เปิดประวัติ ตึกหุ่นยนต์ ตึกธนาคารสุดโมเดิร์นแห่งย่านสาทร อายุกว่า 37 ปี
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 เมษายน 2566 เวลา 10.29 น.
เปิดประวัติ ตึกหุ่นยนต์ (Robot Building) ตึกธนาคารจากฝีมือการออกแบบของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติด้านสถาปัตยกรรม ที่อยู่คู่ย่านสาทรมากว่า 37 ปี
ตึกหุ่นยนต์ (Robot Building) อาคารสำนักงานสุดโดดเด่น จากฝีมือการออกแบบของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) พ.ศ. 2541 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอาคารที่มีความทันสมัย และร่วมสมัยอย่างมากเมื่อหลายสิบปีก่อน
วันนี้ ตึกหุ่นยนต์ กลับมาเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังจากมีการพูดถึงบนโลกออนไลน์ว่า ธนาคารยูโอบี เจ้าของตึกหุ่นยนต์ในปัจจุบัน กำลังรีโนเวตอาคารดังกล่าว ทำให้หลายคนกังวลและเสียดายความโมเดิร์นของสถาปัตยกรรมที่ไม่ใช่แค่อยู่คู่ย่านสาทรมานานกว่า 3 ทศวรรษเท่านั้น แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่ออกแบบสถาปัตยกรรมที่แปลกและไม่เหมือนใคร
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทำความรู้จักสถาปัตยกรรมสุดโมเดิร์นแห่งย่านสาทรแห่งนี้ ไปพร้อมกัน
จุดเริ่มต้น “ตึกหุ่นยนต์”
จุดเริ่มต้นของตึกหุ่นยนต์สุดทันสมัยแห่งนี้ เริ่มมาจากการที่ ยศ เอื้อชูเกียรติ ผู้บริหารธนาคารเอเชีย มอบหมายให้ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งเป็นเพื่อนกัน มาออกแบบอาคารสำนักงานใหญ่ มีโจทย์สำคัญของการออกแบบคือ อาคาต้องสื่อถึงการธนาคารที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาให้บริการแก่ลูกค้า โดยเปิดอิสระทางการออกแบบอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ดร.สุเมธ มีแนวคิดการออกแบบที่ต่อต้านงานโพสต์โมเดิร์น ที่นิยมอย่างมากในขณะนั้น พร้อมกับมองว่า ธนาคารเอเชีย ควรมีความเป็น User-Friendly ประกอบกับการมองโลกแห่งอนาคตที่เครื่องยนต์และหุ่นยนต์จะเป็นองค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ จึงกลายมาเป็นตึกหุ่นยนต์ ที่ออกแบบสถาปัตยกรรมคล้ายกับหุ่นยนต์
ตึกหุ่นยนต์ เริ่มต้นออกแบบตั้งแต่เดือนกันยายน 2526 เริ่มก่อสร้างเมื่อกันยายน 2527 ก่อสร้างเสร็จและเริ่มใช้งานครั้งแรกเมื่อกันยายน 2529 ใช้งบประมาณการก่อสร้างมากกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมาก ๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินในเวลานั้น
ตึกหุ่นยนต์ ถูกใช้งานเป็นอาคารสำนักงานของธนาคารมาโดยตลอด ตั้งแต่ธนาคารเอเชีย จนกระทั่งการเข้าซื้อหุ้นธนาคารเอเชีย ของกลุ่มยูโอบี ประเทศสิงคโปร์ และควบรวมกิจการกับ ธนาคารยูโอบี รัตนสิน จนมาเป็นธนาคารยูโอบี
สถานะในปัจจุบันของตึกหุ่นยนต์ ไม่ได้เป็นสำนักงานใหญ่ของยูโอบี ประเทศไทยแล้ว โดยธนาคารได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่ ยูโอบี พลาซา กรุงเทพ ย่านพร้อมพงษ์ ตั้งแต่ปลายปี 2565
ส่วนตึกหุ่นยนต์ในปัจจุบัน มีสถานะของสาขาเป็นระดับสำนัก และอาคารอยู่ระหว่างการปรับปรุงภายนอก โดยเฟซบุ๊กแฟนเพจ Foto_momo ของวีระพล สิงห์น้อย ช่างภาพด้านสถาปัตยกรรม เปิดเผยไว้ว่า อาคารดังกล่าวได้รับอนุญาตให้รื้อถอนตั้งแต่ 1 มีนาคม-1 สิงหาคม 2566
ส่องจุดเด่น “ตึกหุ่นยนต์”
สำหรับตึกหุ่นยนต์ เป็นอาคารความสูง 20 ชั้น พื้นที่ใช้งานรวม 23,506 ตารางเมตร พร้อมอาคารจอดรถด้านหลังตึก ความสูง 8 ชั้น พื้นที่รวม 10,671 ตารางเมตร รองรับรถยนต์ได้ 342 คัน
พื้นที่ใช้สอยในแต่ละชั้น มีการปรับเปลี่ยนไปตามทรงของหุ่นยนต์ที่ลดหลั่นไป โดยพื้นที่การใช้งานจะมีการลดหลั่นตั้งแต่ชั้น 4, 8, 12, 16 และ 18
ขณะที่ลักษณะภายนอกที่น่าสนใจ บริเวณด้านข้างของตึก จะมีลูกนอตยักษ์หลายตัว ทำจากคอนกรีตเสริมใยเหล็ก โดยลูกนอตที่ใหญ่ที่สุด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.8 เมตร ซึ่งมีทั้งด้านซ้ายและขวาของตึก
ผนังฝั่งตะวันออกและตะวันตกของตึก จะเจาะช่องเปิดรับแสงน้อยมาก มีเฉพาะส่วนที่วางลูกนอตยักษ์ไว้เท่านั้น เพราะในช่วงกลางวัน แสงแดดจะสาดมาทางด้านข้างของตึกและจะทำให้ต้องใช้พลังงานในการทำความเย็นเป็นอย่างมาก การมีช่องเปิดที่น้อย ทำให้ช่วยลดการทำงานของระบบปรับอากาศได้ ส่วนผนังด้านทิศเหนือและใต้ (ด้านหน้าและหลังอาคาร) จะใช้กระจกพ่นสีน้ำเงินสว่าง ซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารเอเชีย
ด้านบนสุดของอาคารที่คล้ายกับหัวของหุ่นยนต์ เป็นส่วนของห้องประชุมหลักและห้องรับประทานอาหารของผู้บริหาร มีทั้งเสาอากาศและสายล่อฟ้า 2 ต้น ความสูง 16.8 เมตร พร้อมทั้งดวงตาสองดวง ขนาด 6 เมตร ทำจากกระจกสะท้อนแสง พร้อมส่วนของเปลือกตา เป็นบานเกล็ดโลหะ
หลังจากเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ตึกหุ่นยนต์ ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คนทั้งในและนอกวงการสถาปัตยกรรม ถึงความสวยงาม ทันสมัย ไม่เหมือนใคร และโดดเด่นกว่าตึก อาคารในช่วงสมัยนั้น และตึกหุ่นยนต์ได้รับเลือกจากพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย นครลอสแอนเจลิส ให้เป็น 1 ใน 50 อาคารที่สมบูรณ์แห่งศตวรรษ
ขณะเดียวกัน ผลงาน “ตึกหุ่นยนต์” ทำให้ ดร.สุเมธ กลายเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลจากบัณฑิตยสภาสถาปัตยกรรมและการออกแบบแห่งชิคาโก (Athenaeum Museum of Architecture and Design)
นอกจากนี้ หนังสือ Encyclopedia of 20th Century Architecture ของสตีเฟน เซนนอตต์ ผู้เขียนสารานุกรมด้านสถาปัตยกรรม ได้เขียนถึงตึกหุ่นยนต์ว่า “เป็นการยกระดับงานสถาปัตยกรรมไทยให้ได้รับความจดจำไปทั่วโลก”
เกือบได้บันทึกสถิติโลก
ดร.สุเมธ ให้สัมภาษณ์กับวารสาร ASA Journal ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า เคยเสนอ 2 ไอเดียให้เจ้าของอาคาร ไอเดียแรก คือ การสร้างหุ่นยนต์ให้บริการลูกค้า 2 ตัว นำทางลูกค้าไปยังช่องบริการ โดยควบคุมหุ่นยนต์ผ่านรีโมตคอนโทรลที่อยู่หลังเคาน์เตอร์บริการ ไอเดียนี้ ดร.สุเมธเล่าว่า ได้ออกแบบเสร็จเรียบร้อย และพูดคุยกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ณ เวลานั้น เสนอราคาผลิตที่ตัวละ 300,000 กว่าบาท ซึ่งนับว่าแพงมากในสมัยนั้น
สุดท้าย เมื่อเสนอไอเดียไปยังเจ้าของอาคาร ไอเดียนี้ถูกปัดตก โดยได้รับคำตอบว่า “แค่นี้ก็บ้าพอแล้ว”
อีกหนึ่งไอเดียที่เสนอ คือ ไอเดียที่จะทำให้ส่วนหัวของตึกหุ่นยนต์ สามารถหมุนกลับไป-กลับมาได้ ซึ่งสามารถทำได้ เพราะเคยมีร้านอาหารที่ทำลักษณะที่สามารถหมุนกลับไป-กลับมาได้ โดยเพิ่มงบฯก่อสร้างอีกประมาณหนึ่ง และถูกเจ้าของอาคารปัดตกไปเช่นเดิม
ไอเดียการหมุนส่วนหัวของอาคาร ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด (Guinness Book of World Records) สนใจที่จะบันทึกตึกหุ่นยนต์ลงในสถิติโลก ในฐานะเป็นหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เพราะไม่มีส่วนที่ขยับได้ ทำให้ตึกหุ่นยนต์ไม่ถูกบรรจุในสถิติโลกอย่างน่าเสียดาย
สู่วันรีโนเวต “หุ่นยนต์”
เรื่องราวของตึกหุ่นยนต์ ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีกระแสว่า ตึกดังกล่าว กำลังอยู่ระหว่างการรีโนเวต จนทำให้เกิดความกังวลว่า ตึกดังกล่าวที่คงความโมเดิร์นมากว่า 3 ทศวรรษ จะสูญสลายไปเช่นเดียวกับตึกอื่น ๆ ที่ทยอยหายไป
กลุ่ม Docomomo Thai (คณะทำงานระหว่างประเทศว่าด้วยการเก็บข้อมูลและการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโมเติร์นไทย) โดย ปองขวัญ ลาซูส ประธานกลุ่ม ทำจดหมายเปิดผนึกถึงธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ขอให้เปลี่ยนแปลงแบบปรับปรุงภายนอก โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจาก “ตึกหุ่นยนต์” มีความสำคัญในฐานะหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นยุคเปลี่ยนผ่านจาก Later Modernism สู่ Post-Modernism
การเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปรับปรุงภายนอกนั่น ทางกลุ่มระบุว่า เพื่อให้คงสภาพเดิมที่มีความแท้ (authenticity) เพื่อคงประโยชน์สาธารณะในฐานะมรดกสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่มีความโดดเด่น ทรงคุณค่าในระดับสากล
และรักษาผลประโยชน์ขององค์กรของท่านในการที่ในอนาคตอาจได้รับสิทธิมาตรการโอนสิทธิการพัฒนา (Transfer of Development Rights หรือ TDR) ของอาคารประวัติศาสตร์ หรืออาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร และรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรของท่านในการเป็นผู้นำด้านการสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในประเทศไทย
รวมถึงสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีหนังสือถึงผู้บริหารธนาคารยูโอบี (ประเทศไทย) ขอให้พิจารณาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของตึกหุ่นยนต์ (Robot Building) โดยระบุว่า “ตามที่สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับแจ้งมาว่าจะมีการแก้ไขปรับปรุงตึกหุ่นยนต์ (Robot Building) ซึ่งจะมีผลให้ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของอาคารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่องจากอาคารนี้เป็นอาคารที่เป็นสัญลักษณ์ของอาคารแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียง
และยังเคยได้รับเลือกจากพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย นครลอสแอนเจลิส ให้เป็นหนึ่งใน 50 อาคารที่สมบูรณ์แห่งศตวรรษ โดยมีรูปด้านอาคารเป็นรูปหุ่นยนต์เป็นลักษณะที่โดดเด่น ทั้งนี้ยังเป็นผลงานการออกแบบที่สำคัญของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหาร ปี พ.ศ. 2513 และสถาปนิกดีเด่นในวาระครบรอบ 60 ปี ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ อีกทั้งยังเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัย) ประจำปี 2541 โดยมีตึกหุ่นยนต์นี้เป็นหนึ่งในผลงานที่เป็นข้อมูลสนับสนุนให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ด้วย
สมาคมสถาปนิกสยามฯ จึงขอแจ้งให้เจ้าของอาคารได้ทราบถึงข้อมูลคุณค่าความสำคัญของอาคารและของผู้ออกแบบอาคาร เพื่อพิจารณาถึงการปรับปรุงอาคารอย่างเหมาะสมที่จะยังคงรักษาคุณค่าและอัตลักษณ์ของอาคารหลังนี้ไว้”
ขณะที่ ดร.สุเมธ ผู้ออกแบบอาคารดังกล่าว เปิดใจผ่านรายการ Suthichai Live ของสุทธิชัย หยุ่น ระบุว่า ได้มีการเขียนจดหมายถึงผู้บริหารยูโอบี ให้พิจารณาใหม่อีกครั้ง แต่ทางยูโอบีตอบกลับมาว่า จะออกแบบภายนอกให้ทันสมัยมากขึ้น และจะมีการทำโมเดลจำลองตั้งไว้ในล็อบบี้ของตึกหุ่นยนต์ หลังรีโนเวตใหม่เช่นกัน
ดร.สุเมธระบุว่า สิ่งนี้คือการ add salt to injury หรือความรู้สึกที่เจ็บใจอยู่แล้ว ยังมาทำให้เจ็บแสบอีก พร้อมทั้งระบุอีกว่า ถึงเขียนอย่างไร เขาก็ไม่ฟัง เพราะทำไปเยอะแล้ว
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ นับว่าน่าสนใจที่ความโมเดิร์นในสมัยก่อน กำลังค่อย ๆ เลือนหายไป โดยบทความใน Optimise ของเกียรตินาคินภัทร (KKPFG) ระบุว่า “บรรดาสิ่งปลูกสร้างจากยุค 40s ถึง 70s เหล่านี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐสมัยใหม่ สื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าในระบบการศึกษา การธนาคาร และกฎหมายของประเทศ
แต่ชะตาของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นเหล่านี้กลับอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่ ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ที่เก่าล้าสมัย สิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ครบครัน หรือการใช้พื้นที่ที่หละหลวมไม่คุ้มกับราคาที่ดินในปัจจุบัน”
นับจากนี้ ต้องจับตาดูต่อไปว่า การปรับโฉมอาคารสุดโมเดิร์นที่อยู่คู่ย่านสาทร จะออกมามีหน้าตาเป็นแบบไหน และจะยังคงความทันสมัยตามที่ ดร.สุเมธ ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกได้มาก-น้อยขนาดไหน?
ข้อมูลจาก ArchNet, ASA Journal, Optimise Magazine, กระทรวงวัฒนธรรม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดประวัติ ตึกหุ่นยนต์ ตึกธนาคารสุดโมเดิร์นแห่งย่านสาทร อายุกว่า 37 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net