โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง. ยอมหั่นดอกเบี้ย 0.25% ส่งผลดีด้านไหน มีใครได้ประโยชน์บ้าง ?

BTimes

อัพเดต 16 พ.ย. 2567 เวลา 00.06 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2567 เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นับว่าเหนือความคาดหมายที่สรุปผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ที่ลงมติ 5–2 เสียง เห็นชอบให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.50% เป็น 2.25% เพราะก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ ต่างก็มองว่า รอบนี้ กนง.น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม อีกทั้งที่ผ่านมาท่าทีของแบงก์ชาติก็ดูจะเสียงแข็ง และแสดงจุดยืนมาอย่างต่อเนื่องว่ายังไม่มีความเป็นที่จะลดดอกเบี้ยในตอนนี้

ซึ่ง กนง. อธิบายถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ภาคครัวเรือน แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดหนี้ที่ดำเนินอยู่

ขณะที่แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงใกล้เคียงกับประมาณการ และอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะค่อยๆ กลับสู่เป้าหมายได้ภายในสิ้นปี 2567 อย่างไรก็ดี คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าการปรับลดอัดราดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ครัวเรือน โดยไม่ไปขัดขวางกระบวนการปรับลดอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเห็นการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลง โดยมีการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัว 2.7% ในปี 2567 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการรอบก่อนที่ 2.6% จากแรงหนุนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการส่งออกที่มีการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% ในปี 2567 และ 1.2% ในปี 2568

<เมื่อลดดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลอย่างไรต่อจากนี้>
ในด้านตลาดทุน บล.กสิกรไทย มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. จะส่งผลบวกต่อกลุ่มการเงิน กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มอสังหาฯ จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง แต่อีกด้านจะส่งผลลบต่อกลุ่มธนาคารจากอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลง อีกทั้งอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

<คนกู้บ้านหายใจโล่งขึ้น ยอดผ่อนจะเบาลงบ้าง>
ในกลุ่มคนกู้สินเชื่อบ้าน ภาระผ่อนแต่ละปีหนักหนาสาหัสเอาการ โดยเฉพาะดอกเบี้ย MRR ที่เป็นนอัตราลอยตัว ซึ่งโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8.05% ต่อปี อัตราต่ำสุดจะอยู่ที่ 7.3% ต่อปี และอัตราสูงสุดที่ 10.15% ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาแบงก์ชาติได้ประกาศลอยตัวไปแล้ว ดังนั้นถ้า MRR ขึ้น ดอกเบี้ยที่ได้รับก็จะขึ้นตาม ยอดในการผ่อนชำระแม้จะไม่เพิ่มขึ้น แต่ยอดหักเงินต้นจะลดลงและจะไปเพิ่มในส่วนของดอกเบี้ยแทน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากู้เงินมา 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยก็จะลดลง 0.25% ต่อปี คิดแบบคร่าวๆ จะได้ลดดอกเบี้ยลง 2,500 บาทต่อปี ตามแต่ละธนาคารจะมีการประกาศลดดอกเบี้ยตาม กนง.หรือไม่

แต่จะต่างกับดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยในอัตราต่ำพิเศษ ประมาณ 3 ปีแรกแล้ว ที่แม้ว่า MRR จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง อัตราดอกเบี้ยที่ทำไว้จะไม่เปลี่ยนแปลง

<ออมสินชิงลดดอกเบี้ยเงินกู้เป็นแบงก์แรก มีผล 1 พ.ย.นี้>
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ตุลาคม 2567) ธนาคารออมสิน โดยคุณวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ออกมาประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทให้สอดคล้องกับการที่ กนง. ลดดอกเบี้ย ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ลดลงเหลือ 6.900% ต่อปี และดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดลงเหลือ 6.745% ต่อปี

ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย (MRR) ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปีไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะครบกำหนดมาตรการในวันที่ 31 ตุลาคม 2567 จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อยู่ที่อัตรา 6.595% ต่อปี และเป็นอัตราดอกเบี้ย MRR ที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ย MRR ครั้งที่ 3 ของปีนี้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้ในอัตราเดิมให้ได้นานที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีรายได้จากอัตราดอกเบี้ย

<เงินบาทอ่อนค่าทันที หลัง กนง. หั่นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 4 ปี>
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ว่า ณ วันที่ กนง. ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี และได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า 0.3% ทันทีหลังผลการประชุม แตะระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แม้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ใกล้ทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง

ซึ่งการที่เงินบาทขยับอ่อนค่าลง นั่นก็หมายความว่าจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ออกมาเรียกร้องให้ กนง. ลดดอกเบี้ย และเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทด้วยเถิด เพราะผู้ส่งออกจะไม่ไหวแล้ว

<ตลาดหุ้นเด้งรับ อัพไซด์พุ่งขึ้น 45-50 จุด>
ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้า ของวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ที่มีการประชุม กนง. ดัชนี SET ค่อนข้างแกว่งทรงตัว แต่เปิดภาคบ่ายหลังจากกนง. เคาะดอกเบี้ยว่าลด ก็ปรากฎว่าดัชนี SET ดีดตัวพุ่งขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดของวัน (High) ที่บริเวณ 1,488.59 จุด หรือ +23.56 จุด

บล.กรุงศรี ได้ประเมินการลดดอกเบี้ยของ กนง. ทำให้ Equity Risk Premium ตลาดหุ้นไทยกว้างขึ้นถึง 3.62% ใกล้ +1SD 4% จะทำให้ตลาดหุ้นเร่งขึ้นสู่ดัชนีเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 1,540 จุด โดยประเมินทุกๆ ดอกเบี้ยที่ลดลง 0.25% (25 bps) เป็นอัพไซด์ต่อ SET Index ราว 45-50 จุด

<แนวโน้ม กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่? >
ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปในอนาคต ซึ่ง สะท้อนจากมุมมองของ กนง. ต่อโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ที่คาดว่าจีดีพีจะเติบโต 1.0% (เทียบกับ 1.2% ใน 1/67) ตามด้วยแรงส่งที่แผ่วลงต่อเนื่องสู่ 0.6% ในปี 2568 ปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกในปีหน้า ขณะที่แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปีรวมถึงตัวเลขคาดการณ์ในปี 2568 ที่ 1.2% ยังต่ำกว่าค่ากลางของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ทั้งยังอาจเผชิญความไม่แน่นอนที่จะส่งผลกระทบต่อภาวะทางการเงิน (Financial conditions) จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะเฟดซึ่ง อยู่ในช่วงวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ส่งผลต่อความผันผวนในตลาดการเงินโดยเฉพาะค่าเงินบาท ซึ่งอาจกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และ เศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้ากระทบต่อการขยายตัวของสินเชื่อมากกว่าที่ กนง. คาด มองไปข้างหน้าปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงด้านต่ำต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มีมุมมองว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะการเงินเป็นหลัก โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นการปรับลดเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่เติบโตชะลอลง และคุณภาพสินเชื่อทยอยปรับด้อยลง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ภาวะการเงินตึงตัวจะส่งผลกดดันเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งคาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งไปอยู่ที่ 2% ภายในไตรมาส 1 ปีหน้า

<ขุนคลังเชื่อมั่นลดดอกเบี้ยเป็นผลในทางบวก>
คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้ความเห็นถึงกรณีที่ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายว่าเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งการลดดอกเบี้ยเป็นการลดภาระ แน่นอนว่าการที่คนจะเข้าไปกู้ใหม่เพราะดอกเบี้ยถูกลง 0.25% คงไม่ใช่ประเด็น แต่อยู่ที่ว่าคนมีหนี้เยอะก็จะได้แบ่งเบาด้วย รวมถึงมีผลต่อความเชื่อมั่น เพราะบรรดาเงินกู้ที่อยู่ในตลาด โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ก็น่าจะมีผลต่อผู้ที่ลงทุนรุ่นเก่า ฉะนั้ ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็นผลในทางบวก

ส่วนความคาดหวังในการประชุมครั้งหน้าว่าจะมีการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องมากกว่า 0.25% หรือไม่นั้นก็ต้องดู เพราะเศรษฐกิจของเราผูกกับเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ซึ่งต้องปรับปรุงภายในอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องติดตามต่อเนื่องว่าสถานการณ์ในต่างประเทศจะมีแนวโน้มอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการของเราต้องคิดให้หนักว่าจะเป็นอย่างไร

แน่นอนว่าหลังจากดอกเบี้ยลดลงมาสมดั่งใจปรารถนาแล้ว ผลลัพธ์ต่อจากนี้จะออกมาตามที่คาดหวังได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องรอให้เครื่องจักรแต่ละตัวนั้นได้ทำงาน แล้วค่อยมาวัดประสิทธิภาพกันอีกที…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...