โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

นายกคอนโด ชงโรดแมปรัฐบาลเศรษฐา ผุดเมกะโปรเจ็กต์-บูม New CBD ท่องเที่ยว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. 2567 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2567 เวลา 02.48 น.
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

เดือนเมษายนที่เพิ่งผ่านพ้น สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับปฏิบัติการผลัดใบผู้นำสมาคมคอนโดมิเนียม โดยสมาชิกโหวตให้ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” คัมแบ็กนั่งนายกสมาคมอาคารชุดไทย คนที่ 13 “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษถึงวาระการทำงาน 2 ปี (2567-2569) ในช่วงรอยต่อที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน กำลังเดินหน้าออกนโยบายเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยขนานใหญ่

นับเป็นไทม์ไลน์ที่เหมาะเจาะ เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งมีการปรับคณะรัฐมนตรี ไฮไลต์อยู่ที่มีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ นำโดย “พิชัย ชุณหวชิร” นั่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และดูเหมือนว่ามาสเตอร์แพลนการทำงานของสมาคมคอนโดช่วงสองปีนี้ เป็นโมเดลของการแปลงบ้านแปลงเมือง และมีการนำเสนอผ่านสายตารัฐบาลเศรษฐาไปบ้างแล้ว

LTV บังคับสินเชื่อหลังที่ 3

รายละเอียดแบ่งเป็นข้อเสนอการออกนโยบายระยะสั้นกับระยะยาว ดังนี้

“นโยบายระยะสั้น” มี 3 เรื่องหลัก เริ่มจาก 1.LTV-loan to value โดยต้นทางมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศมาตรการ LTV หรือมาตรการบังคับเงินดาวน์แพง 20-30% ในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป ข้อเสนอคือให้บังคับใช้กับการขอสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่ 3 เป็นต้นไป เพราะหลังที่ 1+2 เป็นการซื้อด้วยความจำเป็น ไม่ใช่ซื้อเก็งกำไร

แง่คิดของ LTV หยิบดาต้าเบสสัดส่วนลูกค้าต่างชาติที่แม้จะซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ 49% เฉพาะสินค้าคอนโดมิเนียม แต่วอลุ่มการซื้อทำให้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไทย มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติแล้ว 10-15% ถ้าหากไม่ปลดล็อก LTV เพื่อให้ลูกค้าคนไทยเข้าถึงสินเชื่อได้ อาจทำให้คนไทยกลายเป็น “ผู้เช่า” ไม่ใช่ “เจ้าของ” ที่น่ากลัวกว่านั้น กลายเป็นว่าต้องหาเช่าที่อยู่อาศัยจากเจ้าของคนต่างชาติอีกต่างหาก

“มาตรการ LTV กระทบกับคนไทยโดยตรง อย่าไปพูดเรื่องการเก็งกำไร หรือ Serach for Yield ทุกวันนี้สัดส่วนโอนของลูกค้าต่างชาติ 10-15% ของตลาดอยู่แล้ว นั่นคืออสังหาฯบ้านเราถูกขับเคลื่อนด้วยดีมานด์ต่างชาติ ซึ่งไม่ได้ซื้อโดยใช้สินเชื่อ และมีกำลังซื้อมหาศาลมากกว่าคนไทย”

ประเด็นคือไม่ได้เสนอยกเลิก LTV เพราะเป็นนโยบายที่ถูกต้อง แต่รัฐต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ เหตุผลของการปรับข้อเสนอให้ใช้กับบ้านหลังที่ 3 ของคนไทย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยยุคปัจจุบัน เมื่อก่อนเคยมีบ้านอยู่นอกเมือง ตอนนี้จำเป็นที่ต้องมีบ้านหลังที่ 0.5 ในเมืองมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลลงทุนรถไฟฟ้า 10 สายทางแล้ว เขาต้องย้ายกลับเข้ามาในเมืองเพื่อใช้ประโยชน์จากแมสทรานสิตที่รัฐบาลลงทุน

“การซื้อบ้านหลังที่ 2 แต่สำคัญกว่าบ้านหลังแรก เพราะกลายเป็นว่าบ้านหลังแรกเอาไว้ทำความสะอาด แต่บ้านหลังที่ 2 เอาไว้อยู่จริง นั่นคือบ้านหลังที่ 0.5 ซึ่งซื้อเป็นหลังที่สอง แต่มีความสำคัญมากกว่าบ้านหลังแรก ต้องให้โอกาสคนไทยในการเข้าถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ด้วยการปรับเกณฑ์ LTV บังคับใช้กับการขอสินเชื่อซื้อบ้านหลังที่ 3 ทดแทนการบังคับบ้านหลังที่ 2 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน”

เพิ่มโควตาคอนโดต่างชาติ 69%

2.เนื่องจากไทยเป็นโกลบอลพร็อพเพอร์ตี้ โควตาลูกค้าต่างชาติซื้อคอนโดฯ 49% ในปัจจุบัน เสนอขยายโควตาเป็น 69% โฟกัสเฉพาะบางทำเลที่ชาวต่างชาตินิยมซื้อ โดยทำเป็นภาคสมัครใจ เพราะคอนโดฯที่จะขอใช้โควตาต่างชาติ 69% ไม่ได้ให้ฟรี แต่ต้องมาพร้อมกับคำว่า “สิทธิและหน้าที่” 2 เรื่องหลัก ได้แก่ ค่าโอนต้องสูงกว่าปกติหรือสูงกว่าคนไทยอย่างน้อย 1 เท่าตัว ปัจจุบันค่าโอนอยู่ที่ 2% เสนอให้ต่างชาติจ่ายค่าโอน 4% วิธีการนำเงินส่วนต่างภาษี 2% ที่เพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติ นำมาสมทบเข้ากองทุนสนับสนุนบ้านผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ที่ถูกจัดขึ้นมาเพื่อเยียวยาให้กับลูกค้าคนไทย

อีกเรื่องคือ คอนโดฯที่มีโควตาต่างชาติ 69% ต้องสละสิทธิการโหวต (Righting Vote) ในนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้ต่างชาติมาครอบงำนิติบุคคลอาคารชุดได้

“ข้อเสนอนี้ไม่ต้องทำ Aross the Board ไม่ต้องแก้กฎหมายหลัก เพียงแค่เปิดช่องไว้เป็นภาคสมัครใจ ทำได้ทันที”

แก้กฎหมายล้าสมัย

3.เสนอแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เพราะวันนี้มีอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แมสทรานสิต การใช้สาธารณูปโภคภาครัฐ ซึ่งพบว่ามีกฎหมายล้าสมัย กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ เช่น การเชื่อมทาง รวมทั้งกฎหมาย EIA (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม)

“เรายังมีกฎหมายล้าสมัยในการเชื่อมกับสาธารณูปโภคภาครัฐ ซึ่งทุกวันนี้โครงการเอกชนเชื่อมไม่ได้ ต้องขออนุญาต ตัวอย่างโครงการแอชตัน อโศก สุขุมวิท 21 และโครงการอื่น ๆ ในแนวรถไฟฟ้าและทางด่วน มีปัญหาเรื่องของการเชื่อมท่อ เชื่อมทาง ในขณะที่ตามปกติต้องส่งเสริมให้เอกชนไปเชื่อมท่อ เชื่อมทางด้วยซ้ำ ต้องทำให้เหมือนโมเดลในต่างประเทศที่ส่งเสริมให้มีการเชื่อมทาง เพื่อให้ลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้แมสทรานสิตมากขึ้น และใช้สาธารณูปโภคภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ข้อเสนอคือ แก้กฎหมายในการเชื่อมทางกับสาธารณูปโภครัฐ โดยให้เป็นการ “ใช้สิทธิ” ไม่ใช่ “การขออนุญาต” โมเดลเดียวกันกับในต่างประเทศ เพื่อผนึกกำลังให้เกิดพาวเวอร์ฟูลของอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเทศ

เก็บ Property Tax เรตต่างชาติ

ถัดมา “นโยบายระยะยาว” มีโรดแมปอีก 4 เรื่องหลัก เริ่มจาก 1.ปรับโครงสร้างการถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ ให้อยู่ในระบบและโปร่งใส พ่วงมากับมีภาระทั้งสิทธิและหน้าที่ วิธีการใช้ช่องทางภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือ Property Tax ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2562 โดยแบ่งอัตราจัดเก็บปัจจุบันสำหรับคนไทย และเก็บอัตราพิเศษสำหรับการถือครองทรัพย์สินของชาวต่างชาติ จากนั้นนำรายได้ภาษีที่ดินชาวต่างชาติเข้ากองทุนที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางต่อไป

“ถ้าวันนี้จะให้ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์อสังหาฯไทย ทำไมให้เขาจ่ายภาษีเท่ากับคนไทย ผมเสนอว่าควรจ่ายอัตราภาษีของชาวต่างชาติ แล้วนำเงินรายได้ภาษีที่สูงกว่าคนไทย มาเข้ากองทุนที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางของคนไทย โดยเก็บอัพฟรอนต์ก่อน แล้วเก็บทุกปี (รายปี) อาจเรียกว่า ภาษี Thailand Property Management”

สำหรับอัตราภาษีที่ดินซึ่งจัดเก็บรายปี เช่น กรณีที่อยู่อาศัย คนไทยจัดเก็บเริ่มต้น 0.02% หรือล้านละ 200 บาท เสนอให้จัดเก็บชาวต่างชาติเริ่มต้น 0.5-1% หรือเริ่มต้นล้านละ 5,000-10,000 บาท ซึ่งชาวต่างชาติมีกำลังซื้อและทำให้ชักนำเข้าระบบกฎหมายอย่างโปร่งใสอีกด้วย

บูม New CBD ท่องเที่ยว

2.ใช้โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ที่เป็น Man Made มาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เช่น 2.1 ลงทุนรถไฟฟ้าสถานีแม่น้ำ ที่ท่าเรือคลองเตย อาจพัฒนาเป็นทัวร์นาเมนต์คอมเพล็กซ์ มีซูเปอร์ทาวเวอร์ และมีไอคอนเป็นเหมือนแม็กเนตของประเทศที่เป็น Man Made โดยจะเห็นว่าในต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะอยู่ริมทะเล อยู่ริมแม่น้ำทั้งสิ้น

โมเดลนำเสนอ มองในภาพใหญ่หรือแผนแม่บท ต่อจิ๊กซอว์โปรเจ็กต์รถไฟฟ้าโมโนเรลปลายทางที่สถานีแม่น้ำ ขนาดที่ดินหลายพันไร่ มีระยะใกล้แทบจะเดินถึงได้มาที่ถนนพระรามที่ 4 ซึ่งเป็น New CBD ไปแล้ว มีเมกะโปรเจ็กต์ภาคเอกชน อาทิ วัน แบ็งคอก, ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พัฒนาโครงการให้เป็นแม็กเนตหรือแม่เหล็กดึงดูดเหมือนโครงการมารีน่าเบย์แซนด์ในสิงคโปร์ แล้วเชื่อมโยงกับพื้นที่อนุรักษ์ของบางกระเจ้าใน จ.สมุทรปราการ ที่อยู่คนละฟากกับสถานีแม่น้ำ (ท่าเรือคลองเตย) อีกหลายหมื่นไร่ โดยอนุรักษ์ให้เป็นปอดของเมือง จะทำให้พลิกโฉมทำเลเพิ่ม New CBD ของกรุงเทพฯ

2.2 จากนั้นต่อจิ๊กซอว์อีกตัวเชื่อมโยงไปที่ทำเลพระราม 2 พัฒนาโครงการ World Amusement Park อย่างยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ หรือดิสนีย์แลนด์ บริเวณหัวกระบือ แล้วเชื่อมไร้รอยต่อโครงการถนนไทยแลนด์ริเวียร่า สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ริเริ่มโครงการถนนเชื่อมทะเลฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย เทียบชั้นถนนเลียบทะเลที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ

“เมืองไทยจะมีศักยภาพ และทำให้เมืองท่องเที่ยวตามแนวถนนริเวียร่าจะเที่ยวได้ไกลกว่าหัวหิน การพัฒนาประเทศจะเปิดประตูทางภาคใต้ พัฒนาขนาดที่คนภาคใต้จะรวยขึ้นกว่าเดิมอีก แนวคิดเหมือนกับ EEC ต้องเป็นวันสต็อปเซอร์วิส เหมือนโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ของท่านนายกฯเศรษฐา แล้วลองคิดดูว่ามูลค่ากรุงเทพฯจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ นี่คือการใช้โครงการอสังหาฯขนาดใหญ่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวไปในตัว ลดความเหลื่อมล้ำไปด้วย”

ผุดนิคมอุตสาหกรรมแพทย์

2.3 เสนอทำนิคมอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับโลก หรือ World Medical Center บริเวณพญาไท ซึ่งเป็นทำเลแวดล้อมด้วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่และเป็นโรงเรียนแพทย์ของไทย 6 แห่งด้วยกัน ยกระดับเป็น World Hospital Area ทำให้กรุงเทพฯพลิกฟื้นกลับมาเป็นศูนย์กลางการดูแลรักษา การดูแลสุขภาพของโลก

3.พื้นที่สีเขียวของบางกระเจ้า กับพื้นที่แนวรางรถไฟ เสนอให้นำมาทำสวนกระเป๋า หรือ Pocket Park รวมกันหลายหมื่นไร่ เส้นทางรางตั้งแต่หัวลำโพงลงมา จะทำให้กรุงเทพฯมีความสวยงาม มีเลนจักรยาน มีลานชุมชนผ่านรางรถไฟเก่า

4.บ้านพักสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เพราะรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคต ทอดยาวไปถึงลำลูกกาแล้ว เสนอให้นำพื้นที่สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ มาพัฒนาบ้านพักผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง รองรับผู้เช่าวัยเกษียณ สำหรับให้ข้าราชการและประชาชนผู้มีรายได้น้อยไปอยู่

“การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เรื่องระยะเวลาอาจต้องใช้เท่ากับมารีน่าเบย์แซนด์ 20 ปี เพียงแต่วันนี้จะต้องมีการจุดหัวเชื้อเริ่มต้นโครงการขึ้นมา ต้องวาง Master Mind Map ไว้ เรามีเวลาอีก 10-20 ปีหน้าที่จะใช้แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติซึ่งจะเสื่อมโทรมลงทุกวัน เราต้องรีบพัฒนาโครงการ Man Made ให้ได้ภายใน 10-20 ปีนี้ มาทดแทนธรรมชาติที่ให้มา แต่จะเสื่อมโทรมลงทุกวัน จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอีกสิบปีหน้า”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายกคอนโด ชงโรดแมปรัฐบาลเศรษฐา ผุดเมกะโปรเจ็กต์-บูม New CBD ท่องเที่ยว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...