โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์ร่วง หลังจีนประกาศเปิดประเทศ มีผล 8 ม.ค. 2566

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ธ.ค. 2565 เวลา 14.44 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2565 เวลา 14.44 น.
ภาพ : pixabay

ดอลลาร์สหรัฐร่วง หลังจีนประกาศเปิดประเทศ มีผล 8 ม.ค.2566 ขณะที่สัญญาณภาคการผลิตและการจ้างงานสหรัฐยังคงขยายตัว หลายประเทศยังกังวลตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดของจีนจะเพิ่มขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจตามมา

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 13-16 ธันวาคม 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (26/12) ที่ระดับ 34.71/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/12) ที่ระดับ 34.76/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเล็กน้อยท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงไร้ทิศทาง โดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) เปิดเผยรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือนพฤศจิกายนขยายตัวอยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยถือเป็นการชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 5.0% และนับเป็นการชะลอตัวเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

เชื่อเงินเฟ้อสหรัฐผ่านจุดสูงสุดแล้ว

ด้วยเหตุนี้ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าเงินเฟ้อสหรัฐผ่านจุดสูงสุดแล้วและปรับลดการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในอนาคตลงถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่งก็ตาม โดยมีรายงานยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพฤศจิกายนขยายตัวอยู่ที่ 0.2% สูงกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์และเดือนก่อนหน้าที่ 0.1% และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานยอดขายบ้านใหม่เดือนพฤศจิกายน 640,000 ยูนิต สูงกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 600,000 ยูนิต และเดือนก่อนหน้าที่ 605,000 ยูนิต

ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่าภาคการผลิตและการจ้างงานสหรัฐยังคงขยายตัว นอกจากนี้นักลงทุนทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงภายหลังมหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 59.7 ในเดือนธันวาคมสูงกว่าตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นและการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 59.1 และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 56.8 โดยได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ปริมาณการซื้อขายในตลาดเงินเบาบาง เนื่องจากเป็นวันหยุดในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ อย่างไรก็ดีนักลงทุนขายดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย และเข้าถือครองสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากจีนประกาศเปิดประเทศเร็วกว่าคาดทั้งขาเข้าและขาออกในเดือนมกราคม

จับตาจีนเปิดประเทศ 8 ม.ค.66

โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของจีนแถลงว่าจีนจะกลับมาดำเนินการออกวีซ่าให้กับชาวจีนที่อาศัยในแผ่นดินใหญ่สำหรับการเดินทางออกนอกประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2566 ทางด้านคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) แถลงว่า จีนจะยกเลิกมาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2566 หลังจากที่มีการบังคับใช้มานาน 3 ปีเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ดียังมีความวิตกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่สุดเป็นอันดับสองของโลก อีกทั้งสหรัฐเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานเริ่มคลายความร้อนแรง และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.52-34.82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.65/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดในวันจันทร์ (26/12) ที่ระดับ 1.0616/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/12) ที่ระดับ 1.0303/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าเล็กน้อยตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยยังมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ระหว่างยุโรปและรัสเซียภายหลังการคว่ำบาตรครั้งล่าสุดของกลุ่มผู้นำ G7 และสหภาพยุโรป หลังมีการกำหนดเพดานราคารับซื้อน้ำมันจากรัสเซียและมีรายงานข่าวการตอบโต้กันโดยรัสเซียอาจปรับลดกำลังการผลิตและจะไม่ขายน้ำมันให้กับประเทศที่ให้การสนับสนุนส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังการยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-Covid policies) อย่างกะทันหันของจีน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงขึ้นในจีน และเกิดความกังวลว่าจะเกิดโควิดสายพันธุ์ใหม่ โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อิตาลีได้วางแผนตรวจเชื้อโควิด-19 กับผู้เดินทางจากจีน หลังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้โดยสารใน 2 เที่ยวบินล่าสุดจากจีนนั้น มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก และเป็นสายพันธุ์โอมิครอน

ท่าที EC ต่อการตรวจโควิดนักท่องเที่ยวจีน

ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ปฏิเสธที่จะทำตามอิตาลี โดยมองว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอนมีอยู่ในยุโรปอยู่แล้ว และไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ EC ระบุเสริมว่าจะยังคงเฝ้าระวังและพร้อมใช้มาตรการฉุกเฉินหากจำเป็น ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์ ค่าเงินยูโรมีกรอบระหว่าง 1.0603-1.0690 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/12) ที่ระดับ 1.0650/51 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (26/12) ที่ระดับ 132.47/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/12) ที่ระดับ 131.71/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนมีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนหลังแข็งค่าในช่วงสัปดาห์ผ่านมา ภายหลังธนาคารกลางญี่ปุ่นมีการขยายกรอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ในวันอังคาร (27/12) รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผย ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันในเดือน พ.ย.เมื่อเทียบรายปี หลังยกเลิกมาตรการควบคุมโควิด-19 บริเวณพรมแดน ขณะที่เงินอุดหนุนด้านการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐมีส่วนช่วยผลักดันอุปสงค์ผู้บริโภคให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยอดค้าปลีกเดือน พ.ย.ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. เนื่องด้วยราคาของสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนของญี่ปุ่น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี บ่งชี้ว่าราคาสินค้ามีการปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้าง การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ หลังจากที่หดตัวลงอย่างไม่น่าเชื่้อในไตรมาส 3/2565

ทั้งนี้ อัตราเงินเติบโตของยอดขายประจำปี ซึ่งเป็นมาตรวัดการบริโภคภาคเอกชน ชะลอตัวลงจาก 4.4% ในเดือน ต.ค. และ 4.8% ในเดือน ก.ย. ทั้งนี้ในช่วงกลางสัปดาห์ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่า โดยพุ่งขึ้นทะลุ 134 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ ขานรับรายงานการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประจำเดือนธันวาคม โดยระบุว่า แม้ BOJ สร้างความประหลาดใจต่อตลาดด้วยการประกาศขยายกรอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในการประชุม เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. แต่ BOJ ยังคงสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษต่อไป

BOJ คงดอกเบี้ยนโยบาย

ทางด้านกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น เผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในเดือน พ.ย.ลดลง 0.1% ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน เนื่องจากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์เครื่องจักรอ่อนแอลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา

ทั้งนี้ในการประชุมเมื่อวันที่ 19-20 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ BOJ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% แต่ BOJ ได้สร้างปรากฏการณ์ช็อกตลาดด้วยการประกาศขยายกรอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของรัฐบาลญี่ปุ่นให้เคลื่อนไหวในช่วง -0.5% ถึง +0.5% จากเดิมที่อยู่ในกรอบ -0.25% ถึง +0.25% ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณเริ่มใช้นโยบายคุมเข้มการเงิน หลังจากที่ BOJ รักษาจุดยืนในการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษมาเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์สู่กรอบ 133 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์สหรัฐ ทำกำไรหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 132.30-134.50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/12) ที่ระดับ 131.89/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...