ชายาอ๋องน้อยยอดเซียนการค้า
ข้อมูลเบื้องต้น
แนะนำเรื่อง
ชายาอ๋องน้อยยอดเซียนการค้า
农门小王妃
ผู้เขียน ซีหลานฮวาฮวา 西兰花花
ผู้แปล ไผ่กวนอิม
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Camellia Novel
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อ ‘หร่วนหมิงจือ’ ลืมตาขึ้น เธอกลับพบว่าได้ข้ามมิติมาเกิดเป็นเด็กสาวยากจนจากครอบครัวชาวนา พ่อแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก ปู่ย่าไร้ความเมตตา ญาติทั้งหลายต่างก็ไม่หวังดี คอยจ้องจะกลั่นแกล้งรังแกและแย่งชิง แถมยังมีน้องสาวที่ร่างกายอ่อนแอและเป็นใบ้อีกหนึ่งคน
ท่ามกลางเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดนี้ จะทำอย่างไรดี…แน่นอนว่าต้องลุกขึ้นยืนหยัดสู้! หยุดการกดขี่ข่มเหงของเหล่าญาติตัวร้าย ริเริ่มเปิดร้านค้าทำธุรกิจ นำความร่ำรวยมาสู่ทุกคนในหมู่บ้าน ส่วนเจ้าพวกโลภมาก กล้าคิดเอาเปรียบเธอ แน่นอนว่าต้องกวาดล้างทิ้งให้เกลี้ยง!
สนุกสนานกับการหาเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีความสุข…เอาล่ะ จงเรียกเธอว่า ‘หร่วนหมิงจือผู้แข็งแกร่งและมั่งคั่ง’ ซะ
แต่แล้วกลับมีชายหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลางดงาม หากเย็นชาเงียบขรึม เข้ามาวุ่นวายกับเธอโดยไม่สนใจคำเตือนจากผู้คนรอบข้าง เขากล่าวว่า “ไปกับข้า ข้าสามารถมอบให้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ” ส่วนเธอเพียงแค่แค่นยิ้มแล้วตอบกลับไปสั้นๆ ว่า “ท่านเป็นใคร!”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Camellia Novel
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
《农门小王妃》
Author: 西兰花花 Xi Lan Hua Hua
Copyright ⓒ 2021 by COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Thai (language) Translation Copyright ⓒ 2023 by Amarin Corporations Public Company Limited, Ltd.
This Thai edition is published by arrangement with COL Digital Publishing Group Co., Ltd.
Arranged through Beijing Wenxin Wenchuang Technology Co., Ltd. (北京文心文创科技 有限公司) & Pelican Media Agency Ltd., Taiwan
All rights reserved
Ebook จะทยอยออกหลังจากลงรายตอนค่ะ
ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Camellia Novel
ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ
ลากพวกมันออกไป
ท้องฟ้าอันมืดครึ้มแลดูต่ำเตี้ยลง ราวกับว่ากำลังจะหล่นทับลงมาบนหลังของมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น สายลมที่พัดผ่าน คมกริบดั่งคมมีด พัดแรงเสียจนลืมตาไม่ขึ้น
บนพื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อปรากฏร่างของหญิงสาวที่มีดวงตาปิดสนิทนอนอยู่ ใบหน้าของนางซีดเผือด แม้แต่ริมฝีปากที่แตกระแหงก็ยังไม่มีสีแดงแต่งแต้มแม้แต่น้อย
บนร่างของหญิงสาวที่นอนหมดสติยังมีร่างของเด็กหญิงตัวน้อยและผอมแห้งกว่านางนอนร้องไห้อยู่เงียบๆ
ทันใดนั้น หญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นก็ขยับตัวขึ้นมาบ้าง แต่นางลืมตาไม่ขึ้นและขยับตัวไม่ได้มาก
หญิงสาวแน่ใจว่าตัวเองกำลังนำทีมธรณีวิทยาไปสำรวจภูเขาลึก แต่จู่ๆ ก็เกิดดินถล่ม แล้วตัวเองตื่นมาที่นี่ได้อย่างไรกัน
คนเหล่านี้ที่อยู่รอบๆ ตัวคือใครกัน หญิงสาวพยายามตั้งสติ ฟังเสียงการเคลื่อนไหวรอบตัว และคิดทบทวนกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น
“ช่างไร้สามัญสำนึกเสียจริงๆ ข้าอุตส่าห์รับสองพี่น้องตัวซวย ฆ่าบิดามารดาคู่นี้มาเลี้ยงดู ให้ข้าวให้น้ำอย่างดี แต่สุดท้ายลูกเสือลูกตะเข้พวกนี้กลับทำให้หลานชายคนโตของข้าตกจากภูเขา!” หญิงชราพูดด้วยใบหน้าที่มีดวงตาดุร้ายคมเฉี่ยวราวกับเหยี่ยว พร้อมกับชี้ไปที่หญิงสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นและพูดต่อด้วยความโกรธ “บ้านสกุลหร่วน ไม่เลี้ยงดูพวกคนอกตัญญูหรอกนะ! เจ้าสาม นำตัวพวกมันออกไปให้พ้นหน้าข้า!”
เจ้าสามสกุลหร่วนขานรับ พร้อมเริ่มจับแขนของเด็กสาวตัวน้อยที่นอนอยู่บนอกของหญิงสาวขึ้น ทำราวกับว่านางเป็นแค่ไก่ตัวหนึ่ง เด็กสาวตกใจร้องไห้จนน้ำตาอาบแก้ม แต่ก็ไม่มีเสียงอื่นเลย นอกจากเสียง “ฮือ ฮือ” เบาๆ…ที่จริงแล้ว เด็กสาวนั้นเป็นใบ้
หลังจากนั้น เจ้าสามสกุลหร่วนก็ไปลากหญิงสาวหัวแตกที่นอนสลบอยู่บนพื้นต่อ
ผู้คนที่ยืนล้อมดูอยู่ในขณะนั้นทนดูต่อไปไม่ไหว รีบพูดโน้มน้าวใจนางจ้าวว่า “…เอาละๆ ยังไงเด็กสองคนนี้ก็เป็นหลานของท่าน เด็กคนนี้นางก็หัวแตกอยู่ เลือดออกก็ไม่น้อย ถ้าหากไม่อยากจะเลี้ยงดูพวกนางแล้วจริงๆ ก็รอรักษาให้อาการดีขึ้นก่อนค่อยว่ากันเถิด”
นางจ้าวทำน้ำเสียงหงุดหงิด หางตาคมยาวราวกับเหยี่ยวยกสูงขึ้น พร้อมตอกกลับ “พวกนี้มันเป็นตัวซวย ไปที่ใดก็ถูกขับไล่! ถ้าหากให้พวกมันรักษาตัวอยู่ที่นี่แล้วนำพาความโชคร้ายเข้ามาในบ้านข้าจะทำอย่างไร! นี่ สะใภ้สาม หากว่าเจ้าไม่กลัว ก็เอาพวกมันไปรักษาตัวที่บ้านเจ้าเสียสิ”
สีหน้าของคนที่พูดขัดขึ้นเปลี่ยนเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ปีนี้เสียค่าอาหารไปตั้งมาก คนในบ้านยังกินไม่อิ่มท้อง แล้วจะไปเลี้ยงคนวัยกำลังโตสองคนแบบนี้ได้อย่างไรไหว! และเมื่อเห็นว่าไม่มีคนแย้งขึ้น นางจ้าวก็ยิ้มอย่างเหยียดหยามขึ้นมาอีกครั้ง “เหอะ ช่างเป็นคนดีเสียนี่กระไร!” นางจ้าวมองไปที่เจ้าสาม ส่งสายตาให้ลากพี่น้องสองคนนี้ออกไปโดยเร็ว
เจ้าสามกำลังจะเข้าไปลากตัวหญิงสาว แต่ทันทีที่มือแตะลงบนแขนของหญิงสาว ก็ต้องชักมือกลับทันทีอย่างกับโดนไฟฟ้าชอร์ต พร้อมสบถด้วยถ้อยคำหยาบคาย “มารดามันสิ! นังเด็กนี่ เหมือนมันจะตายเสียแล้ว!”
สีหน้าของนางจ้าวเปลี่ยนทันควัน “ฮะ! รีบไปหาเสื่อกกมาห่อมันแล้วโยนออกไปทางหลังภูเขาเสีย!” ใบหน้าของเจ้าสามเคร่งเครียด แต่ยังไม่ทันที่เขาจะหันไปหยิบเสื่อกก ก็เห็นท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องก้องกังวาน สายฟ้าฟาดผ่านสะท้อนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ
เมื่อเสียงฟ้าร้องกลิ้งผ่านน่านฟ้าออกไป หญิงสาวที่เจ้าสามบอกว่านาง ‘ตายไปแล้ว’ กลับค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ
พายุฝนและฟ้าครึ้มกลับมาอีกครั้ง แสงของสายฟ้าที่ฟาดตกกระทบกับใบหน้าซีดขาวของหญิงสาว ใบหน้าที่มีเส้นผมเปรอะเลือดติดอยู่ น่ากลัวเอาเสียเหลือเกิน
เลือดสีแดงก่ำ ผมสีดำขลับ และผิวสีขาวซีด
ทุกคนชะงักไปชั่วขณะ
ดวงตาของหญิงสาวดูราวกับว่ามีดวงดาวปรากฏระยิบระยับนับพัน แต่เป็นเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น เมื่อมองอีกครั้ง ดูเหมือนว่านางจะกลายเป็นเด็กสาวที่มีเลือดไหล อ่อนแอและผอมแห้งตามเดิม
นางมองไปที่นางจ้าวและพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ท่านย่า ท่านใจร้ายเหลือเกินเจ้าค่ะ”
นางจ้าวตกใจมากจนถอยกลับไปสองสามก้าว แล้วล้มลงกับพื้น “ผ…ผะ…ผะ…ผี! ผี”
หร่วนหมิงจือพบว่าในขณะที่ฟ้าร้อง นางสามารถกลับมาขยับตัวได้อีกครั้ง ในตอนนั้นเองหร่วนหมิงจือก็ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ตัวเองได้ย้อนเวลากลับไปเป็นหญิงสาวในสมัยโบราณผู้ที่น่าสงสาร ที่มีชื่อนามสกุลเดียวกันกับนาง
ด้วยความที่หมู่บ้านนี้ความรู้ยังไม่แพร่หลาย นางจึงไม่สามารถทำให้พวกเขาคิดว่านาง ‘ฟื้นคืนชีพจากความตาย’ ได้
นางไม่มีเวลามานั่งเสียใจ ในเมื่อมีโอกาสเช่นนี้แล้ว นางต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้!
“ท่านย่า พวกข้าก็เป็นหลานของท่านเช่นกันนะเจ้าคะ” หญิงสาวร่างบางกล่าว พลางดวงตาของนางก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่ากลัว หร่วนหมิงจือกะพริบตาเบาๆ น้ำตาก็ไหลอาบทั้งสองแก้ม “ในสายตาของท่านย่า ก็มีแต่จางเกอเอ๋อร์ แล้วจะไม่สนใจว่าข้ากับเหยียนเหยียนจะเป็นหรือตายแล้วหรือเจ้าคะ”
นางจ้าวทั้งตกใจและสงสัย นางเคยได้ยินแต่เรื่องผีหลั่งน้ำตาออกมาเป็นเลือด ไม่เคยได้ยินว่าผีก็ร้องไห้ได้เหมือนมนุษย์เช่นนี้
นางจ้าวอดไม่ได้ที่จะมองไปทางเจ้าสามที่บอกว่านาง ‘ตายแล้ว’
ด้วยความที่เจ้าสามของสกุลหร่วนทำเรื่องชั่วช้ามามาก เขาจึงกลัวผีเป็นธรรมดา เขาพูดอย่างตะกุกตะกักขึ้นว่า “เมื่อกี้ชัด…ชัดเจน…ชัดเจนว่าแขนเย็นมากนาง…นางตายไปแล้ว!”
หร่วนหมิงจือพูดขึ้นอย่างนิ่งเฉย “ลมแรงเช่นนี้ แถมข้ายังสวมเสื้อผ้าบางมากเช่นนี้ แขนของข้าจะไม่เย็นได้อย่างไรเจ้าคะ” นางพูดพลางลูบแขนตัวเองแล้วตัวสั่นระริก ทำราวกับว่าตัวนางหนาวยิ่งนัก
เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคของนางก็ได้ขจัดข้อสงสัยของทุกคนที่คิดว่านางเป็นผี นางจ้าวเกิดมีแรงขึ้นมาอีกครั้งพร้อมเท้าสะเอวด่าทอ “ในเมื่อเจ้ายังไม่ตาย ก็รีบพาน้องสาวใบ้ของเจ้าออกไปจากที่นี่เสีย! บิดาของเจ้าแยกบ้านออกไปคนเดียวตั้งนานแล้ว พวกเจ้ายังหน้าด้านอยู่ที่บ้านของข้าอีก!”
หร่วนหมิงจือฟังโดยไม่รู้ความจริงที่เกิดขึ้น คิดว่าตนเองและน้องสาวอยู่บ้านสกุลหร่วนอย่างไร้ประโยชน์
หร่วนหมิงจือมีดวงตาสุกใสราวกับน้ำ มองนางจ้าวแล้วยิ้มเยาะเย้ยในใจ
“ได้ ข้าจะพาน้องสาวของข้ากลับบ้านเจ้าค่ะ” หร่วนหมิงจือจับมือของหร่วนหมิงเหยียนที่กำลังหนาวสั่นอยู่ท่ามกลางลมหนาว พูดด้วยน้ำเสียงแหบและแห้งขึ้นว่า “แต่ข้ามีเพียงเรื่องเดียวที่อยากจะบอกกับท่านย่าเจ้าค่ะ เมื่อครึ่งปีที่แล้ว ข้ากับน้องสาวมาที่บ้านของท่านย่า พวกข้าอาศัยอยู่ที่กระท่อมเก็บฟืนมุงจากเตี้ย ๆ กินอาหารที่พวกข้านำมาเองสองกระสอบ แถมยังติดเงินมาด้วย พวกอาหารนั้น ช่างมันเถอะ แต่เงินที่ข้านำมา ท่านย่าต้องคืนให้ข้าเจ้าค่ะ”
นางจ้าวเบิกตากว้าง นางไม่คิดว่าหลานสาวขี้ขลาดจะกล้าเอ่ยปากขอเงินจากนาง!
“นังลูกเสือลูกตะเข้นี่ กล้าดีอย่างไรมาขอเงินจากข้า เจ้าไม่มีสามัญสำนึกบ้างเลยหรือไร! บิดามารดาของเจ้าก็ตายไปนานแล้ว พวกเจ้าตอบแทนบุญคุณข้าไม่ได้แม้แต่ข้าวแดงซักช้อน แถมยังไม่รู้จักกตัญญูต่อปู่กับย่า แต่กลับมาขอเงินจากข้า!”
นางจ้าวใช้วาจาและแววตาดุดันด่าทอหร่วนหมิงจืออย่างโหดร้าย ราวกับว่าจะวิ่งไปบีบคอหร่วนหมิงจือเสียอย่างไรอย่างนั้น “ทำไมฟ้ามันไม่ผ่าให้เจ้าตายๆ ไปเสีย!”
เป็นธรรมดาที่หญิงสาวจะร้องไห้เมื่อถูกผู้ใหญ่ชี้หน้าตำหนิอย่างรุนแรง แต่หร่วนหมิงจือไม่แม้แต่จะขยับ นางสงบและสุขุมมาก ปล่อยให้เป็นไปตามที่ท่านยายด่าทอ
หร่วนหมิงจือรอจนนางจ้าวด่าทอจนเสร็จ จึงขยับใบหน้าซีดเผือดและผมที่ย้อมไปด้วยสีเลือดของนาง พูดขึ้นว่า “ท่านย่าเจ้าคะ ท่านรู้หรือไม่ว่าหัวของข้า มันแตกได้อย่างไรเจ้าคะ”
เรื่องนี้ทำให้นางจ้าวนึกถึงจางเกอเอ๋อร์ หลานชายคนโตที่นอนอยู่ในห้อง และสีหน้าของนางจ้าวก็เปลี่ยนไป นางก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะหาไม้มาตีหร่วนหมิงจือ “เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย นังสารเลว!”
หร่วนหมิงเหยียนรีบใช้มือเล็กๆ ของนางยื่นไปบังร่างของหร่วนหมิงจือ หร่วนหมิงจือจับมือของหร่วนหมิงเหยียนและพูดอย่างใจเย็นว่า
“เพราะหร่วนเฉิงจางเป็นคนผลักข้า สุดท้ายกรรมก็ตามสนอง ตัวเขาเองที่ยืนไม่มั่นคงเลยลื่นตกลงมาด้วย!”
ขณะที่นางจ้าวง้างมือที่ถือไม้กำลังจะตีลงมา ก็หยุดนิ่งแล้วหรี่ตาหัวเราะเยาะเย้ย พูดด้วยความโกรธว่า “จางเกอเอ๋อร์ผลักเจ้าตกลงมาแล้วมันอย่างไรกันเล่า ถึงเขาจะฆ่าเจ้า ชีวิตเจ้าก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี!” นางพูดพร้อมถ่มน้ำลายลงบนพื้น “ตัวเจ้าตกลงมาแล้ว ยังจะทำให้จางเกอเอ๋อร์ตกลงมาอีกด้วย เจ้านี่มันตัวซวยเสียจริง!”
คำพูดของนางจ้าว ไม่ได้ต่างกับที่หร่วนหมิงจือคิดเอาไว้มากนัก หญิงสาวยิ้มและพร้อมกับทัดผมที่เปียกโชกไปด้วยเลือดยันหลังใบหูของนาง เผยให้เห็นแผลอันสยดสยองบนศีรษะซึ่งมีเลือดแข็งเป็นก้อน “ใช่ ชีวิตของหลานสาวมันไร้ค่า เทียบไม่ได้กับจางเกอเอ๋อร์ผู้สูงส่ง…อ้อ…พูดถึงจางเกอเอ๋อร์ ได้ยินมาว่าเขาจะไปขอให้เกาซิ่วฉายจากหมู่บ้านหนิวเจียมาเป็นอาจารย์หรือเจ้าคะ ”
เมื่อพูดถึงจางเกอเอ๋อร์ ท่านยายจ้าวก็รู้สึกลำพองใจขึ้นมาจนออกนอกหน้า
อยู่ดีๆ นังสารเลวนี่จะพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยเหตุใดกัน
เหตุใดจึงใจร้ายได้ถึงเพียงนี้
หร่วนหมิงจือสีหน้าซีดและเศร้าหมอง แต่ที่ริมฝีปากของนางกลับยังมีรอยยิ้ม นางจ้องมองไปที่นางจ้าวพร้อมพูดอย่างสุขุมและนุ่มนวลว่า “หลานสาวของท่านได้ยินมาว่าเกาซิ่วฉายท่านเป็นคนมีความสามารถมาก ในช่วงหลายปีมานี้มีบัณฑิต เพียงแค่ไม่กี่คน และเขาก็เป็นหนึ่งในนั้นได้เจ้าค่ะ แต่เกาซิ่วฉายเขาเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกคนอันธพาล เขารักในความถูกต้องเสมอ
ข้าพอจะรู้มาว่า จ้าวหยวนวั่ยขอร้องให้เขารับลูกสาวไปเป็นอนุ แต่เพราะว่าการมีภรรยาสองคนมันผิดคุณธรรม เขาถึงกับปฏิเสธแบบไม่ชายตามองนางเลยสักนิด! …ถ้าหากเกาซิ่วฉายเกิดรู้ว่า…” หร่วนหมิงจือพูดพลางชี้ไปที่แผลอันน่าสยดสยองบนหัวของนาง และยิ้มกว้างขึ้น
“จางเกอเอ๋อร์ ผลักลูกพี่ลูกน้องที่กำพร้าบิดามารดาของตัวเองตกจากภูเขาเกือบตาย ท่านย่าคิดว่าเกาซิ่วฉายยังจะรับเขาเป็นลูกศิษย์อยู่หรือไม่เล่าเจ้าคะ ”
“นี่เจ้ากล้าทำลายอนาคตของจางเกอเอ๋อร์อย่างนั้นรึ!” นางจ้าวโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ อดไม่ได้ที่จะทุบตีหร่วนหมิงจือให้ตายไปตรงหน้า
หร่วนหมิงจือยิ้มขึ้นช้าๆ อย่างไม่กระวนกระวายใจ “ข้าจะกล้าหรือไม่ ท่านจะลองดูไหมเล่าเจ้าคะ ”
จู่ๆ ม่านที่ประตูห้องก็ถูกเปิดออกด้วยสตรีที่มีใบหน้าดุ โหนกแก้มสูง เสียงดังรีบตะโกนออกมา “ท่านแม่เจ้าคะ!”
นางจ้าวหันไปมองนาง “ทำไมเจ้าไม่อยู่ดูแลจางเกอเอ๋อร์ในห้อง ออกมาทำไม!”
หร่วนหมิงจือจำนางได้ นางคือนางเหมาซื่อ มารดาของจางเกอร์เอ๋อร์
นางเหมาซื่อมองมาที่หร่วนหมิงจือด้วยสายตาอาฆาตแค้น หร่วนหมิงจือยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เงินก้อนนั้น คืนนังเด็กนี่ไปเถิดเจ้าค่ะ” นางเหมาซื่อพูดด้วยวาจาและท่าทางรังเกียจเหลือแสน
“จางเกอเอ๋อร์ เขาเป็นคนรักพี่รักน้องมาแต่ไหนแต่ไร เขาไม่คิดเอาความกับเรื่องเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ”
นางมองหร่วนหมิงจือด้วยสายตาดูถูกพร้อมกล่าว “ใช่ไหมเล่า นังเด็กน้อย”
หร่วนหมิงจือทราบดีว่านี่ก็คือค่าปิดปากของตัวเองนั่นเอง นางยิ้มรับและพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
นางจ้าวโกรธจนตัวสั่น เดินเข้าไปหยิบเงินมาจำนวนหนึ่ง และฟาดมันลงไปบนร่างน้อยๆ ของหร่วนหมิงจือ พลางชี้ไปที่ประตูไม้หน้าบ้าน “รีบพาน้องสาวบ้าใบ้ของเจ้าออกไปจากบ้านนี้เสีย!”
หร่วนหมิงจือกำเงินด้วยมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งก็จูงมือน้องสาวเดินออกมา โดยที่ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมองที่บ้านหลังนั้น
โชคดีที่หร่วนหมิงจือยังจำทางไปบ้านเก่าที่เคยอยู่ได้ ถึงจะไกลจากที่นี่พอควร แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางหลงทาง
ถนนหนทางที่หมู่บ้านนี้คดเคี้ยวเลี้ยวลด หร่วนหมิงจือจูงมือน้องสาวเดินฝ่าฟันอุปสรรคดินฟ้าอากาศมากมายจนมาเจอกับบ้านที่ทรุดโทรมหลังหนึ่ง
บ้านหลังนี้ก่อด้วยดินเหนียวผสมกับฟาง เก่าเสียจนเหมือนว่าไร้คนซ่อมแซมดูแลมาแรมปี บางที่ก็ทรุดโทรมเสียหาย บริเวณกว้างขวางที่เอาไว้สำหรับปลูกพืชผักก็ขึ้นเต็มไปด้วยวัชพืชต่างๆ นานา ส่วนตัวรั้วของบ้านก็ผุพังเสียจนเกือบหมด
หร่วนหมิงจือผลักประตูออก พร้อมกับจูงมือหร่วนหมิงเหยียนเข้าไปในบ้าน
เสียงฟ้าร้องดังครื่น กึกก้องไปทั่วผืนฟ้า
หร่วนหมิงจือพาหร่วนหมิงเหยียนเข้าไปในห้องนอน ห้องนั้นว่างเปล่า มีเพียงแต่ตู้รองเท้าเตี้ยๆ ผุพังที่มีเสื้อผ้าเก่าๆ วางพาดอยู่ด้านบน ข้างหน้าต่างมีเตียงที่ก่อด้วยดินอยู่อีกหลังหนึ่ง แต่บนนั้นไม่มีเครื่องนอนอยู่ เหลือแค่เพียงเศษฟางบางๆ ปูอยู่ชั้นเดียวเท่านั้น
ที่บริเวณกำแพงของหัวเตียงผุพังออกเป็นรูโหว่ หร่วนหมิงจือไม่ได้หวาดกลัว นางคิดว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องรับมือกับบ้านสกุลหร่วนให้ได้ นางพูดกับหร่วนหมิงเหยียนอย่างอ่อนแรง “ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะนอนหลับแค่ครู่เดียว” ไม่สนใจฝุ่นหนาที่เกาะอยู่บนเตียงแม้แต่น้อย พลางทิ้งตัวลงนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ข้างนอกหน้าต่างมีแสงสว่างจ้าจากพายุฝนและฟ้าร้อง
ที่บ้านสกุลหร่วน
นางจ้าวนั่งอยู่บนเตียงที่ติดกับหน้าต่าง พลางขบคิดว่าเงินที่ให้หร่วนหมิงจือไปมันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียดจนต้องกัดฟันกรอด
เจ้าสามของบ้านสกุลหร่วน นำน้ำชาใส่แก้วดินเผาที่เคลือบอย่างสวยงาม ไปวางบนมือของนางจ้าวพร้อมกล่าว “ท่านแม่ขอรับ ข้างนอกฝนตกหนักมาก ในบ้านก็ร้อนอบอ้าว ท่านดื่มน้ำชาสักหน่อยเถอะขอรับ อย่าได้หงุดหงิดกับพวกคนอกตัญญูเลย พวกมันไม่คุ้มค่าที่จะทำให้ท่านต้องหัวเสียหรอกขอรับ” เขามักจะใช้คำพูดหวาน ๆ ปลอบใจนางจ้าวจนติดเป็นนิสัย แต่ครั้งนี้ กลับไปพูดสะกิดใจนางจ้าวเข้าให้แล้ว “นังเด็กนั่น นับแล้วนับอีกอายุนางก็น่าจะไม่เกินสิบเอ็ดขวบ เหอะ! จะไปทำอะไรได้! น้องสาวเป็นใบ้ก็พึ่งจะห้าขวบ บ้านเก่าของพวกมันก็ไม่มีอะไรเหลือแล้วทั้งของกินของใช้ เงินที่พวกมันเอาไปจะอยู่ได้สักกี่วันกันเชียว อีกไม่นานพวกมันก็ต้องตาย!”
นางจ้าวคิดไปคิดมา ก็ยังหยุดเสียดายเงินที่เสียให้หร่วนหมิงจือไปไม่ได้ “นังเด็กนั่นมันกล้าดีอย่างไรเอาจางเกอเอ๋อร์มาขู่ข้า”
ทันใดนั้น เสียงร้องโวยวายของเฉิงจางก็ดังขึ้น เขาโหวกเหวกเสียงดังเพราะอยากกินซุปไก่ แต่ไม่ว่านางเหมาซื่อจะเอาใจอย่างไรเฉิงจางก็ยังไม่ฟังเลย เสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่น ยังกลบเสียงร้องโวยวายของเขาไม่ได้ นางจ้าวตำหนินางเหมาซื่อว่าลูกคนเดียวยังเลี้ยงดูให้ดีไม่ได้ แล้วรีบวิ่งไปโอ๋เฉิงจางอย่างรีบร้อน
เจ้าสามของสกุลหร่วน เบะปาก นึกเสียดายเงินที่ให้กับสองนางนั่นไป ดวงตาเล็กคมเหมือนตาของกระต่าย ปรากฏเพียงแต่ความว่างเปล่า
…
วันต่อมา หร่วนหมิงจือถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงโหวกเหวกที่ดังมาจากข้างนอก
นางตื่นขึ้นพร้อมกับความเจ็บปวดที่แผลบนหัว สวมรองเท้าที่ขาดเป็นรูโหว่จนเห็นนิ้วเท้าโผล่ออกมาผลักประตูที่ทรุดโทรมออกไป
ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้ากลับมาสดใสตามเคย หร่วนหมิงจือเดินตามเสียงดังนั้นไปจนถึงรั้วบ้าน ก็พบว่ามีเด็กๆ สามสี่คนกำลังปีนอยู่บนรั้วและขว้างก้อนดินเหนียวใส่หร่วนหมิงเหยียน พร้อมกล่าวคำด่าทออย่างสนุกสนาน
“พวกเจ้าสองคนมันเป็นตัวซวย!”
“ตัวซวย!”
“นังใบ้! เจ้าโดนท่านย่าไล่ออกจากบ้านไม่ใช่หรือ เปล่งเสียงร้องไห้ออกมาสิ!”
“ร้องออกมาเร็วๆ สิ!”
หร่วนหมิงเหยียนนั่งยองๆ อยู่อย่างนั้น มือหนึ่งกุมที่หัว อีกมือหนึ่งกอดสิ่งของที่กำไว้อยู่ตรงอกแน่น ปล่อยให้ก้อนดินเหนียวกระทบลงบนร่างกายเล็กๆไม่หยุด
หร่วนหมิงจือโมโหเดือด “พอได้แล้ว!”
พวกเด็กๆ มอเห็นหร่วนหมิงจือออกมา แทนที่จะกลัวแต่กลับหัวเราะชอบใจพร้อมปั้นดินเหนียวผสมกับสิ่งของต่างๆ ปาลงไปที่นาง
“เจ้ามันนังตัวซวย!”
เหตุใดจึงต้องรังแกกันถึงเพียงนี้
หร่วนหมิงจือหรี่ตามอง เห็นว่ามีชาวบ้านแถวนั้นชะโงกหัวออกมาดูกันใหญ่ เลยจงใจตะโกนออกไปว่า “หยุดขว้างได้แล้ว! มันเจ็บนะ!”
พร้อมกับพุ่งตัวไปที่รั้วนั่นอย่างแรง และ ‘ไม่ทันระวัง’ ถีบเข้าไปอย่างจัง
รั้วที่ทรุดโทรมอยู่แล้ว ทั้งยังเจอมรสุมพายุจากเมื่อคืน แถมยังมีเด็กผู้ชายขึ้นปีนป่ายเสียจนโยกเยก รวมด้วยแรงผลักของหร่วนหมิงจือ ทำให้รั้วไม้นั้นล้มลงมาอย่างจัง! ดินน้ำโคลนเซ็นกระจายออกไปทั่ว
พวกเด็กๆ ที่ปีนอยู่บนรั้วล้มลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เนื้อตัวเลอะเต็มไปด้วยโคลน เสื้อผ้าถูกลวดหนามและกิ่งไม้เกี่ยวจนขาดหลุดลุ่ย เจ็บจนวิ่งร้องไห้หนีกันไป
หร่วนหมิงจือไม่ได้สนใจพวกเด็กเกเรนั่นเลย รีบพยุงตัวหร่วนหมิงเหยียนขึ้นมาด้วยความสงสาร “เจ้าเจ็บที่ใดบ้าง ”
หร่วนหมิงเหยียนเงยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนขึ้น ดวงตาของนางนั้นยังคงเป็นประกาย ถึงแม้มันจะยังแดงอยู่บ้าง แต่นางก็ยิ้มให้กับหร่วนหมิงจือ
พร้อมยัดสิ่งของบางอย่างที่หามาได้ ลงในมือของหร่วนหมิงจือด้วยสีหน้าดีใจ
หร่วนหมิงจือมองมันดีๆ จึงเห็นว่าแม่นางน้อยไปหาถั่วมาจากที่ไหนไม่รู้มาได้หนึ่งกำมือ
บนถั่วยังเปื้อนดินโคลนอยู่เลย ดูเหมือนว่าเพิ่งขุดมันออกมาจากดิน
เจ้าเด็กโง่คนนี้กลับส่งมันทั้งหมดให้กับหร่วนหมิงจือโดยไม่เก็บไว้ให้ตัวเองสักเม็ด!
จมูกของหร่วนหมิงจือรู้สึกแสบเล็กน้อย นางยื่นมือออกไปเช็ดโคลนที่เลอะอยู่บนหน้าของหร่วนหมิงเหยียน
แล้วหร่วนหมิงจือก็เหลือบไปเห็นบ่อน้ำที่บริเวณนั้น ถึงมันจะโดนหญ้าปิดบังไปเกือบครึ่ง แต่มันก็ยังใช้การได้อยู่ แต่ทว่านางกลับไม่มีแม้กระทั่งถังตักหรือเชือกผูก ไม่มีวิธีใดที่จะตักน้ำขึ้นมาได้เลย
หร่วนหมิงจือไม่ได้รีบร้อนจะชำระล้างคราบดินเท่าใดนัก นางนำถั่วลิสงที่น้องสาวหามาได้ แบ่งกันกินคนละครึ่งและนั่งรอด้วยเนื้อตัวที่สกปรก
และแล้วก็เป็นไปตามคาด เวลาผ่านไปไม่นาน เหล่าบรรดามารดาของพวกเด็กเกเรที่วิ่งหนีไป ก็จูงมือพวกเขากลับมาด้วยท่าทางโกรธแค้น มารดาของเด็กชายสกุลหวังแสยะยิ้มพราวกล่าว “นี่นังหนูสกุลหร่วน! ทำไมจิตใจจึงโหดเหี้ยมเช่นนี้ เจ้ามาทำให้ลูกข้าล้มบาดเจ็บ เสื้อผ้าก็ขาดหลุดลุ่ยไปหมด ไหนพูดมาสิ นี่มันเรื่องอันใดกัน”
ด้วยความที่ช่วงนี้เป็นฤดูฝน ที่ดินเปียกชื้นไปหมด พื้นผักปลูกไม่ขึ้น ทำให้ชาวบ้านว่างงานกันเสียหมด
เมื่อเห็นมีเรื่องโหวกเหวกเช่นนี้ ก็พากันมาดูอย่างไม่หยุดสาย
หวังซื่อยิ่งเห็นยิ่งได้ใจ จูงมือลูกชายไปให้ชาวบ้านทั้งหลายตัดสิน ขึ้นเสียงตะโกนว่า “เสื้อผ้าพวกนี้มีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น บ้านข้าประหยัดมัธยัสถ์เพื่อให้ลูกหลานได้ใส่เสื้อผ้าดี ๆ ลูกข้าล้มน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เขาเป็นเด็กแข็งแรง แต่เสื้อผ้าดี ๆ พวกนี้เล่า เจ้าจะชดใช้อย่างไร!”
พวกชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยกับนาง
หวังซื่อมองมาทางหร่วนหมิงจือด้วยสีหน้าเยาะเย้ย
นัยน์ตาเต็มไปด้วยความโอหัง นางยื่นมือไปทางหร่วนหมิงจือ “แหม นังหนูหร่วนหมิงจือ อย่าหาว่าข้ารังแกเจ้าเลยนะ ทุกคนก็ต้องทำมาหากิน เสื้อผ้าที่ขาดพวกนี้ก็ใช่ว่าจะน้อย เจ้าไม่ต้องใช้คืนข้ามากมายหรอก ข้าเอาแค่สามสิบอีแปะ!”
คนอื่นๆ ก็มาเรียกร้องค่าเสียหายไปตามๆ กัน เรียกสิบห้าอีแปะบ้าง ยี่สิบอีแปะบ้าง โวยวายกันดังสนั่น
หร่วนหมิงจือไม่มีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจ นางยกมือขึ้นมาประกบกันทำท่าทางเหมือนขออนุญาตที่จะกล่าวบางอย่าง “ลุงป้าน้าอาทุกท่าน ข้าขอพูดอะไรสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ”
สภาพของหร่วนหมิงจือแลดูช่างน่าเวทนาเสียเหลือเกิน เลือดที่หัวและดินโคลนที่เปรอะเปื้อนบนร่างกายกับเสื้อผ้าที่ขาดแหว่งยิ่งทำให้นางดูแย่ลงไปอีก พวกคนที่มาเรียกร้องเริ่มไม่พอใจ รีบพูดขึ้นว่า “เจ้าก็เอาแต่พูดนั่นแหละ!”
“ยังมีอะไรให้ต้องพูดอีกหรือ รีบชดใช้มาเสียเถอะ!” หวังซื่อพูดอย่างไม่สบอารมณ์
ท่ามกลางคนที่มามุงดูเหตุการณ์อยู่ มีสตรีนางหนึ่งแซ่เกา เป็นคนกล้าได้กล้าเสียมาแต่ไหนแต่ไร นางจ้องไปที่หวังซื่อและพูดขึ้นว่า
“แหม เจ้าจะรีบร้อนอะไรนักหนา ให้เด็กนางพูดสักหน่อยก็ไม่ได้ จะอันธพาลไปแล้ว หร่วนหมิงจือนางไม่ใช่เด็กชอบหาเรื่องใส่ตัว ข้าว่านางคงมีความในใจจะพูดนะ!”
หวังซื่อโกรธจนต้องกัดฟันกรอด ฟังดูแล้วที่เกาซื่อพูดมันคือการถากถางกันซึ่งๆ หน้าชัดๆ !
หร่วนหมิงจือ มองไปที่เกาซื่อและยกมือขึ้นทำท่าขอบคุณ “ขอบคุณอาสะใภ้ที่พูดอย่างชอบธรรมและตรงไปตรงมาเจ้าค่ะ”
เมื่อเกาซื่อเห็นว่านางเพิ่งจะพูดไม่กี่คำ เด็กน้อยก็ขอบคุณนางอย่างจริงใจ นางจึงยิ้มและตอบกลับว่า “พูดมาเถอะนังหนู ทุกคนควรจะว่ากันไปตามเหตุผล ไม่ใช่เอาแต่ฟังความข้างเดียว”
ประโยคนี้ทำให้ทุกคนเปลี่ยนใจ ต่างก็คิดว่าตนเองเป็นคนว่าไปตามเหตุตามผล และทยอยกันพยักหน้าเห็นด้วย
ท่านอาสะใภ้ผู้นี้ช่างเป็นคนดีเหลือเกิน ข้าจะต้องหาโอกาสตอบแทนนางในสักวัน หร่วนหมิงจือคิดในใจพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าหดหู่และท่าทางน่าสงสาร “ลุงป้าน้าอาทุกท่านโปรดพิจารณาดูเถิด ข้ากับน้องสาวเพิ่งจะมาถึงที่นี่เมื่อคืน ข้าจะไปหาเรื่องพวกเขาได้อย่างไรกัน แต่ข้าไม่ทราบว่าเหตุใดพวกเขาจึงได้เอาดินมาปาใส่น้องสาวของข้า…”
หวังซื่อสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก รีบย้อนถาม “เด็กพวกนี้มันขี้เล่นขี้ซน พวกเขาก็แค่อยากจะมาเล่นกับพวกเจ้าเท่านั้นแหละ”
หร่วนหมิงจือชี้ไปที่ก้อนดินเหนียวที่ตกอยู่บนพื้น เห็นได้ชัดว่ามันถูกปั้นมาพร้อมกับก้อนหินและกรวด “ท่านอาสะใภ้หวัง ปั้นดินผสมกับก้อนหินเช่นนี้ ท่านเรียกว่ามาเล่นกับพวกข้าหรือเจ้าคะ!”
ผู้คนต่างมองกันไปที่ดินโคลน และพบว่ามันคือเรื่องจริง มีก้อนหินผสมอยู่เต็มไปหมด !
ครั้งนี้พวกเขาเริ่มเห็นด้วยกับหร่วนหมิงจือขึ้นมาแล้ว
ขว้างดินโคลนกับขว้างก้อนหินมันต่างกันโดยสิ้นเชิง
แถมพวกนางสองคนก็ผอมแห้งแรงน้อย ไม่เคยก่อเรื่องก่อราวมาก่อน ปกติก็ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน เหตุใดเด็กพวกนี้จึงรังแกนางอย่างหนักเช่นนี้เล่า
ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองดูอยู่ หวังซื่อหน้าดำคร่ำเครียด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก รีบดึงลูกชายมาตีลงไปที่กลางหลังพลางกล่าว “เจ้านี่มันเล่นไม่รู้ความเสียเลย!”
ท่าทางการตีของนางดูเหมือนจะลงแรงหนักเอาการ แต่ที่จริงแล้วนางแค่ตีเบาๆ เพื่อแก้ผ้าเอาหน้ารอดก็เท่านั้น
ผู้คนต่างพากันมองด้วยสายตาดูถูก
หวังซื่อคิดว่าตัวเองได้ตีลงโทษลูกชายแล้ว จึงหันกลับมาพูดกับหร่วนหมิงจือว่า “เอาล่ะๆ ลูกชายข้าเล่นไม่รู้เรื่อง ข้าก็ลงโทษให้แล้ว แต่พวกเสื้อผ้าที่ขาดนี่จะว่าอย่างไรกันเล่า”
ดูการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบนี่สิ เหอะ!
หร่วนหมิงจือชี้นิ้วไปที่เศษรั้วที่พังทลายลงมา และกล่าวด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยน “พูดถึงเรื่องรั้ว ข้าก็อยากจะบอกกับท่านอาสะใภ้เรื่องนี้เช่นกัน เด็กพวกนี้ขึ้นไปปีนบนรั้วของบ้านข้า แถมเอายังก้อนดินมาปาใส่ข้ากับน้องสาว หากพวกเขาดันพลาดหล่นลงมาเองยังไม่เท่าไหร่ แต่นี่ทำให้รั้วบ้านข้าพังไปด้วย ท่านอาสะใภ้ ท่านเพิ่งจะพูดว่า ท่านเป็นคนมีเหตุผล รั้วที่พวกเขาทำพังนี่ท่านจะว่าอย่างไรกันเล่าเจ้าคะ เห็นทีอาสะใภ้หวังคงจะต้องชดใช้ให้ข้าแล้วกระมัง ”
หวังซื่อตอบด้วยทีท่ากระอักกระอ่วน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของฝูงชนที่มามองดู
นางพูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก “ก็ ก็ที่ดินผืนนี้ปล่อยให้รกร้างมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว จะสร้างรั้วใหม่ไปใยกัน ” พร้อมกล่าวตามด้วยความโกรธ “นังหนูบ้านสกุลหร่วนนี่ ยังมีหน้ามาพูดให้ข้าชดใช้อีก”
หร่วนหมิงจือยิ้มขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
นางอดทนอยู่นาน แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว
หญิงสาวจำเป็นต้องเปิดเผยเรื่องที่นางและหร่วนหมิงเหยียนเจอมาที่บ้านสกุลหร่วนให้กับทุกคนได้รับรู้
หร่วนหมิงจือเม้มริมฝีปากเล็กน้อยและยื่นมือน้อยๆ ไปจับที่เส้นผมบริเวณหลังใบหูขึ้น พร้อมโยกคอไปมาเล็กน้อย ท่าทางของนางดูไม่อยากจะเอ่ยปาก และเหมือน ‘ไม่ได้ตั้งใจ’ ที่จะเปิดแผลอันน่ากลัวออกมาให้ทุกคนเห็น “…ท่านอาสะใภ้หวังคงไม่ทราบ ข้ากับน้องสาวกลับมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว และต่อไปก็จะปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่กลับไปบ้านท่านปู่ท่านย่าแล้วเจ้าค่ะ”
บาดแผลที่เลอะไปด้วยดินโคลน แม้จะมองจากที่ไกลๆ ก็เห็นว่ามันน่าสยดสยองพอจะทำให้ผู้คนที่มองดูตกใจกันถ้วนหน้า
หวังซื่อเห็นแล้วถึงกับสะดุ้ง แต่เมื่อนางตั้งสติมองอีกที พบว่าบาดแผลนั้นไม่ใช่แผลใหม่ คงไม่ได้เป็นเพราะลูกชายตัวแสบ นางถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ด้วยความที่กลัวคนอื่นจะเข้าใจผิด นางจึงรีบตะโกนถาม “…หัวเจ้าไปโดนอะไรมา แผลนั่นแห้งหมดแล้ว แสดงว่าลูกชายข้าไม่ได้เป็นคนทำนะ!”
หร่วนหมิงจือแกล้งทำเป็นปล่อยผมอย่างลนลานและหวาดกลัว ถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า “ไม่เป็นไรมากหรอกเจ้าค่ะ ข้ากับน้องสาวไม่ระวังตัวเลยพลาดล้มหัวแตก…เอาเป็นว่า ข้ากับน้องสาวจะย้ายออกมาอยู่ที่นี่กันสองคน รั้วบ้านจำเป็นต่อพวกข้ามาก ท่านอาสะใภ้ทุกท่านโปรดช่วยซ่อมให้ข้าโดยเร็วด้วยเจ้าค่ะ”
ยิ่งนางพยายามปิดบังเรื่องราวมากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งอยากรู้มากเท่านั้น ไม่วันใดก็วันหนึ่งข่าวนี้ต้องถูกเล่าต่อๆ กันไปอย่างแน่นอน!
ตอนที่เราสองพี่น้องถูกไล่ออกมาจากบ้านสกุลหร่วน นอกจากพวกคนในบ้าน ยังมีคนอื่นอยู่ในเหตุการณ์นี่นา
และถึงคนอื่นจะไม่พูด ยังไงท่านย่าซ่งสามก็ต้องพูดอยู่ดี
เมื่อถึงเวลาเรื่องที่นางโดนหร่วนเฉิงจางผลักตกจากภูเขา เรื่องที่นางจ้าวไล่นางออกจากบ้าน ก็จะถูกพูดต่อกันไปทั่วโดยที่ตัวเองไม่ต้องพูดเลยด้วยซ้ำ
ถึงตอนนั้นถ้านางจ้าวเอาเรื่องนี้มาขู่นางอีกล่ะก็!
หร่วนหมิงจือกลอกตามองต่ำและแสยะยิ้ม
งั้นเรื่องที่นางรับเงิน ‘ค่าปิดปาก’ มาจากนางจ้าว
จะมีคนอื่นพูดต่อๆ กันไป มันก็อยู่เหนือการควบคุมของนางเช่นกัน!
คนบ้านสกุลหร่วนคิดว่าเรื่องนี้มันจะจบแล้วอย่างนั้นหรือ รอวันที่เรื่องมันแพร่กระจายออกไปแล้วกัน!