โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จ่อหั่นเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.23% ตั้งกองทุนแก้หนี้ ช่วยกลุ่มเปราะบาง “บ้าน – รถ – เอสเอ็มอี”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 พ.ย. 2567 เวลา 13.44 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2567 เวลา 06.33 น.

สมาคมแบงก์เตรียมตั้งกองทุนช่วยแก้หนี้ โดยมาจากการลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.23% และแบงก์ใส่เพิ่ม เพื่อช่วยจ่ายดอกเบี้ยแทนกลุ่มหนี้เปราะบาง บ้าน รถ เอสเอ็มอี นาน 3 ปี

6 พ.ย. 2567นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ตามที่สมาคมธนาคารไทยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้งรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีภาระหนี้สูง และประสบความยากลำบากในการชำระหนี้ โดยมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อ SME รายเล็ก ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่สูง และมีปัญหาเริ่มค้างชำระ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการที่มุ่งแก้ปัญหาชั่วคราว

สำหรับแหล่งเงินทุนในมาตรการจะมาจาก 2 ส่วน คือ การลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ทั้งระบบเหลือ 0.23% จากเดิม 0.46% และเงินสนับสนุนจากภาคธนาคาร โดยจะเป็นการตั้งกองทุนสำหรับนำมาจ่ายดอกเบี้ยแทนกลุ่มเปราะบางนาน 3 ปี โดยลูกหนี้จะต้องจ่ายเงินต้น

ทั้งนี้จะช่วยลูกหนี้บ้านที่มีวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อธนาคาร ลูกหนี้รถยนต์โดยเฉพาะรถกระบะที่ใช้ทำมาหากินวงเงินไม่เกิน 700,000 บาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน โดยรวมสินเชื่อส่วนบุคคลได้ และกลุ่มลูกหนี้เอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาทต่อรายต่อธนาคาร

“จะมีการสรุปเงื่อนไขของกลุ่มเปราะบางที่สามารถเข้าโครงการนี้ได้อีกครั้ง และจะเปิดลงทะเบียนผ่านธปท.โดยคาดว่าจะเริ่มมาตรการในต้นปี 2568 ซึ่งเป้าหมายของมาตรการคือการช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถเดินหน้าต่อได้ และต้องไม่สร้าง Moral Hazard หรือการจงใจไม่จ่ายหนี้”

โดยรายละเอียดของมาตรการทางธปท.และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาและจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป

ทั้งนี้ทางรัฐบาลจะต้องมีมาตรการในการดึงทุกภาคส่วนเข้าสู่ระบบรวมถึงฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อให้ทุกฝ่ายทราบถึงภาระและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้ไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้เกินกำลังหรือเกินความจำเป็น และเพื่อให้มีข้อมูลในการให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุด เหมาะสมและเป็นธรรม ลดรอยรั่วที่เป็นต้นทุนแฝงในระบบ เช่น การเสริมทักษะแรงงาน เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นทรัพยากรขับเคลื่อนธุรกิจ SME พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ SME เช่น มีมาตรการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงการประมูลงานภาครัฐด้วย

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยว่า ในวันที่ 14 พ.ย. 2567 ทางกกร.จะเข้าพบธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อหารือร่วมกันด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...