โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ทำไมการเมืองอเมริกามีอยู่แค่สองพรรค?

Histofun Deluxe

เผยแพร่ 28 ก.ย 2567 เวลา 12.33 น.
เดโมแครตกับรีพับลิกัน สองพรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐอเมริกา

เดโมแครตกับรีพับลิกัน คือสองพรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการเมืองของสหรัฐฯ แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีพรรคการเมืองอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ก็มีแค่สองพรรคนี้เท่านั้นที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกันตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 หรือเป็นเวลาเกือบ 200 ปีมาแล้ว

แล้วอะไรกันที่ทำให้การเมืองของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะผูกขาดแค่สองพรรคเท่านั้น ประวัติศาสตร์และระบบการเลือกตั้งของพวกเขา อาจจะเป็นคำตอบของข้อสงสัยนี้

เพียงไม่นานหลังการก่อตั้งประเทศ ระบบสองพรรคการเมืองก็เริ่มปรากฏในสหรัฐฯ โดยบรรดาผู้ก่อตั้งประเทศหลายคนไม่ไว้ใจในการมีอยู่ของกลุ่มการเมือง อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) เคยเรียกพรรคการเมืองว่าเป็น ‘โรคที่ร้ายแรงที่สุด’ (The Most Fatal Disease) แม้แต่จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ยังเคยกล่าวในพิธีอำลาตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1796 ว่า กลุ่มการเมืองต่าง ๆ จะนำไปสู่ระบอบเผด็จการที่น่ากลัว

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่วอชิงตันเป็นประธานาธิบดี ชนชั้นนำทางการเมืองของสหรัฐฯ ก็ได้แตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือพรรคสหพันธรัฐนิยมหรือ Federalist ที่นำโดยอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน และกลุ่ม Anti-Federalist หรือพรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน (Democratic-Republicans) นำโดยโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)

การเกิดขึ้นของพรรค Federalist และ Democratic-Republicans มาจากความขัดแย้ง

ทั้งในเรื่องที่ว่า รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ควรมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และท่าทีของสหรัฐฯ ที่มีต่ออังกฤษและฝรั่งเศสควรจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1800 ที่เจฟเฟอร์สันจากพรรค Democratic-Republicans เอาชนะประธานาธิบดี จอห์น อดัมส์ (John Adams) จากพรรค Federalist ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พรรค Federalist เสื่อมความนิยมจนหายไปจากการเมืองสหรัฐฯ ในท้ายที่สุด

ต่อมาในช่วงระหว่างปี 1817-1825 ในยุคของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร (James Monroe) ถูกขนานนามว่าเป็น ยุคแห่งความรู้สึกดีหรือ ‘Era of Good Feelings’ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเมืองสหรัฐฯ ในตอนนั้น ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะพรรค Democratic-Republicans กุมอำนาจเพียงพรรคเดียว

แต่ด้วยอิทธิพลที่มากเกินไปและความแตกต่างทางความคิด นำไปความแตกแยกภายในพรรค Democratic-Republicans ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1824 ที่เป็นการชิงชัยระหว่างจอห์น ควินซี อดัมส์ (John Quincy Adams) แอนดรูว์ แจ็คสัน (Andrew Jackson) รวมถึงผู้สมัครอีกสองคน โดยที่ทั้งหมดล้วนมาจากพรรค Democratic-Republicans แต่มาจากคนละกลุ่มกัน

ท้ายที่สุดหลังการเลือกตั้งที่จอห์น ควินซี อดัมส์ ได้รับชัยชนะ พรรค Democratic-Republicans ก็แตกออกเป็นสองพรรค กลุ่มที่สนับสนุนประธานาธิบดีอดัมส์กลายเป็นพรรครีพับลิกันแห่งชาติ (National Republican) ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนแจ็คสัน กลายเป็นพรรคเดโมแครต (Democratic) ที่ก่อตั้งในปี 1828

ต่อมาแอนดรูว์ แจ็คสัน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีท้้งในปี 1828 และ 1832 ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มาจากพรรคเดโมแครต ส่วนฝ่ายตรงข้ามทั้งพรรค National Republican อดีตสมาชิกของพรรค Federalist รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ ที่ต่อต้านแจ็คสัน ก็ได้รวมตัวกันเป็นพรรคใหม่ในชื่อพรรควิก (Whig Party)

การต่อสู้ระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรควิกดำเนินมาจนถึงทศวรรษ 1850 ผลสุดท้ายเดโมแครตก็เป็นฝ่ายชนะ ขณะเดียวกันในปี 1854 ก็ได้เกิดพรรคการเมืองใหม่ที่ก่อตั้งโดยนักกิจกรรมที่รณรงค์เรียกร้องการเลิกทาส พรรคที่ว่านี้ก็คือพรรครีพับลิกัน (Republican) และอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1860 ก็เป็นประธานาธิบดีคนแรกจากพรรครีพับลิกัน ที่สำคัญแกนนำหลายคนของพรรครีพับลิกันในตอนนั้นรวมถึงตัวลินคอล์นเอง ก็เป็นอดีตสมาชิกของพรรควิก

จากทั้งหมดเราจะเห็นว่า การเมืองของอเมริกาเป็นระบบที่สองพรรคการเมืองต่อสู้กันมาโดยตลอด เริ่มต้นตั้งแต่ Democratic-Republican ปะทะ Federalist ยุคต่อมา Democratic ปะทะ Whig และระหว่าง Democratic กับ Republican ที่เริ่มต้นตั้งแต่ทศวรรษ 1850 จนถึงปัจจุบัน

ที่น่าสนใจก็คือ ในยุคแรก ๆ พรรคเดโมแครตจะมีแนวคิดแบบฝ่ายขวาที่มีความชาตินิยมอเมริกัน ฐานเสียงส่วนใหญ่ก็คือชาวอเมริกันผิวขาวที่เป็นอนุรักษนิยม ส่วนพรรครีพับลิกันก็เป็นพรรคฝ่ายซ้ายที่เป็นกลุ่มหัวก้าวหน้า มีฐานเสียงเป็นคนรากหญ้า เกษตรกร รวมถึงชาวอเมริกันผิวดำ แต่ปรากฏการณ์ Switch Platform ในศตวรรษที่ 20 ก็ทำให้ทั้งสองพรรคค่อย ๆ สลับขั้วทางการเมือง

อีกปัจจัยที่ทำให้การเมืองของอเมริกามีอยู่แค่สองพรรคที่แข่งขันกัน ก็มาจากระบบการเลือกตั้งแบบ ‘Winner Takes All‘ หรือผู้ชนะกินรวบ เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ไม่ใช่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง แต่เป็นการเลือกคณะผู้เลือกตั้งหรือ Electoral College เพื่อทำหน้าที่โหวตเลือกประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง

ในแต่ละรัฐของสหรัฐฯ จะมีจำนวนของ Elector ที่แตกต่างกัน โดยพรรคการเมืองไหนที่ได้รับคะแนนป๊อปปูล่าโหวตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ก็จะได้คณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดในรัฐนั้นไปเลย

การเลือกตั้งแบบ Winner Takes All ทำให้พรรคเล็ก ๆ แทบจะไม่มีโอกาสชนะได้เลย ก็เพราะคะแนนป๊อปปูล่าโหวตที่แต่ละพรรคได้ จะไม่ได้ถูกใช้คำนวณเก้าอี้ในสภา ดังนั้นจะมีแค่พรรคที่ได้ป๊อปปูล่าโหวตอันดับหนึ่งเท่านั้นที่จะได้ผลประโยชน์ จากการเหมาคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดของรัฐนั้น ๆ แตกต่างจากการเลือกตั้งของไทยที่เป็นแบบผสม ที่แม้ว่าพรรคเล็กอาจจะไม่ได้ชนะแบบแบ่งเขตเลย แต่คะแนนป๊อปปูล่าโหวตจะถูกคำนวณเป็นจำนวนเก้าอี้ในสภาด้วย

อ้างอิง

• HISTORY. Why Does the US Have a Two‑Party System?. https://www.history.com/news/two-party-system-american-politics

• Brandthink. รัฐประหาร ‘ครั้งแรก-ครั้งเดียว’ ในสหรัฐฯ ไม่พอใจที่คนดำมีสิทธิเท่าคนขาว แถมยังจัดม็อบขู่ไม่ให้คนไปเลือกตั้ง. https://www.facebook.com/share/p/LPdhXYnVVWgFxynk/?mibextid=oFDknk

• The Briefer. รู้จักระบบเลือกตั้งสหรัฐฯ ทําไมมีเพียงแค่ 2 พรรค. https://m.youtube.com/watch?v=8xkrWrSriDM

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...