โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Marriage Privatization : การแต่งงานที่รัฐไม่มีสิทธิมาจุ้นจ้าน

The MATTER

เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 03.29 น. • Thinkers

ย่างเข้าปีที่สี่หลังจากที่ผมกับคนรักเปลี่ยนสถานะสู่สามีภรรยา ผมยังจำได้ดีถึงงานแต่งงานขนาดกะทัดรัด จัดขึ้นอย่างง่ายๆ โดยเชิญเฉพาะญาติใกล้ชิด เป็นหนึ่งในวันที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต แต่การตัดสินใจครั้งนั้นยังทำให้ผมรับรู้ด้วยตนเองว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องของคนสองคน ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะญาติสนิทมิตรสหาย แต่ยังเกี่ยวพันกับ ‘รัฐบาล’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการให้ชีวิตคู่ของเราสองคนถูกกฎหมาย

การแต่งงานจึงเป็นสัญญาสามทางระหว่างคนสองคนกับรัฐบาล อ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยนะครับว่าทำไมรัฐจะต้องมาจุ้นจ้านชีวิตส่วนตัวของประชาชน นอกจากจะมากำหนดเงื่อนไขว่าใครแต่งงานกับใครได้แล้ว ยังมาบังคับไปจดแจ้งให้รัฐอนุมัติเสียก่อนจึงจะเป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย แถมในกรณีที่เลิกราก็ยังต้องไปจบเรื่องที่หน่วยงานรัฐซึ่งมีการกำหนดไว้เสร็จสรรพว่าจะแบ่งสมบัติการอย่างไร และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม จะมีเหตุผลใดบ้างที่สามารถฟ้องร้องให้ศาลมีคำสั่งบังคับคนเคยรักให้แยกทางกันได้

คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่ารัฐและศาลทำตัวไม่ต่างจาก ‘คุณพ่อรู้ดี’ ในเรื่องการแต่งงาน คอยกำหนดระเบียบวิธีว่าคนจะรักหรือจะเลิกกันต้องทำอย่างไร นับวันกฎเกณฑ์ดังกล่าวจะยิ่งล้าสมัยและตามไม่ทันกับรสนิยมทางเพศที่เปิดกว้างและหลากหลายยิ่งขึ้น กลายเป็นกฎหมายกีดกันสิทธิและสวัสดิการของคู่รักซึ่งไม่ได้เข้ากรอบตามที่กฎหมายกำหนดโดยปริยาย

ย้อนอ่านประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 5 ว่าด้วยเรื่องครอบครัวที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 40 ปีก็จะเห็นวิธีคิดที่เชยแสนเชย ตั้งแต่คนรักจะต้องเป็นชายกับหญิง ฝ่ายชายต้องรับผิดชอบของหมั้นและสินสอดแก่ครอบครัวฝ่ายหญิง ทั้งที่ในปัจจุบันโลกหมุนไปสู่การรณรงค์ให้ชายหญิงเท่าเทียมกันและความรักไม่ถูกจำกัดโดยเพศสภาพ นำไปสู่คำถามที่ว่าทำไมประชาชนถึงต้องถูกลิดรอนสิทธิในการเลือกคู่ครองให้เป็นไปตามที่ ‘รัฐ’ อนุญาตเท่านั้น

หลายเสียงเสนอว่าเราควรแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยและเปิดกว้างยิ่งขึ้น แต่ผมขอเสนออีกทางเลือกหนึ่งคือการเปิดเสรีการแต่งงานให้เป็นเรื่องของประชาชนโดยที่รัฐไม่มีความจำเป็นต้องเข้ามายุ่มย่าม หรือแนวคิดที่ชื่อว่า การเปลี่ยนการแต่งงานให้เป็นเรื่องของภาคเอกชน (marriage privatization)

ค่านิยมใหม่ในเรื่องการแต่งงาน

สถาบันการแต่งงานเคยมีความสำคัญอย่างยิ่งในอดีตเพราะไม่ต่างกับเป็น ‘ใบอนุญาตโดยรัฐ’ สำหรับให้คู่รักสามารถมีเซ็กซ์และเลี้ยงดูบุตรได้อย่าง ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ พร้อมทั้งสามารถอยู่ใต้ชายคาเดียวกันได้โดยไม่ถูกป่าวประณาม นับเป็นแนวคิดที่แสนจะล้าสมัยเพราะในปัจจุบันการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ต้องแต่งงานถือเป็นเรื่องแสนสามัญธรรมดา การเลี้ยงดูบุตรโดยไม่ต้องจดทะเบียนสมรสก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร

อีกหนึ่งสาเหตุที่รัฐต้องเข้ามากำกับดูแลเรื่องการแต่งงาน คือ การป้องกันไม่ให้สถาบันครอบครัวแตกสลายผ่านกระบวนการหย่าร้างที่ยุ่งยากน่าเหนื่อยหน่าย แน่นอนครับว่ากุศโลบายดังกล่าวอาจสอดคล้องกับปัญหาในการควบคุมตัวเอง (self-control problem) ของหลายคนที่มักใช้อารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ และพร้อมจะเลิกราทันทีที่อีกฝ่ายเริ่มพูดจาไม่เข้าหู

การแต่งงานจึงการันตีว่าสถาบันครอบครัวจะมีเสถียรภาพได้ในระดับหนึ่ง เพราะขั้นตอนของข้าราชการที่เชื่องช้าเอื่อยเฉื่อยจะทำให้คู่รักที่ตัดสินใจเลิกราคิดทบทวนใหม่ถึงวันเวลาอันหวานชื่นและเปลี่ยนใจกลับมาคืนดีอีกครั้ง การศึกษาพบว่าครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้ายังดีต่อการเลี้ยงดูเด็กๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ดีกลยุทธ์ดังกล่าวดูจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สังเกตได้จากอัตราการหย่าร้างที่สูงลิ่วทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ในปี พ.ศ.2560 พบว่าคู่สมรสเกือบครึ่งหนึ่งตัดสินใจแยกทางโดยในแต่ละวันมีคนมาจดทะเบียนหย่าร้างเฉลี่ย 333 คู่

การสมรสในปัจจุบันแทบจะสิ้นไร้ความศักดิ์สิทธิ์ดั่งเช่นอดีต คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศมองว่าการจดทะเบียนสมรสไม่มีความจำเป็น เช่นผู้หญิงชาวฝรั่งเศสอายุ 30- 34 ปีเพียง 43 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่แต่งงาน นับว่าลดลงอย่างน่าใจหายหากเทียบกับเมื่อราวห้าทศวรรษก่อนที่ผู้หญิงในวัยเดียวกันกว่า 87 เปอร์เซ็นต์ได้เข้าพิธีวิวาห์

อีกหนึ่งมุมมองที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือความคิดที่ว่าเราเป็นพ่อแม่คนได้แม้ไม่ต้องผูกพันกันผ่านการสมรส เช่นคุณแม่ชาวอเมริกันของเด็กที่เกิดในปี พ.ศ.2558 ราว 2 ใน 3 ไม่ได้แต่งงาน ส่วนในประเทศฝรั่งเศสสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 59 เปอร์เซ็นต์ โคลัมเบียอยู่ที่ 84 เปอร์เซ็นต์ วัยรุ่นชาวอังกฤษกว่า 79 เปอร์เซ็นต์ก็มองว่าคนที่จะมีลูกด้วยกันไม่เห็นจำเป็นจะต้องแต่งงานกัน

สัญญาณการถดถอยของสถาบันการแต่งงานสะท้อนให้เห็นว่าการเข้ามาจุ้นจ้านเรื่องของคนสองคนโดยรัฐเป็นแนวคิดที่ล้าสมัยและไม่มีความจำเป็น การแต่งงานจึงควรเป็นเรื่องของคนสองคนในการออกแบบความสัมพันธ์ โดยรัฐควรทำหน้าที่เพียงออกกฎ ‘ทั่วไป’ เพื่อปกป้องทั้งสองฝ่ายที่ทำสัญญาว่าจะใช้ชีวิตคู่ รวมถึงคุ้มครองดูแลเด็กๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการที่รัฐเข้ามากำกับการแต่งงานตั้งแต่ต้น

สัญญาระหว่างคนสองคน

เดวิด โบอาส (David Boaz) นักคิดฝั่งเสรีนิยมชาวอเมริกันนับเป็นคนแรกๆ ที่เสนอแนวคิดการแต่งงานโดยภาคเอกชนในห้วงเวลาที่ข้อถกเถียงเรื่องการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันกำลังเข้มข้นในสหรัฐอเมริกา เขาเสนอว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามายุ่ง เพราะนี่คือสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่จะตัดสินใจสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนอีกคนหนึ่งเช่นเดียวกับ ริชาร์ด เธเลอร์ (Richard Thaler) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และ แคส ซันสไตน์ (Cass Sunstein) ที่มองว่าการสมรสควรเป็นเรื่องของเอกชน และการกำกับดูแลสถาบันครอบครัวโดยรัฐในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เกินจำเป็น

เป้าหมายของการเปลี่ยนการแต่งงานให้เป็นเรื่องของภาคเอกชนคือการทำให้การแต่งงานไม่ต่างจากสัญญาทั่วไปที่เนื้อหา รายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ สามารถกำหนดกันขึ้นมาเองระหว่างสองฝ่าย หากคู่สามีภรรยาต้องการครอบครัวแบบที่คุ้นเคยก็สามารถตั้งเงื่อนไขแบ่งหน้าที่ให้ฝ่ายชายหารายได้ ฝ่ายหญิงทำงานบ้าน แต่หากแยกทางก็ต้องมีการจ่ายค่าดูแลและแบ่งสินทรัพย์ระหว่างสมรสให้ฝ่ายหญิงซึ่งถือเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หรือหากคู่รักตกลงปลงใจว่าไม่ต้องการให้สินทรัพย์มาปะปนกัน เพียงจะร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ย่อมได้ โดยรัฐเพียงดูแลไม่ให้ฝ่ายใดถูกเอาเปรียบหรือถูกหลอกลวง

จะว่าไปก็คงคล้ายกับการทำสัญญากู้ยืมเงินที่รัฐให้อิสระในการกำหนดเงินต้น เงินงวด ระยะเวลาในการผ่อน รวมถึงอัตราดอกเบี้ย ส่วนหน้าที่ของรัฐมีเพียงกำกับดูแลไม่ให้ดอกเบี้ยดังกล่าวเกินเพดานตามกฎหมาย คุ้มครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ลงชื่อโดยเข้าใจผิดในสาระสำคัญ รวมถึงคอยคุ้มครองในกรณีที่สัญญาดังกล่าวขัดต่อกฎหมายฉบับอื่น

เมื่ออำนาจในการออกแบบการแต่งงานถูกถ่ายโอนไปยังเอกชน แน่นอนว่าความสัมพันธ์ที่ชื่อว่าการแต่งงานยอมผลิบานแตกกิ่งก้านเป็นสารพัดรูปแบบ บ้างอาจเป็นคู่รัก LGBTQ+ บ้างอาจยอมรับความสัมพันธ์แบบพหุรัก บ้างต้องการแต่งงานกับสิ่งของหรือสัตว์เลี้ยง ความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่รัฐจะต้องกังวล ทั้งนี้รัฐอาจอำนวยความสะดวกโดยการทำ ‘สัญญามาตรฐาน’ เป็นทางเลือกตั้งต้นพร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดง่ายๆ ทางอินเทอร์เน็ตสำหรับคู่รักสามัญธรรมดาที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะซุกซ่อนเงื่อนไขแปลกแปร่งไว้ในรายละเอียด

ในเมื่อรัฐธรรมนูญไทยเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ผู้เขียนจึงไม่เห็นความจำเป็นของรัฐที่จะมากำหนด ‘สูตรสำเร็จ’ ในความสัมพันธ์ของประชาชนผ่านกฎหมายการแต่งงานซึ่งนับวันจะด้อยความสำคัญและไม่ตอบโจทย์การสร้างเสถียรภาพของครอบครัวอีกต่อไป และในขณะเดียวกันก็ล้าสมัยโดยจำกัดสิทธิผู้รสนิยมทางเพศที่แตกต่างจากสูตรสำเร็จดังกล่าว

สำหรับใครที่มองว่าการเปิดเสรีอาจดูเป็นสิ่งที่สุดลิ่มทิ่มประตูเกินไปและอาจทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันครอบครัวหรือการสมรสตามนิยามดั้งเดิม รัฐก็อาจนิยมความสัมพันธ์ใหม่ เช่น การนำคำว่า ‘คู่ชีวิต’ มาใช้ไปพลางๆ โดยเปิดรับรสนิยมในการครองรักที่หลากหลายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ให้สิทธิและความรับผิดชอบเทียบเท่ากับการแต่งงานตามกฎหมายเดิม

จวบจนปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศไหนใจกว้างพอที่จะเปิดเสรีการแต่งงาน สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเพราะโครงสร้างสวัสดิการหลายอย่างผูกติดอยู่กับแนวคิดสถาบันครอบครัวหรือคู่สามีภรรยาในรูปแบบเก่า การยกเลิกทั้งหมดก็คงไม่ต่างจากการรื้อแล้วสร้างใหม่ซึ่งอาจยุ่งยากและขัดอกขัดใจเหล่าอนุรักษ์นิยม

เราคงต้องทนกับรัฐบาลที่คอยกำหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขการแต่งงานไปอีกนาน แต่โปรดอย่าลืมนะครับว่าเรามีทางเลือกอื่นซึ่งไม่ได้ยุ่งยาก และสามารถตัดปัญหาตามแก้กฎหมายเพื่อวิ่งไล่รูปแบบความรักที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นั่นคือการปล่อยให้การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคนโดยที่รัฐไม่ต้องมาเอี่ยว

อ่านเพิ่มเติม

Privatize Marriage

Privatizing Marriage

Is the State Endorsement of Any Marriage Justifiable?: Same-Sex Marriage, Civil Unions, and the Marriage Privatization Model

The state of marriage as an institution

Illustration by Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...