ศาลให้ประกัน "เสี่ยเบนท์ลีย์" ตีราคา 1 เเสน
วันที่ 11 ม.ค.2566 จากกรณี นายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ หรือ เสี่ยเบนท์ลีย์ ขับรถหรูเบนท์ลีย์เฉี่ยวชนรถยนต์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณบนทางพิเศษเฉลิมมหานคร กม.21+200B ขาออก แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม.ถูกตำรวจนำตัวส่งฝากขังศาล หลังเกิดกระแสดราม่า สุดท้ายตำรวจ บช.น.แจ้งข้อหาเมาแล้วขับ เนื่องจากฝ่าฝืนไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ ให้สันนิษฐานว่า เมาแล้วขับ
ล่าสุด คดีนี้ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ขับรถเบนท์ลีย์ ในข้อหา ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส, ได้รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินเสียหาย, ขับรถในขณะเมาสุรา (ฝ่าฝืนไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ ให้สันนิษฐานว่า เมาแล้วขับ)
และนำตัวผู้ต้องหาไปทำการฝากขังต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งศาลได้พิจารณารับฝากขังตามคำร้อง ต่อมา ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาเเล้วอนุญาตให้ประกันตีราคา 1 เเสนบาท
ทั้งนี้ เสี่ยเบนท์ลีย์ เปิดใจว่า ปกติเป็นคนไม่ดื่มอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน แต่ในวันนั้นในโต๊ะอาหารก็ดื่มกัน เลยดื่มไป 1-2 แก้ว แต่เพียงแก้วเล็ก ๆ เป็นพิธีเท่านั้น
ส่วนขวดไวน์ที่เจอในรถหรูหลังเกิดเหตุนั้น เป็นไวน์นำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นขวดไวน์เปล่า โดยเพื่อนเป็นคนเอามาและลืมทิ้งไว้บนรถของตัวเอง ยืนยันวันนั้นไม่ได้ดื่มไวน์
สิ่งที่เกิดขึ้นยืนยัน ไม่ได้ปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่วันเกิดเหตุมีกู้ภัย 30-40 คน และทุกคนเถียงกันไม่จบ ทำให้คิดว่าตัวเองก็เจ็บ เจ็บหน้าอกมากและหายใจติดขัด อีกทั้งผู้หญิงที่มาด้วยเพิ่งไปทำจมูกมาและมีเลือดไหล จึงคิดว่ารถยังอยู่บนทางด่วน และใบขับขี่ก็ให้ไปตั้งแต่หลังเกิดเหตุแล้ว แต่ยังไม่ทำอะไรสักที จึงคิดว่าขอไปโรงพยาบาลก่อนใกล้ ๆ และจะกลับมายืนยันไม่ได้หนี
และความจริงก็ไม่ได้ชนแรง แค่ไปเฉี่ยวท้ายรถปาเจโร่นิดเดียว ไม่ได้ชนเต็ม ๆ กลางลำ แต่ รถอปพร.ที่ตามหลังมาด้วยความเร็วและไปชนท้ายซ้ำเต็ม ๆ ทำให้หนักส่วนภาพการเคี้ยวหมากฝรั่งนั้น เพราะลดอาการอยากบุหรี่ โดยพยายามเลิกอยู่ ตอนนั้นเครียดและอยากสูบบุหรี่มาก ทั้งนี้ มันก็เป็นอุบัติเหตุธรรมดา ถ้าผมขับแท็กซี่ ขับรถธรรมดาก็คงไม่มีอะไร เป็นรถหรูผิดด้วยหรือครับ อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น”