใจมากเกินไปนัก
นับว่าเขาทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว เพียงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาก็รู้สึกว่าระยะห่างกับน้องสาวดูจะหดสั้นลงไปไม่น้อย อาจเพราะฝีมือการทำอาหารสุขภาพที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีที่ทำให้น้องสาวผู้รักการกินแต่ก็รักการรักษารูปร่างรู้สึกพึงพอใจ หรือไม่ก็อาจเพราะการที่เขาใส่ใจดูแลเธอมากขึ้น ทำให้น้องสาวไม่วางตัวห่างเหินมากเหมือนชีวิตก่อน
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เหตุผลหลักที่สายธารพึงพอใจที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพและความโดดเด่นของเขาที่ค่อยๆแสดงออกมาหลังจากที่ออกกำลังกายอย่างหนักต่างหากที่ทำให้น้องสาวประทับใจในตัวเขา เพราะมันทำให้เธอรู้สึกภูมิใจที่พี่ชายของตัวเองโดดเด่นจนแม้แต่เพื่อนๆก็ยังอิจฉาเธอที่เป็นน้องสาว
ต้องบอกเลยว่าสายชลในตอนนี้กับชีวิตที่แล้วแตกต่างกันมากจริงๆ ในชีวิตที่แล้วเขาเป็นแค่เด็กหนุ่มขี้ก้างที่มีนิสัยติดเพื่อน คล้อยตามคนอื่นได้ง่ายและไม่มีอะไรน่าสนใจ รูปร่างหน้าตาของสายชลเดิมทีก็ไม่ได้โดดเด่น เมื่อรวมกับบุคลิกภาพที่มีแล้วก็ยิ่งทำให้ดูเหมือนตัวประกอบเกรดต่ำในนิยายสักเรื่องหนึ่งทำให้สายธารไม่คิดจะบอกใครด้วยซ้ำว่าพี่ชายของเธอเป็นใคร
แต่พอย้อนกลับมา ด้วยประสบการณ์ของคนที่ผ่านโลกมาสามสิบกว่าปีรวมกับการที่เขาตกผลึกอะไรได้หลายๆอย่างทำให้ทัศนคติเปลี่ยนแปลงไป ผสมรวมเข้ากับความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเอง ยิ่งเมื่อผ่านการฝึกน้ำยาวนานในระบบจนทำให้เกิดความสำเร็จและความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือบุคลิกที่ดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ทั้งที่รูปร่างหน้าตาไม่ได้ต่างไปจากชีวิตที่แล้วมากนัก แต่ว่ากันว่าเมื่อนำเอาคนสองคนที่มีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกันมายืนอยู่ด้วยกัน สิ่งที่จะตัดสินว่าใครดูดีกว่าย่อมต้องเป็นบุคลิกภาพ ทัศนคติ และความมั่นใจของทั้งสองคน
สายชลในตอนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ที่เยือกเย็นมากขึ้น มีความเป็นผู้นำ มีความกล้าตัดสินใจ มีความมุ่งมั่นและมีเป้าหมายที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ผิวของสายชลจะเป็นสีแทนไม่ใช่ผิวขาวแบบพิมพ์นิยมที่คนวัยนี้ชื่นชอบ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาดูไม่ดีเลยแม้จะยืนอยู่ท่ามกลางคนวัยเดียวกัน
อันที่จริงเรื่องสีผิวนี้ก็นับเป็นปมอย่างหนึ่งในช่วงวัยเด็กของสายชล เพราะเขามีผิวสีแทนเหมือนพ่อ ไม่เหมือนแม่กับน้องสาวที่มีผิวขาวและในช่วงนั้นเด็กๆก็มักจะหยิบเอาปมด้อยหรือความแตกต่างของเพื่อนมาใช้รังแกอีกฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้สายชลในวัยเด็กขาดความมั่นใจในตัวเอง พอรวมกับการที่เขาไม่รู้วิธีดูแลตัวเองและไม่ใส่ใจจะดูแลก็เลยทำให้บุคลิกภาพของเขาย่ำแย่ตามไปด้วย กว่าจะตระหนักได้ว่าเรื่องสีผิวนั้นไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิตก็ตอนที่โตจนเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว เพราะนั่นจะเป็นช่วงที่เขาได้เปิดโลกกว้างมากขึ้น ได้พบเจอผู้คนที่หลากหลายขึ้นและได้เข้าใจว่าความคิดของผู้คนนั้นมีอยู่มากมายขนาดไหน
พอย้อนกลับมาสายชลจึงไม่ได้สนใจปมเก่าๆในสมัยเด็กของตัวเอง และยังเริ่มหันมาดูแลตัวเองทั้งเรื่องการกินอาหารดีๆ และการบำรุงร่างกายแบบธรรมชาติ ตัวสายชลไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมีหน้าตาดีหรือกลายเป็นที่นิยมของคนในโรงเรียน เขาก็แค่จำคำพูดของคนๆหนึ่งที่สอนให้เขารู้จักรักและดูแลตัวเองแล้วนำมาใช้เท่านั้น
เมื่อคิดถึงเจ้าของคำพูดนั้นสายชลก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาน้อยๆ
‘อีกสามปีก็คงได้เจอกัน’ สายชลคิดในใจก่อนจะขับไล่ความคิดนั้นออกไปชั่วคราวโดยไม่ได้สังเกตว่าน้องสาวที่หันมามองเขานั้นตกตะลึงตาค้างไปแล้วตอนที่เห็นรอยยิ้มของพี่ชาย เพราะหลังจากสายชลเริ่มเปลี่ยนแปลง แม้เขาจะยิ้มให้กับคนในครอบครัวอยู่ตลอด แต่รอยยิ้มที่เธอเห็นเมื่อครู่นี้มันดูแตกต่างไปมาก แต่เพราะเธอยังเด็กเลยไม่แน่ใจนักว่าอะไรคือความแตกต่างที่เธอรู้สึก
‘หรือว่าพี่จะมีแฟนแล้ว ไม่ได้การละ ต้องสืบให้รู้เรื่อง’ ถึงจะไม่เข้าใจแน่ชัดแต่สัญชาตญาณของผู้หญิงก็ทำให้สายธารรู้สึกตื่นตัวขึ้นมา พี่ชายของเธอเพิ่งจะได้รับความสนใจจากสาวๆในโรงเรียนทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าพี่ของเธอจะมีคนในใจแล้วหรือเปล่า
สายชลไม่ได้สนใจความฟุ้งซ่านของคนเป็นน้อง ถ้าเป็นชีวิตก่อนเขาคงเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมกับเพื่อนๆจนถึงตอนนอน แต่พอมองดูนาฬิกาสายชลก็เดินกลับไปเข้าไปในครัวอีกครั้งเพื่อเตรียมอาหารมื้อเย็นให้กับทั้งบ้าน เพราะใกล้จะถึงเวลาที่พ่อกับแม่ของเขาจะกลับมาแล้ว
เมื่อมีเสียงรถวิ่งมาจอดที่หน้าบ้าน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเปิดประตูรั้วตามมา สายชลยิ้มก่อนจะตักกับข้าวราดลงบนจานและนำออกมาจากห้องครัว กลิ่นของอาหารเพื่อสุขภาพเหล่านี้หอมหวนจนไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นอาหารสุขภาพที่ผู้คนเกลียดชัง เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยกเครดิตให้ระบบจริงๆ
[อย่าลืมว่าโฮสต์จะต้องเลือกภารกิจขั้นต่อไปได้แล้ว]
เสียงโมโนโทนของระบบดังขึ้นเพื่อย้ำเตือน สายชลหัวเราะเบาๆและทำเป็นมองไม่เห็นมันเพื่อใช้เวลากับครอบครัวอย่างอบอุ่น จนกระทั่งถึงช่วงดึกที่แยกย้ายกันเข้านอนเขาถึงหันกลับมาสนใจระบบอีกครั้ง
หัวข้อภารกิจนั้นยังคงเป็นเช่นเดิม แม้แต่หัวข้อสุขภาพที่เขาเคยเลือกไปแล้วก็ยังไม่ได้หายไปจากตัวเลือก นี่หมายความว่าระบบไม่ได้ห้ามหากเขาจะเลือกภารกิจหัวข้อเดิม นอกจากนี้สายชลยังรู้ว่าระบบไม่ได้ห้ามเขาในการรับภารกิจหลายหัวข้อพร้อมกัน เพียงแต่ถ้ารับแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ แน่นอนว่าด้วยกรอบเวลาแล้ววิธีทำให้สำเร็จก็คือต้องใช้โหมดฝึกน้ำของระบบเพื่อโกงเวลา ซึ่งมันเป็นทั้งเรื่องดีและก็เป็นเรื่องที่ทำให้เขาต้องทรมานมากเช่นกัน เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำภารกิจให้สำเร็จเมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ภารกิจที่ผ่านมา
“เอาละ ไม่ว่ายังไงชีวิตนี้เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้” สายชลเอ่ยอย่างมุ่งมั่น ต่อให้ภารกิจที่ตามมายากจนเลือดตากระเด็น แต่มันก็คุ้มค่าถ้าจะช่วยให้เขาก้าวข้ามนิสัยของตัวเองไปได้ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองจบลงด้วยการเป็นคนไร้ประโยชน์ที่คอยถ่วงรั้งครอบครัวเอาไว้อีกแล้ว
นิ้วของสายชลจิ้มลงไปบนหัวข้อ [การเรียน] ในทันที เพราะมันน่าจะเป็นหัวข้อที่เหมาะกับสถานะนักเรียนของเขาในเวลานี้มากที่สุด แม้เขาจะเคยผ่านการเรียนมัธยมปลายมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็คืนครูไปเกือบหมดแล้วเช่นกัน ถ้าหากเขาอยากให้ตัวเองได้เกรดดีเหมือนในชีวิตก่อนก็คงต้องไปเรียนเสริมพิเศษซึ่งมันใช้เงินค่อนข้างมาก เพื่อจะประหยัดภาระค่าใช้จ่ายให้ที่บ้าน โหมดฝึกสอนของระบบจึงถือเป็นนิ้วทองคำในสถานการณ์นี้อย่างแท้จริง
‘เอาสิ ก็แค่หนังสือเรียนไม่ใช่เหรอ สำหรับฉันที่อ่านนิยายมามากกว่าหนึ่งหมื่นเรื่องแค่หนังสือเรียนไม่กี่ร้อยหน้าจะสักเท่าไหร่กันเชียว?’