โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปตท.-กฟผ. อัพเดตพลังงาน “แห่งอนาคต”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ต.ค. 2566 เวลา 03.28 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2566 เวลา 03.28 น.

โจทย์สำคัญของโลก คือ การรักษาอุณหภูมิไม่ให้ขึ้นสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้ภาคพลังงานและภาคขนส่งซึ่งเป็นภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดถึง 70% ต้องเร่งปรับตัวเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาด แต่ก็ยังอาจจะต้องเผชิญปัญหาเสถียรภาพโจทย์ท้าทายอีกอัน

ซึ่งในเวทีเรื่อง “พลังงานแห่งอนาคต” ในงาน Energy Symposium 2023 จัดโดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการแลกเปลี่ยนเรื่องนี้

ไฮโดรเจน ทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า

“ไฮโดรเจน” หนึ่งในพลังงานทางเลือก ที่อาจจะมาเป็นคำตอบของโลกในเป้าหมายเน็ตซีโร่ โดยเฉพาะ “ไฮโดรเจนสีเขียว” จากพลังงานหมุนเวียน 100% ที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นางสมฤดี ปรีดาพิทักษ์กุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและเทคโนโลยีพลังงานใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไฮโดรเจนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคไฟฟ้า เพราะไฮโดรเจนก็จะเข้ามาตอบโจทย์การเก็บพลังงานหมุนเวียน การนำไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติเป็นทางเลือกสำคัญหนึ่ง

อีกยุทธศาสตร์ คือ ภาคขนส่ง โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ ซึ่งไฮโดรเจนใช้ระยะเวลาใกล้เคียงกับการเติมน้ำมัน และตอบโจทย์รถใหญ่ที่ต้องอาศัยพื้นที่และต้องวิ่งระยะไกล ซึ่ง ปตท.กับสมาคมไฮโดรเจนพยายามจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมที่สุด จึงต้องเข้าใจว่าแต่ละ segments ของประเทศมีความต้องการใช้มากน้อยอย่างไร

“เราต้องเตรียมความพร้อมเรื่องไฮโดรเจนได้แล้ว อย่างน้อยต้องมีโปรเจ็กต์เกิดขึ้นและเตรียมพร้อมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดย ปตท.ร่วมกับหลายหน่วยงาน วิจัยและพัฒนาระบบสาธิตการใช้ hydrogen ในรถยนต์โดยสารไฟฟ้าที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงมาสร้างกระแสไฟ (FCEV)

เมื่อเดือนเมษายนปี’66 ปีหน้าก็เตรียมขยายไปที่รถบรรทุก ในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) อียู ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน”

โครงการนำร่องไฮโดรเจน

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า โครงการต้นแบบที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง ที่ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมไฮบริดแห่งแรกในเอเชีย โดยใช้กระบวนการ electrolyzer เพื่อแยกน้ำกับไฟฟ้า

แล้วจึงนำไฮโดรเจนที่ได้มาผลิตไฟฟ้าผ่าน fuel cell ได้ 300 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาและขยายพื้นที่เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันยังใช้กังหันลมเพียง 1 ต้น จาก 12 ต้นที่มีอยู่

นอกจากนี้ ยังมีโครงการไฮโดรเจนสีเขียวที่ กฟผ. ร่วมกับ ปตท. และบริษัท แอควา พาวเวอร์ จำกัด (ACWA Power) ของซาอุดีอาระเบีย ที่จะผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจาก floating solar เพื่อเป็นโครงการต้นแบบเรื่องนี้ในอนาคต ทั้งยังมีโครงการไฮโดรเจนและแอมโมเนียสะอาดครบวงจรที่ร่วมศึกษาและพัฒนากับพันธมิตรจากญี่ปุ่น

“ไฮโดรเจนเป็นระบบนิเวศที่สำคัญ ต้องการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพราะการพัฒนาโครงการแต่ละโครงการ ถ้าเรามีผู้ใช้หรือมีอุปสงค์ที่ชัดเจน การสนับสนุนโครงการจะทำได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญ รัฐควรสนับสนุน อย่างสหรัฐที่มี Inflation Reduction Act ที่ช่วยหนุนราคาไฮโดรเจนให้ถูกลงสูงถึง 3 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้หันมาใช้งานไฮโดรเจนมากขึ้น”

ตาราง พลังงานอนาคต

CCUS ทางออกของ Net Zero

เทคโนโลยีด้านพลังงานที่กำลังเป็นเทรนด์อีกอย่างคือ เทคโนโลยีการกักเก็บและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน หรือ Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) ที่เป็นเทคโนโลยีที่ตีคู่กันมากับพลังงานไฮโดรเจน ช่วยเปลี่ยนจากไฮโดรเจนสีเทามาเป็นสีฟ้า เป็นทางออกสำหรับอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

นายดนุวัศ สัมพสระ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายดักจับและกักเก็บคาร์บอน สายงานคาร์บอนและเอนเนอร์ยี่โซลูชั่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การกักเก็บคาร์บอน(CCS) เป็นเทคโนโลยีที่ภาคปิโตรเลียมสามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับใช้ประโยชน์ได้ อาทิ การเพิ่มศักยภาพและการฟื้นสภาพของปิโตรเลียมจากแหล่งกักเก็บ หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม

“เราต้องรีบพัฒนาโครงการ CCS ให้เกิดขึ้นไวที่สุด เพราะเป็นโครงการที่มีการลงทุนสูงแต่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา 1-2 ปี ถ้าเราอยากจะทำตามเป้าหมายที่ในปี 2050 เราตั้งเป้าที่จะกักเก็บคาร์บอนให้ได้ต้อง 40 ล้านตันต่อปี (Mtpa) และในปี 2065 คือ 60 ล้านตันต่อปีให้ได้นั้น เราจะต้องเริ่มตั้งแต่ปี 2030 ภายใต้สมมุติฐานว่าเราจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 2.5 เท่าทุกปี”

ทั้งนี้ ปตท.สผ.ดำเนินการ CCS อยู่ 2 โครงการ คือ 1) โครงการอาทิตย์ เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีกำลังผลิตประมาณ 280 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องสำหรับประเทศ เพื่อทำโครงการนำร่อง เพราะไม่ต้องลงทุนสูงมากและสามารถเริ่มทำได้เลย และที่สำคัญโครงการอาทิตย์ ถือว่าปลดล็อกภาคเทคนิคของโครงการ Eastern Thailand CCS Hub

“ตอนนี้การออกแบบทางด้านวิศวกรรมจบแล้ว อยู่ระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย เพราะกำลังพูดคุยกับทางภาครัฐ เพื่อขอ incentives มาสนับสนุนโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่ได้มีรายได้และเป็นโครงการนำร่องเพื่อให้ผู้ร่วมทุนสามารถตัดสินใจเดินหน้าได้”

อีกโครงการคือ Eastern Thailand CCS Hub เป็นความร่วมมือในกลุ่มบริษัท ปตท. ที่จะตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในมาบตาพุด เป็นโมเดลแรกที่เราจะขยายขนาดเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ตอนนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิคและเชิงพาณิชย์ ซึ่งใกล้จะจบแล้ว

“CCS ตอบโจทย์ทั้งความกดดันในประเทศและนอกประเทศ ในด้านเทคนิคเราเดินหน้าไปเยอะแล้ว แต่ที่สำคัญตอนนี้คือกฎหมายและนโยบายที่จะช่วยสนับสนุนควบคู่กันไป เพื่อให้โครงการ CCS เกิดขึ้นได้จริง”

ต่อยอด ด้วย New Business

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า กระบวนการดักจับและกักเก็บ และใช้ประโยชน์ (utilization) เป็นธุรกิจใหม่ new business กับเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิตไฟฟ้า อย่างคอนกรีตบอกซ์ที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นเริ่มต้นวิจัยที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

“เป้าหมายของ กฟผ. คาดว่าจะเริ่มดำเนินการโครงการนำร่อง CCUS ในโรงไฟฟ้าแม่เมาะได้ในปี 2030 โดยขนาดของ capture plant อยู่ที่ 2% ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตในกระบวนการผลิตไฟฟ้า หรือประมาณ 80,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี (tCO2/y) ใช้เงินลงทุนกว่า 600 ล้านบาท

รวมถึงในปี 2040 เตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าทดแทนชุดที่ 2 ที่สามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 100% หรือประมาณ 4 ล้านตันคาร์บอน (tCO2/y) ซึ่งปัจจุบันได้รับอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี และกำลังอยู่ในกระบวนการสรรหาผู้รับเหมา”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...