โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐบาล ใช้ “ศก.ทก.” เป็นศูนย์เฉพาะกิจรวมพลังทุกหน่วย ปรับแผน รับมือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 17.26 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.26 น.

รัฐบาล ใช้ “ศก.ทก.” เป็นศูนย์เฉพาะกิจรวมพลังทุกหน่วย ปรับแผน รับมือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเดินหน้าทำงานแบบโต๊ะกลม เสนอแนะสนับสนุนหน่วยงาน เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนร่วมกัน

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 เว็บไซต์รัฐบาลไทย เปิดเผยว่า เวลา 13.30 น. พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้จัดการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชาที่ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล โดยศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศก.ทก) ประกอบไปด้วย

1) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์

2) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ (1)

3) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ (2)

4) ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ (3)

โดยมีปลัดกระทรวงและหัวหน้าหน่วยงานหลายหน่วยเป็นกรรมการ อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ฯลฯ ตลอดจนผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ อธิบดีกรมสารนิเทศ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เป็นต้น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปผลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รายงานผลการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน โดยได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมได้เน้นย้ำในที่ประชุมว่าการบริหารสถานการณ์จำเป็นต้องหาข้อสรุปได้ภายในวันเดียวกัน เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที โดยมีเป้าหมายให้นำข้อสรุปไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดรูปแบบการประชุมทุกวันในเวลา 09.30 น. ยกเว้นวันอังคารที่มีภารกิจประชุมคณะรัฐมนตรี จึงจะปรับการประชุมเป็นในช่วงเวลา 13.30 น. ซึ่งภายหลังการประชุมจะมีการแถลงข่าว ที่ตึกนารีสโมสร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สื่อมวลชนในการติดตามข้อมูลข่าวสาร และจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT

ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดกรอบการทำงานของศูนย์เฉพาะกิจฯ คือ "การบูรณาการและขับเคลื่อนงานระยะสั้น ติดตามและให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนงานระยะยาว” โดยระยะสั้นจะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนระยะยาว จะเป็นการบูรณาการ ขับเคลื่อน สนับสนุน การหารือภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยย้ำว่าศูนย์เฉพาะกิจฯ แห่งนี้ไม่ใช่ศูนย์อำนวยการหรือมีอำนาจสั่งการหน่วยงานต่าง ๆ แต่เป็นเวทีหารือแบบโต๊ะกลม มีหน้าที่ในการติดตาม เสนอแนะ และสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานของศูนย์เฉพาะกิจฯ จะเป็นลักษณะ “หารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน”

ในส่วนของการเตรียมการด้านความมั่นคง สภาความมั่นคงแห่งชาติได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นบางประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี สำหรับการประชุม RBC ที่มีกำหนดจะจัดขึ้น ทางกัมพูชาได้แจ้งเลื่อนออกไปก่อน

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการประสานพูดคุยในทุกระดับ ทั้งในพื้นที่และในระดับนโยบาย โดยศูนย์เฉพาะกิจฯ มีบทบาทในการให้ข้อเสนอแนะ ข้อพิจารณา และประสานการสื่อสารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในประเด็นปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาเกิดความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งกัน ศูนย์เฉพาะกิจฯจะเร่งกำหนดแนวทางที่ชัดเจน และกำหนดเวลาเผยแพร่ข่าวสารอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้รับข้อมูลตรงกัน ลดความสับสนที่อาจส่งผลต่อความเข้าใจระหว่างสองประเทศ

ในส่วนของมาตรการปรับเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดน ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยต่อไปศูนย์เฉพาะกิจฯ จะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาลกับภาคส่วนต่าง ๆ สำหรับกรณีที่มีปัญหาในการขนส่งสินค้าของไทยไปยังกัมพูชา เบื้องต้นได้มีการประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอรับซื้อผลผลิตจากประชาชนในพื้นที่ชายแดน และในอนาคตจะมีการขอความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ เข้าร่วมรับซื้อ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน

ขอยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และจะหลีกเลี่ยงไม่ให้มาตรการใด ๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน หากมาตรการของกัมพูชาไม่มีผลกระทบต่อไทย ก็จะไม่มีการตอบโต้โดยไม่จำเป็น โดยเน้นพิจารณาเฉพาะสิ่งที่กระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีนโยบายตัดน้ำตัดไฟหรือดำเนินมาตรการรุนแรงต่อกัมพูชา ทั้งนี้ มีรายงานก่อนหน้านี้เกี่ยวกับข่าวตัดน้ำตัดไฟในบางพื้นที่ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงการดำเนินการตามแผนปราบปรามขบวนการคอลเซนเตอร์ในเขตชายแดน และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศแต่อย่างใด

ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ

ที่มา : thaigov.go.th

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...