โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

[รีวิวซีรีส์] The Boys: รวมพลคนกระทืบซูเปอร์แมน

BT Beartai

อัพเดต 31 ก.ค. 2562 เวลา 03.10 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2562 เวลา 16.24 น.
[รีวิวซีรีส์] The Boys: รวมพลคนกระทืบซูเปอร์แมน

เรื่องย่อ

The Boys ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มคนธรรมดากลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมตัวกันเพื่อแก้แค้นเหล่าซูเปอร์ฮีโรที่เบื้องหลังได้ใช้พลังอำนาจไปในทางที่ผิด โดยพวกเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เคยมีอดีตที่แสนเจ็บปวดที่เกี่ยวข้องกับเหล่ากลุ่มซูเปอร์ฮีโรอันดับ 1 ของโลกที่เรียกตัวเองว่า The Seven

นี่คือซีรีส์ซูเปอร์ฮีโรพล็อตแรงที่กระแสกระหึ่มโลกในห้วงเวลานี้ หลายสำนักยกคะแนนเต็มให้ อย่างเว็บimdb ที่คะแนนสูงยากมาก ๆ ยังซัดไป 9.1/10 คิดดู ซีรีส์นี้ดัดแปลงจากคอมิกชื่อเดียวกันของ การ์ธ เอนนิส จากสำนักพิมพ์ไดนาไมต์เอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเอนนิสเองคือผู้สร้างสรรค์คอมิกชุด Preacher ของค่ายเวอร์ติโก และทำงานให้กับคอมิกเรื่อง The Punisher ของมาร์เวลมากว่า 9 ปี ไม่แปลกที่งานของเขาจะเต็มไปด้วยความรุนแรงชนิดถึงลูกถึงคน รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นหนัก ๆ อย่างถึงพริกถึงขิง

The Boys มีจุดแข็งในการเล่าเรื่องที่แตกต่าง ในห้วงยุคสมัยที่ฮีโรมาร์เวล และดีซีครองวงการบันเทิง หากจะพูดไปมันคือ อัลเตอร์แอนตี้ฮีโร ในแบบที่ Watchmen ของ อลัน มัวร์ เคยวิพากษ์วงการฮีโรไว้ว่าซูเปอร์ฮีโรคอยสอดส่องคนไม่ดี แล้วใครกันจะสอดส่องเหล่าฮีโรไม่ให้แตกแถว ขณะที่อลัน มัวร์ เลือกให้ฮีโรสีเทา ๆ จัดการปัญหากันเอง แต่คอมิกของเอนนิสกลับยกให้แก๊งก้อนของคนธรรมดาที่อ่อนแอไร้พลัง และเต็มไปด้วยไฟแค้นสุมในใจ คือผู้มาจัดการกลุ่มซูเปอร์ฮีโรที่หลงระเริงในพลังแทน จึงทำให้มันมีความน่าติดตามยิ่งกว่าเพราะเราคงสงสัยและอยากรู้ว่ามนุษย์ธรรมดา (ที่ไม่ได้เก่งเทพแบบแบทแมนด้วย) จะสังหารเหล่าเทพเจ้านั้นได้อย่างไร เมื่อประกอบกับลีลาการเล่าที่โหดสัสสะบัดช่อ เลือดเป็นเลือด เนื้อเป็นเนื้อ ใครเกลียดหนังแหวะ ๆ จะได้ดูแบบเต็ม ๆ ก็งานนี้ล่ะ

ซีรีส์นี่เลยโดนเรตไปถึง 18+ ทั้งความรุนแรง ภาษาหยาบคาย ภาพเปลือย รวมถึงเนื้อหาที่เกินเด็กไปหลายขุม แต่ก็ด้วยความจริงจังในการประเคนความรุนแรงนี้ด้วยล่ะ ยิ่งทำให้เราลุ้นกับตัวละครไปใหญ่ว่ามันจะรอดพลังระดับเหนือจินตนาการได้อย่างไร และทุกครั้งที่ฮีโรในเรื่องปรากฏตัวเราก็เสียวสันหลังทุกครั้งว่าจะมีตัวละครไหนตายแบบเราไม่ทันตั้งตัวหรือเปล่า ซึ่งมันทำงานได้ดีตั้งแต่ ตอนที่ 1 ที่เราเห็นการตายของตัวละครครั้งแรก ไปยันตอนที่ 8 อันเป็นตอนจบของซีซันแรกเลยทีเดียว

หนังได้ดาราที่น่าสนใจหลายคนมาแจม ทั้งตัวหลักและที่มาเสริมได้อย่างน่าประหลาดใจ ตัวหลัก ๆ ที่เราคุ้นหน้าก็มี คาร์ล เออร์แบน ที่มารับบท บิลลี บุตช์เชอร์ หัวหน้าทีม เดอะบอยส์ ผู้ฝังแค้นต่อซูเปอร์ฮีโรผู้ภาพลักษณ์ดั่งนักบุญ ทั้งยังเป็นซูเปอร์ฮีโรเบอร์ 1 ของโลก นาม โฮมแลนเดอร์ ที่จงใจผสมภาพระหว่างพลังของซูเปอร์แมน จากค่ายดีซี กับวิชวลแบบกัปตันอเมริกา ของค่ายมาร์เวลไว้ในตัวเดียวกัน ความเป็นตัวละครที่มีแต่ความแค้นของบิลลีทำให้เขาเป็นภาพลักษณ์ของ ไฟแค้น ที่พร้อมเผาผลาญทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่เพื่อนร่วมทีมให้วอดวายไปพร้อมกับอริ ยิ่งทำให้ซีรีส์นี่ไม่ได้มีเพียงตัวร้ายที่เราต้องหวาดหวั่น หากแต่การกระทำที่ไฟแค้นบังตาของฝั่งตัวเอกเองก็เป็นปัจจัยที่พร้อมจะพลิกสถานการณ์ให้เกิดอะไรขึ้นก็ได้ และการคาดเดาอะไรไม่ได้ก็คือสูตรปรุงรสสำคัญที่ซีรีส์ดัง ๆ ยุคปัจจุบันต่างมีด้วยนั่นเอง

แม้บิลลีจะเป็นตัวสำคัญในการผลักเรื่องไปข้างหน้า ทว่าผู้ชมจะถูกพาไปยังซอกซอยต่าง ๆ ของโลกในซีรีส์ด้วยสายตาของ ฮิวอี้ แคมป์เบล เด็กหนุ่มร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าผู้สูญเสียคนสำคัญไป ซึ่งรับบทโดย แจ๊ก เควด  ฮิวอี้คือตัวอย่างของคำว่าผีซ้ำด้ำพลอยได้ดีที่สุด เขาธรรมดาและอ่อนแอที่สุดในทีม ไม่ใช่อดีตทหาร ไม่ได้มีร่างกายล่ำบึ้ก ไม่ได้ฉลาดเป็นกรด เป็นแค่คนที่ถูกบิลลีจูงจมูกและหลอกใช้ประโยชน์จากความแค้นต่อฮีโรที่ไม่มีหนทางระบายออกอย่างเปิดเผยในสังคม จนเมื่อภารกิจล้างบางฮีโรนี้ได้นำพาเขามารู้จักกับ แอนนี (รับบทโดย อีริน มอริอาร์ตี้) หญิงสาวผู้มีพลังยิงแสงสว่างออกจากร่าง เธอถูกสอนฝังหัวแต่เด็กจากแม่บังเกิดเกล้าให้โตมาเป็นฮีโรในนาม สตาร์ไลต์ ซึ่งเมื่อเธอได้เข้ามาสัมผัสกลุ่มฮีโรที่เธอใฝ่ฝันอย่างเดอะเซเว่น จริง ๆ แล้ว มันก็เหมือนเด็กที่ได้รู้ว่าซานตาคลอสไม่มีจริง เพราะทุกอย่างคือธุรกิจที่มีนักการตลาดคอยเขียนบทเท่ ๆ ให้ฮีโรพูดตามทำตามอยู่เสมอ แต่เธอก็อยากเชื่อว่านี่คือโอกาสให้เธอได้ช่วยเพื่อนมนุษย์อย่างที่ฮีโรควรเป็น ความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างแอนนี่กับฮิวอี้ ก็ทำให้ฮิวอี้ที่ต้องหลอกใช้แอนนี่เพื่อเข้าถึงกลุ่มฮีโรต้องอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจไม่น้อย และนี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้อะไร ๆ ยุ่งเหยิงเข้าไปอีก 

พูดถึงฝั่งตัวเอกไปมากแล้ว ต้องพูดถึงตัวร้ายบ้าง จริง ๆ หนังแนวนี้จะตรึงเราติดได้ก็เพราะด้วยความเก่งและน่ากลัวของตัวร้ายเป็นสำคัญ ยิ่งไม่เห็นวี่แววจะชนะเรายิ่งอยากลุ้นอยากเอาใจช่วยพระเอก และซีรีส์นี้ก็มีตัวร้ายที่ดีอยู่ในมือมากพอด้วย  กลุ่ม เดอะเซเวน ประกอบด้วยฮีโรที่ได้รับการคัดสรรจากผู้มีพลังพิเศษทั่วโลกมาเหลือเพียง 7 คน นำโดย โฮมแลนด์เดอร์ ที่เหมือนซูเปอร์แมนแบบพระเจ้าจอมปลอม อย่างที่บอกไปแล้ว มี ควีนเมฟ ที่ถอดมาจากวันเดอร์วูแมน ผู้มีสำนึกดีแต่อยู่เห็นโลกสีเทามานานจนไฟในใจมอดดับ มี เดอะดีป ที่คืออะควาแมน ในภาคที่หื่นกามและชะตาชีวิตตลกร้าย มี เอ-เทรน ที่คือเดอะแฟรชผสมฟอลคอน เป็นฮีโรที่มีมิติความเว้าแหว่งแบบมนุษย์สูงมากทั้งความผิดของเขายังเป็นตัวทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดขึ้น มี ทรานลูเซนต์ มนุษย์ล่องหนจอมโรคจิต และสุดท้าย แบล็กนัวร์ ฮีโรในชุดดำสุดปริศนา

ฮีโรเหล่านี้ถูกบริหารงานด้วยบุคลากรหลายร้อยคนของบริษัทชื่อ วอท ซึ่งทำให้ฮีโรกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญทีเดียว แม้เรื่องนี้จะไม่บอกโต้ง ๆ ว่าเหล่าฮีโรได้เคยทำสิ่งเลวร้ายใดไว้ แต่เรารู้ว่าหนักหนาผ่านความโกรธแค้นของบิลลี แต่มันก็ถูกกดเป็นความลับจากคนดูไปแทบตลอดจนค่อย ๆ ผลิบานขึ้นทีละน้อยในแต่ละตอน ข้อดีคือเราค่อย ๆ เข้าใจตัวละครต่าง ๆ มากขึ้น และไม่มุ่งตัดสินแบบดำขาวกับตัวละครใด ๆ ในช่วงต้นเรื่องเรายังกังขาด้วยซ้ำว่าฮีโรภาพดีเหล่านี้หรือที่เป็นตัวร้ายของเรื่อง และเอาจริง ซีรีส์ก็บอกเราว่าไม่มีฮีโรตัวไหนที่เลวบริสุทธิ์ มันต่างมีที่มามีเหตุผลในจุดที่ด่างดำของตนเอง หนักบ้างเบาบ้าง บางตัวละครก็น่าสงสารเสียด้วยซ้ำ หลายตัวมีแนวโน้มจะย้ายข้างได้ หลายตัวยิ่งพยายามเป็นคนดียิ่งต้องถลำลึกในการปิดความชั่วดั่งน้ำผึ้งหยดเดียว บางตัวคือหน้ากระดาษสีดำที่ทุกคนบนโลกเห็นเป็นผืนกำแพงใหญ่สีขาวสะอาด มันจึงยิ่งท้าทายฝั่งต่อต้านเข้าไปซ้อนหลายชั้น นอกจากพลังระดับเทพเจ้าที่ไม่รู้จะเอาชนะอย่างไรแล้ว ด้านคนในสังคมยังเข้าข้างอย่างเต็มกำลังอีก แล้วมันจะเหลืออะไรไปชนะอีกล่ะ (ซึ่งนั่นล่ะถึงต้องตามดูจนติดหนึบ)

 

ความน่าประหลาดใจที่พูดทิ้งไว้อีกอย่าง คือตัวละครสมทบที่ทำให้ว้าวเหวอว่ามาด้วยเหรอ ก็มีทั้ง ไซมอน เพ็กก์ ทั้ง บิลลี เซน ทั้งเจ้าหนู ฮาลีย์ โจเอล ออสเมนต์  (เจ้าหนู ผมเห็นคนตาย ในหนัง The Sixth Sense) ที่อันนี้พีคจริงจำแทบไม่ได้ และยังอีกหลายตัวละครเลย ก็เป็นความประทับใจเล็ก ๆ ที่ทำให้ซีรีส์ดูมีอะไรให้เก็บเล็กเก็บน้อยด้วย

สุดท้ายสิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้ไม่ได้ดีถึงที่สุด ก็เป็นด้วยการดัดแปลงคอมิกที่จบไปแล้วนั้นมีโจทย์ในใจที่อยากขยายเลยเถิดไปมากกว่าคอมิก ทั้งคอมิกยังมีฉากหลังว่าด้วยช่วงเวลา 9/11 เป็นสำคัญ พอต้องมาเป็นซีรีส์ก็เผชิญปัญหาอยากขายต่ออยู่ไม่น้อย ทำให้ช่วงปลายซีซันของเรื่องเราสัมผัสได้ถึงความพยายามยืดดึงเชิง ปรับเปลี่ยนการเล่าเพื่อให้มีซีซันต่อไป ซึ่งข้อดีคือในซีซันต่อไปที่จะไม่มีคอมิกเป็นแกนเดิมแล้ว ซีรีส์ย่อมเล่าอะไรให้เราประหลาดใจได้ทุกทาง ยิ่งปมใหญ่ที่ทิ้งบอมบ์ใส่คนดูไว้นี่ยิ่งอยากให้มีซีซันต่อไว ๆ ทีเดียว แต่ข้อเสียก็ตามที่บอกคือความประดักประเดิดของเรื่องราวในช่วงหลังที่ใคร ๆ ก็คงรู้สึกล่ะว่าไม่สนุกเท่าครึ่งแรกเลย

ใครสนใจดูก็เข้าไปดูผ่านบริการสตรีมมิงเครือ Amazon อย่าง Prime Video ได้แล้วสำหรับชาวไทยสามารถทดลองดูฟรีได้ 7 วัน หลังจากนั้นก็ยังจะสามารถต่อสมาชิกในราคาพิเศษไม่กี่สิบบาทต่อเดือนได้อีก 6 เดือนเลยทีเดียว นอกจากซีรีส์ The Boys ตอนนี้ก็มีคอนเทนต์ที่มีซับไทยมากขึ้นแล้วด้วย นับเป็นอีกบริการที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชื่นชอบซีรีส์ออริจินัลฝั่งตะวันตกดี ๆ ดาร์ก ๆ หลากหลายแนวด้วย

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

[รีวิวซีรีส์] The Boys: รวมพลคนกระทืบซูเปอร์แมน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...