“สามัคคีเป็นหนึ่งเดียว นำพาประชาชนและประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง”–เส้นทางสี จิ้นผิง(175)
“สามัคคีเป็นหนึ่งเดียว นำพาประชาชนและประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง”--เส้นทางสี จิ้นผิง(175)
“สามัคคีเป็นหนึ่งเดียว” เป็นวลีที่มาจากคัมภีร์ “ซั่งซู” ซึ่งหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางความคิดและความเชื่อมั่น
ปี 1990 นายสี จิ้นผิง ได้เขียนข้อความอำลาหัวหน้าหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อเขตหนิงเต๋อด้วยความผูกพันอันลึกซึ้งว่า“เราต่างเคยร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคหมิ่นตง และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนในภูมิภาคหมิ่นตงอย่างสุดความสามารถ เราไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก"
หัวข้อของข้อความอำลานี้ก็คือ “สามัคคีเป็นหนึ่งเดียว นำพาประชาชนและประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง”
เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเมืองฝูโจว นายสี จิ้นผิง เคยกล่าวในการประชุมครั้งหนึ่งว่า “การปฏิรูปและเปิดประเทศ รวมถึงภารกิจต่างๆ นั้นเป็นเรื่องของคนนับพันล้าน ซึ่งต้องอาศัยการใช้ความพยายามร่วมกันจากประชาชนนับพันล้าน งานแนวร่วมจะต้องยึดมั่นในเป้าหมายนี้ รวมพลังกับทุกฝ่ายที่สามารถร่วมมือได้ และกระตุ้นปัจจัยเชิงบวกทั้งหมด เพื่อร่วมกันใช้ความพยายามและฟันฝ่าต่อสู้อย่างไม่ลดละ”
“ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ความสามัคคีของชนชาติต่างๆ คือหลักประกันที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสรรค์สังคมนิยม” เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1989 นายสี จิ้นผิง ได้เขียนบทความเรื่อง “เสริมสร้างรากฐานความสามัคคีของชนชาติต่างๆ การตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งร่วมกันของชนกลุ่มน้อย” ซึ่งระบุว่า “ภารกิจของเราครอบคลุมทุกด้าน ต้องไม่มองข้ามชนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ นี่เป็นหลักการ และจากหลักการนี้ เราจำเป็นต้องคิดให้ลึกในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งของชนกลุ่มน้อย โดยจุดเริ่มต้นและเป้าหมายของเราคือ การเสริมสร้างรากฐานความสามัคคีระหว่างชนชาติ”
ขณะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลประกอบการวิจัยที่หมู่บ้านต้าหลินในตำบลป่านจง ซึ่งเป็นชุมชนของชนเผ่าเซอ ในเมืองฝูอัน เขตหนิงเต๋อเมื่อปี 1989 นายสี จิ้นผิงได้เดินขึ้นเขาลงทุ่ง สำรวจสภาพความเป็นอยู่ของชนกลุ่มน้อยอย่างละเอียด เมื่อทราบถึงปัญหาของโรงเรียนประถมต้าหลินที่ขาดแคลนทรัพยากร หลังเสร็จสิ้นการสำรวจเขาได้หาทางแก้ไขปัญหาทันที
นายหลาน ฉุนอาน อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมชนกลุ่มน้อยเมืองหนิงเต๋อ ยังจำได้แม่นถึงบรรยากาศตอนที่นายสี จิ้นผิงเดินทางมาเยี่ยมโรงเรียน “ท่านมากับทีมงานเพียงไม่กี่คน เดินทางอย่างเรียบง่าย และจัดประชุมเร่งรัดการพัฒนาโรงเรียนมัธยมชนกลุ่มน้อยในห้องเรียนแห่งหนึ่งของโรงเรียนเรา” เขายังกล่าวว่า “นายสี จิ้นผิงได้ยืนยันว่าโรงเรียนของเราทำได้ดี และยังชมเชยโรงงานในโรงเรียนอีกด้วย” โรงเรียนมัธยมชนกลุ่มน้อยเมืองหนิงเต๋อเป็นโรงเรียนชนกลุ่มน้อยที่เก่าแก่ที่สุดในมณฑลฝูเจี้ยน และเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนชนเผ่าเซอมากที่สุดในประเทศจีน
ปี 1998 เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีการก่อตั้งโรงเรียนมัธยมชนกลุ่มน้อยเมืองหนิงเต๋อ นายสี จิ้นผิงซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลฝูเจี้ยนได้เขียนคำอวยพรว่า “พัฒนาการศึกษาของชนกลุ่มน้อย ปลูกฝังบุคลากรชนกลุ่มน้อย”
นายชิว หลินหวา อดีตประธานคณะกรรมการกิจการชนกลุ่มน้อยและอธิบดีกรมศาสนามณฑลฝูเจี้ยนกล่าวว่า ระหว่างทำงานที่ฝูเจี้ยน นายสี จิ้นผิงให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ชนกลุ่มน้อยเป็นอย่างมาก โดยมีทั้งมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และความใส่ใจในรายละเอียดเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของชนชาติต่างๆ
นายหลิน จื้อจือ อดีตรองประธานคณะกรรมการกิจการชนกลุ่มน้อยและศาสนามณฑลฝูเจี้ยน ก็มีความประทับใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับแนวคิดการทำงานโดยรวมของนายสี จิ้นผิงเช่นกัน เขากล่าวว่า “นายสี จิ้นผิงเคยบอกเราว่า งานด้านศาสนาไม่ใช่แค่การก้มหน้าทำงานที่เป็นรูปธรรมเฉพาะหน้าให้ดีเท่านั้น แต่ยังต้องมองไปสู่อนาคต ขบคิดและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและความเข้าใจที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับงานศาสนา อีกทั้งยังดำเนินงานด้วยความอดทนและความรอบคอบด้วย”
แปลเรียบเรียงโดย ภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน(CMG)
ติดตามตอนก่อนหน้าได้ที่