โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(ติดเหรียญ 16/10/66 23.00) 血染桃花 เถาฮวาย้อมโลหิต

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 ต.ค. 2566 เวลา 16.21 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2566 เวลา 16.21 น. • เรมิลญา
ให้หวยชาวบ้านอยู่ดีๆ โดนแม่ตะเคียนเตะก้านคอร่วงลงน้ำ

ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อเรื่อง : 血染桃花 เถาฮวาย้อมโลหิต

หมวด : จีนโบราณ ทะลุมิติ

เขียน : เรมิลญา

ปก : Xmild

Start : 21/07/2566

Finish : 12/10/2566

เป็นวิญญาณร้ายตามรังควาญเหล่าแม่นางตะเคียนมานานหลายสิบปีจนถูกส่งมาเกิดด้วยวิธีการรุนแรง แล้วใครจะคิดว่าเกิดใหม่ทั้งทีดันมาเข้าร่างของเด็กน้อยแสนอาภัพที่พ่อไม่รัก แม่กำลังจะตาย แถมยังมีพวกอนุจ้องจะฮุบสมบัติอีก

หากต่างฝ่ายต่างอยู่ก็แล้วไป อย่างไรนางก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งในเรื่องราวของผู้อื่น แต่หากเมื่อไหร่ที่ล้ำเส้นเข้ามาหาเรื่องกัน เดี๋ยวจะได้รู้ว่าการถูกผีร้ายตามรังครวญ…เป็นเช่นไร

บทนำ

ในยามค่ำคืน สองร่างเดินไปตามทางที่มืดมิด หญิงสาวจับชายเสื้อของคนรักเอาไว้แน่น เธอกำลังหวาดกลัวด้วยสถานที่แห่งนี้มีเรื่องเล่ามากมาย ก็แน่ล่ะ…คนสติดีที่ไหนจะมาเดินเล่นในดงตะเคียน!

แต่ไม่ว่าเธอจะแย้งว่าไม่อยากมายังไง คนรักก็ไม่ยอม บอกแต่ว่าอยากมาพิสูจน์ความกล้า ท้าตำนานผีนางตะเคียน ตลอดทางที่เดินมาหญิงสาวได้แต่สงสัยว่าการท้าพิสูจน์ผีมันน่าสนุกตรงไหน?

แต่ในระหว่างนั้นเอง ท่ามกลางความมืดที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์และเสียงแมลง ชายคนรักกลับหยุดนิ่ง หญิงสาวขยับเข้าไปแนบชิดด้วยความหวาดกลัว

“อะไร? หยุดทำไมเหรอ?”

“…” หากทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบกลับจากคนด้านหน้า ตัวเขาสั่นระริกก่อนจะกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น

“อ้ากกกก!!!”

“อะไร!? อะไร!?”

“ผี! ผีหลอก!!” น้ำเสียงของเขาคล้ายคนสติแตก

หญิงสาวไม่รู้ว่าเขามองเห็นอะไร แต่สิ่งที่เธอเห็นคือชายคนรักสะบัดเธอทิ้งอย่างรุนแรงแล้ววิ่งหนีหายไป

“เดี๋ยวสิ! รอด้วย…โอ้ย!” ในตอนที่กำลังจะรีบวิ่งตามไป เท้าเล็กกลับสะดุดรากไม้ เธอล้มลงไปอย่างแรง

แต่จะไม่มีอะไรเลวร้ายเลยหากสิ่งที่หัวของเธอฟาดโดน…ไม่ใช่ก้อนหินขนาดใหญ่

ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลง เธอมองตามทางที่คนรักวิ่งหายไป เห็นเพียงแสงจากไฟฉายที่ส่ายตามจังหวะการวิ่งเท่านั้น แม้ว่าจะพยายามเปล่งเสียงเท่าใดหากแต่กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

สติของเธอพลันดับวูบไป…

ร่างบอบบางในชุดไทยนับสิบตน ยืนรายล้อมอยู่รอบร่างที่นอนแน่นิ่งบนพื้น ใบหน้าของสตรีเหล่านั้นเรียบนิ่งไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใด ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเดินออกมาด้านหน้า นางย่อตัวลงนั่งเคียงข้าง ยื่นมือเรียวสวยดั่งเทียนไขไปลูบกลุ่มผมที่อาบย้อมไปด้วยเลือด

ไร้ซึ่งท่าทีรังเกียจ

ไร้ซึ่งท่าทีหวาดกลัว

ก่อนที่ใบหน้าสวยจะยกยิ้มอ่อน เพียงครู่เดียวก็กลายเป็นรอยยิ้มกว้าง

“คิกๆๆ” เสียงหัวเราะของสตรีดังไปตามสายลม หนาวเยือกเสียดแทงเข้าไปในกระดูกของคนที่ได้ยิน…

บทที่ 1 หนี้ชีวิตที่พวกข้าติดเอ็งไว้ พวกข้าใช้คืนให้!

นับตั้งแต่วันนั้น…ที่เธอได้ตายลงในดงตะเคียนแห่งนี้ เวลาก็ผ่านมาหลายสิบปี ใช่แล้ว…เป็นหลายสิบปีที่เธอยังคงวนเวียนไม่สามารถไปไหนได้ นั่นเป็นเพราะความยึดติด ความแค้นที่เธอไม่อาจปล่อยวาง วิญญาณของหญิงสาวยังคงตามล้างแค้น ทวงคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง

“เจ้าแม่ตะเคียน งวดนี้ลูกขอเด็ดๆ นะเจ้าคะ” เพราะเวลามันผ่านมานานแล้ว เลยไม่ค่อยมีใครกลัวพวกเรื่องเล่าตำนานผีตะเคียนเท่าไหร่ นอกจากจะไม่กลัวยังเห็นว่าเป็นความหวัง เห็นเป็นแหล่งทำเงินอีกด้วย

วิญญาณหญิงสาวยืนกอดอกมองกลุ่มคนบ้าหวยที่กำลังนั่งลูบนั่งขูดหาเลขจากต้นตะเคียนที่ล้มโค้น อ่อ…เจ้าของต้นก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างบ้านตนเองนั่นแหละ หญิงสาวเบะปากกลอกตามองด้วยความหมั่นไส้

ตอนที่ตายแรกๆ เธอก็เกรงกลัวในอำนาจของพวกนางตะเคียนเหล่านี้อยู่หรอก แต่พอนานปีเข้า…หญิงสาวก็ได้รู้ว่าสตรีเหล่านี้ก็คือมนุษย์ป้าเวอร์ชั่นผีดีๆ นี่เอง ระยะหลังมานี้เธอเลยไม่เหลือความเกรงกลัว ทั้งยังไม่เหลือความเคารพอีกด้วย

“เลขงวดนี้หรือ…” นางตะเคียนเพ่งสมาธิ กำลังคิดหาเลขมาให้พวกชาวบ้าน

วิญญาณหญิงสาวอาศัยจังหวะนั้น โยนก้อนหินลงไปในแม่น้ำข้างๆ เสียงน้ำที่ดังกระเพื่อมทำให้พวกชาวบ้านหันพรึ่บ นางตะเคียนเองก็หันมามองหญิงสาวด้วยความโกรธเช่นกัน เธอโบกมือยกยิ้มสวยส่งกลับไปให้อย่างไม่แยแส

“ทำกระไรของเอ็ง?” นางตะเคียนขมวดคิ้วใส่

หญิงสาวยักไหล่ตอบกลับอย่างไร้ความรู้สึกผิด

“ใบ้หวยไง”

“ฉันได้ยินเสียงของตกน้ำ ทางนี้ๆ ต้องเป็นทางนี้แน่” พวกชาวบ้านพากันไปรวมอยู่ตรงริมน้ำ ทำให้ไม่มีใครเห็นตัวเลขที่ปรากฏขึ้นมาบนต้นตะเคียนอย่างเลือนราง

และเพียงไม่นานมันก็หายไป…

วิญญาณหญิงสาวหัวเราะด้วยความสะใจ ที่จริงระยะหลังมานี้เริ่มมีเรื่องเล่าลือว่าดงตะเคียนแห่งนี้ให้หวยไม่แม้น เลยไม่ค่อยมีคนมามากเท่าแต่ก่อน หญิงสาวไม่เดือดร้อนกับเรื่องนี้นั้น แต่กับเหล่านางตะเคียนนั้นไม่ใช่เลย คนมาน้อยไม่พอบางทีซื้อหวยผิดก็สบถด่าสาปแช่ง มันส่งผลต่อบุญบาป การสั่งสมบารมีของพวกนาง แน่นอนว่าหญิงสาวเองก็โดนไปด้วย ในเมื่อเรื่องราววุ่นวายทั้งหลายนั้น…เป็นฝีมือของเธอเอง

แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็พอใจเป็นอย่างยิ่ง

ในเมื่อนางตะเคียนเหล่านี้บังอาจมาพรากลมหายใจของนางไป บังอาจตัดโอกาสการใช้ชีวิตของนาง และในเมื่ออยากให้มาอยู่ด้วยกันนัก เช่นนั้นก็ย่อมได้…จงอยู่ด้วยกันไปอย่างทุกข์ทรมานเสียเถอะ

ในเมื่อเธอไม่ได้ไปเกิด สตรีเหล่านี้ก็ต้องไม่ได้ไปผุดไปเกิดเช่นกัน!

เหล่านางตะเคียนจะมารู้สึกว่าคิดผิดที่เอาชีวิตของหญิงสาวมาก็สายไปเสียแล้ว ในเมื่อคำขอโทษมันไม่อาจช่วยแก้ไขอะไรได้อีก แล้วก็นะ…คิดเหรอว่ามีอำนาจมากกว่า อยู่กันเยอะกว่าแล้วหญิงสาวจะกลัว นี่มันยุคไหนกันแล้ว? ในเมื่อโลกของวิญญาณไม่มีกฎหมาย เรามีเพียงกฎแห่งกรรม ในเมื่อสตรีเหล่านี้ทำให้นางตาย เช่นกันก็รับกรรมของตนไปเสีย

ชีวิตแลกด้วยชีวิต!

เรียกได้ว่าความแค้นและจิตตั้งมั่นของหญิงสาวนั้นแน่วแน่มาก จนพวกนางตะเคียนไม่สามารถทำอะไรเธอได้เลย

“เอ็งจะตามจองล้างจองผลาญพวกข้าไปถึงไหนกัน?” นางตะเคียนตนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยใบหน้าขึงขัง

ก่อนที่อีกหลายนางจะเข้ามารุมล้อมเอาไว้ บรรยากาศพลันเย็นเยือก เหล่ามนุษย์ทั้งหลายต่างขนลุกซู่ หันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เลขก็อยากได้แต่บรรยากาศมันกลับอึดอัดจนชวนให้หายใจลำบาก แต่ท่าทางของพวกมนุษย์ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเหล่าวิญญาณเลยสักนิด

หญิงสาวยืนจ้องหน้าอยู่กับพวกนางตะเคียน ไร้ซึ่งความกลัว

“จะเอาเหรอ? ได้นะ…เข้ามาสิ” ไม่เพียงไม่กลัว ยังท้าอีกด้วย

“ได้! ครั้งนี้ข้าเข้าไปแน่…” หนึ่งในนางตะเคียนพูดออกมาเสียงเกรี้ยวกราด ถกผ้าซิ่นตรงเข้ามาหาวิญญาณหญิงสาว

เธอเลยคิ้วมองด้วยความสงสัย ปกติพวกนางตะเคียนไม่เกรี้ยวกราดขนาดนี้นะ สงสัยครั้งนี้จะหมดความอดทนกันแล้วจริงๆ แต่ใครกลัว? เข้ามาสิ…ยังไงตอนนี้เธอก็ตายอยู่แล้ว เป็นผีมันไม่ตายอีกรอบหรอก!

“เอ็งจะไปไหนก็ไปเสียนังหนู แล้วอย่ามาระรานพวกข้าอีก เอ็งจะไปเกิดที่ไหนก็ไป หนี้ชีวิตที่พวกข้าติดเอ็งไว้ พวกข้าใช้คืนให้!” สิ่งที่มาพร้อมกับน้ำเสียงเกรี้ยวกราดคือฝ่าเท้าของนางตะเคียนรุ่นใหญ่ที่ฝาดเข้าใส่ต้นคอของหญิงสาว

เธอเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าผีรุ่นบรรพบุรุษจะไร้ความเป็นกุลสตรีขนาดนี้!

ผลัก!

ตู้ม!

เสียงน้ำกระจาย พวกมนุษย์สะดุ้งเฮือก หากแต่เมื่อหันมองตามเสียงกลับเห็นเพียงกิ่งตะเคียนขนาดใหญ่ที่หักโค้นลงน้ำ ดินโคลนด้านล่างเจิ่งนองขึ้นมาเป็นสีแดงคล้ายเลือด

เพียงแค่นั้น…พวกมนุษย์ต่างชะงัก ไม่นานก็พากันสับตีนวิ่ง

วงแตกทันที

เหล่านางตะเคียนยังยืนนิ่งอยู่ริมน้ำ ใบหน้าของแต่ละนางเย็นเยือก หากแต่ในใจกลับปลอดโปร่งยิ่งนัก ต่อจากนี้…ที่นี่จะกลับมาสงบดังเดิมเฉกเช่นเมื่อหลายสิบปีก่อนเสียที

บรรยากาศรอบกายช่างหนาวเหน็บ เปลือกตาเล็กปรือเปิดอย่างอ่อนแรง แต่นอกจากความหนาวเย็นที่ต้องผิวกาย ยังมีความปวดร้าวระบมไปทั้งร่างอีกด้วย สองมือเล็กดันร่างของตนให้ลุกนั่ง ดวงตากลมโตกวาดมองรอบตัวด้วยความสงสัย

“เรื่องบ้าอะไรเนี่ย?” เสียงเล็กพึมพำออกมา คิ้วขมวดยุ่งเหมือนไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นนัก

หญิงสาวในร่างของเด็กน้อยจำได้ว่าก่อนหน้านางโดนแม่ตะเคียนเตะก้านคอจนร่วงลงน้ำ หากเป็นปกติก็คงจะสามารถกลับขึ้นไปได้อย่างง่ายดาย หากแต่ครั้งนี้กลับคล้ายถูกบางอย่างดึงเอาไว้ เมื่อไม่อาจกลับสู่ผิวน้ำด้านบนได้ วิญญาณของนางจึงค่อยๆ จมลึกหายไปที่ก้นแม่น้ำ

ในตอนนั้นคล้ายมีมือเล็กคู่หนึ่งมาจับแขน พานางเดินไปบนเส้นทางที่รอบข้างต่างฉายภาพเหตุการณ์มากมาย หญิงสาวรู้สึกเหมือนตนเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ชมเรื่องราวชีวิตอันแสนรันทดของสองแม่ลูก

“จะพาพี่ไปไหนหรือ?” นางถามออกไปเมื่อเด็กหญิงตรงหน้ายังเดินไม่หยุด ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าเด็กคนนี้คือใคร

เป็นถึงบุตรีเจ้าเมืองใหญ่ หากแต่…เกิดจากเมียชัง

เลี่ยงหลงฉีคือเมียพระราชทานที่อดีตฮ่องเต้ประทานให้ เจ้าเมืองอย่างตงโจวจึงไม่อยากปฏิเสธนางได้ และเพราะไม่ได้รักจึงไม่คิดสนใจ แม้แต่บุตรีที่เกิดมาเขาก็ยังไม่คิดเหลี่ยวแล ทั้งที่รับรู้มาตลอดว่าความเป็นอยู่ของสองแม่ลูกไม่สู้ดีนัก แม้ว่าเป็นฮูหยินใหญ่แต่กลับถูกเหล่าอนุตามรังควานหาเรื่องไม่หยุด หากไม่ใช่ว่าเพราะพื้นเพแล้วเลี่ยงหลงฉีคือบุตรีของท่านมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเลี่ยงหลงเป่า เกรงว่านางอาจจะสิ้นใจตั้งแต่ก้าวเข้ามาในจวนแห่งนี้แล้ว

แต่สุดท้ายบารมีของบิดาที่อยู่ในเมืองหลวงอันห่างไกล ก็ไม่อาจคุ้มครองนางและลูกให้ปลอดภัยได้ตลอดรอดฝั่ง ในเหมันต์ฤดูที่หนาวเหน็บ การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะพายุหิมะ ฮูหยินใหญ่แห่งเจ้าเมืองตงถูกวางยาพิษ บุตรีตัวน้อยที่ตั้งใจจะตามคนมาช่วยมารดาก็ถูกคนใจร้ายทุบตีจนสิ้นลม

เหลือเพียงมารดาที่นอนรอโดยไม่รู้ว่าบุตรีได้จากตนไปแล้ว…

หลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งช่วงเวลาที่มีชีวิตหรือช่วงเวลาที่กลายเป็นวิญญาณ หญิงสาวยังไม่เคยเจอกับคนที่มีจิตใจโหดร้ายเพียงนี้ แม้จะชิงชังริษยากันเพียงใด แต่กับเด็กตัวเล็กที่ไร้ความผิด…ก็ยังทำได้ลงคอ

สารเลวใช้ได้…

เด็กน้อยที่เดินอยู่ด้านหน้าราวกับรับรู้ได้ถึงอารมณ์โกรธของนาง เด็กน้อยหันมามองพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ แม้จะเจอเรื่องเลวร้าย แต่รอยยิ้มนั้นก็ยังไร้ซึ่งมลทินใด

“ไปหาท่านแม่”

“ท่านแม่หรือ?”

“อือ! ท่านแม่รออยู่” เสียงของเด็กน้อยช่างสดใส

หญิงสาวพลันนึกจุกอยู่ในอก รอหรือ? รออะไร? รอที่จะได้ฟังว่าบุตรีของนางตายแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือรอฟังว่าบุตรีของนางเจ็บปวดเพียงใดก่อนตายกัน?

ครู่หนึ่งที่หญิงสาวพลันรู้สึกว่าไม่อยากให้เส้นทางนี้สิ้นสุด เลี่ยงหลงฉีเจอเรื่องโหดร้ายมาทั้งชีวิตแล้ว ความหวังเดียวที่ทำให้นางยังใช้ชีวิตอยู่ได้คือบุตรี หากแต่ยามนี้…

“ไปหาท่านแม่ บอกท่านแม่…ว่าพอแล้ว พวกเราไม่ต้องทนอีกต่อไปแล้ว”

หากแต่หญิงสาวกลับชะงักไป เด็กคนนี้…รับรู้ว่ามารดาต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใดเพื่อตน และเพื่อให้มารดาไม่ต้องทรมานต่อไป เด็กน้อยจึงอยากทิ้งสถานที่โหดร้ายแห่งนี้ แล้วออกเดินทางไปพร้อมกับมารดา

“พี่จะบอกให้นะ” เมื่อสิ้นคำพูด ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของแสงสว่าง เด็กน้อยปล่อยมือพร้อมกับส่งยิ้มมาให้

“ข้าจะรอนะ”

“อืม” หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินเข้าไปในแสงสว่างนั้น

ร่างของนางถูกแสงสว่างกลืนหาย ทุกอย่างพลันพร่าเลือนก่อนจะดับวูบไป

ความหนาวที่กำลังกัดกินผิวหนังและความปวดร้าวจากภายใน คือความรู้สึกแรกที่หญิงสาวในร่างเด็กน้อยสัมผัสได้ ผู้ใหญ่เช่นนางอาจพอทน แต่เด็กน้อยอย่าง ตงเยว่ฉี จะทนได้อย่างไร?

ร่างเล็กกัดฟัน พยายามข่มความเจ็บปวดเพื่อประคองตนเองให้ลุกจากพื้นสกปรก หญิงสาวมีความทรงจำทั้งหมดของเด็กน้อย เมื่อลุกขึ้นมาได้ นางเดินไปตามทางที่ชัดเจนในความทรงจำของร่างกายนี้ ปลายทางมีเลี่ยงหลงฉีนอนรอบุตรีของตนอยู่

“ฟู่…” นางยกสองมือของตนขึ้นมาเป่าลมร้อนใส่ หวังเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายนี้

ระหว่างทางเดินกลับเรือนท้ายจวน มีบ่าวรับใช้จำนวนไม่น้อยที่เห็นนาง แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเลยสักคน ทั้งที่ยามนี้รอบข้างเต็มไปด้วยความขาวโผลนของหิมะ แต่ร่างเล็กของเด็กหญิงกลับมีเพียงชุดบางๆ ใส่

เหอะ…บ่าวรับใช้ของเรือนอนุยังมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้อีกกระมัง

แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้สนใจผู้ใด แค่มองนางไม่ว่า แต่หากล้ำเส้นเมื่อไหร่..ได้เจอกันแน่ หลังจากที่เดินเท้าเปล่าจนมาถึงเรือน ร่างเล็กไม่รอช้าที่จะผลักประตูเข้าไป สายตากวาดมองความทรุดโทรมของสถานที่ มองจนพอใจก็ตรงไปยังห้องนอน

“…”

“…”

หญิงสาวไม่คิดว่าเลี่ยงหลงฉียังตื่นอยู่ และดูเหมือนจะกำลังรอนางอยู่ด้วย หากแต่แววตาที่มองมานั้นมันเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ความแค้นชิงชัง…และความอาวรณ์

“ได้โปรด…ช่วยแก้แค้นแทนพวกเราแม่ลูก”

หญิงสาวไม่แปลกใจที่เลี่ยงหลงฉีเหมือนจะรู้ว่านางไม่ใช่บุตรีของตน สำหรับคนใกล้ตาย…อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

“ข้าไม่ทำ” สิ้นเสียงของนาง เลี่ยงหลงฉีพลันน้ำตาไหลอาบแก้ม ทว่ากลับไร้ซึ่งวาจาใด

คนที่กำลังจะตายย่อมไม่มีสิทธิต่อรอง

“ท่านเซียน…”

“เลี่ยงหลงฉี…” หญิงสาวในร่างเด็กน้อยส่ายหน้า แววตาเรียบเฉยเย็นเยือก ร่างเล็กขยับเข้าไปใกล้ ขึ้นไปนั่งอยู่ขอบเตียงไม้แข็งกระด้าง “ข้าดูเหมือนผู้ใจบุญหรือ?”

“จะเซียนหรือปีศาจข้าไม่สนใจ…ได้โปรด”

สำหรับมารดาผู้หนึ่ง นางยอมได้ทุกสิ่ง ความอัปยศใดนางล้วนรับได้ แต่ต้องไม่ใช่การแตะต้องบุตรีของนาง สิ่งสำคัญเพียงหนึ่งเดียวของนาง แก้วตาดวงใจของนาง

ดวงตากลมโตมองสบกับดวงตาที่แดงก่ำอาบน้ำตา สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในนั้นคือความโกรธแค้นชิงชัง หญิงสาวในร่างเด็กน้อยพลันถอนหายใจออกมา ยื่นมือเล็กไปกุมมือเรียวที่ซูบผอมเอาไว้อย่างอ่อนโยน หวังว่าความอบอุ่นจากร่างกายของบุตรีจะทำให้นางผู้ใกล้สิ้นลมรู้สึกสงบใจขึ้น

“เลี่ยงหลงฉี…แม้ตายเจ้าก็คงไม่หายแค้นใช่หรือไม่?”

“…”

“ข้าขอถามเจ้า…ว่าคือมันธุระกงการใดของข้า? เวรกรรมของเจ้าและบุตรีเกี่ยวข้องอันใดกับข้า? ใยข้าต้องเอาตนเองไปแปดเปื้อนโคลนด้วยกันกับพวกเจ้าแม่ลูก?”

“…” ไร้วาจาตอบกลับ มีเพียงน้ำตาและเสียงร่ำไห้

“แต่หากข้าไม่ทำ แม้กลายเป็นวิญญาณร้ายเจ้าก็จะไม่ไปไหนใช่หรือไม่?”

“…”

“จะปล่อยให้บุตรีรอเจ้าอยู่เพียงลำพังหรือ?”

“…” ดวงตาของคนอ่อนแรงพลันเบิกกว้าง

“เจ้าตัวน้อยรอเจ้าอยู่ที่ฝั่งโน้น ก่อนหน้าฝากข้ามาบอกเจ้าด้วย…ว่าพอได้แล้ว ไม่ต้องทนอีกต่อไปแล้ว”

“ฮึก…” ร่างไร้เรี่ยวแรงพลันร้องไห้หนักกว่าเดิม หากแต่ในแววตาไม่ปรากฏความแค้นอีกต่อไป “ฉีเอ่อร์…แม่กำลังจะไปหาเจ้า”

“…” หญิงสาวในร่างเด็กน้อยเฝ้ามองอยู่เงียบๆ เห็นว่าเปลือกตาของเลี่ยงหลงฉีปรือลงใกล้ปิด ลมหายใจเองก็อ่อนลงไปทุกที

“ขอบคุณท่าน…”

“พวกเจ้าแม่ลูกออกเดินทางอย่างสบายใจเถิด ละทิ้งความอาวรณ์ต่อภพชาตินี้ไปเสีย ยึดติดไป…ก็ไร้ซึ่งความหมายใด”

ดวงตาของสตรีผู้น่าสงสารปิดลง ไร้ซึ่งลมหายใจอีกต่อไป หญิงสาวในร่างของเด็กน้อยก้าวลงจากเตียงไม้ เดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง มือผลักเปิดออกอย่างไม่กลัวลมหนาว ด้านนอกหิมะตกลงมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตเรียบนิ่งเหม่อมองความขาว ก่อนที่ใบหน้าน่ารักของเด็กน้อยจะยกยิ้มมุมปาก

ตัวนางที่ถูกความแค้นความยึดติดกักขังไว้มานานหลายสิบปี มีหรือจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ หากแต่ตัวนางในยามนั้นนอกจากจะไม่มีสิ่งใดให้ถวิลหา ยังไร้ที่ให้กลับไป แต่เลี่ยงหลงฉียังมีบุตรีตัวน้อยรออยู่ นางยังสามารถหลุดพ้นจากชะตากรรมบัดซบนี่ได้

“เจ้าวางใจ…แม้ข้าไม่ทำเรื่องไร้สาระอย่างการแก้แค้นแทนผู้ใด แต่ไม่ลืมเอาคืนผู้ที่มันบังอาจล้ำเส้นเข้ามาหาเรื่องอย่างแน่นอน”

แล้วกับอนุพวกนั้น หากรู้ว่าตงเยว่ฉีตัวน้อยยังมีชีวิตอยู่ มีหรือที่จะไม่เข้ามาหาเรื่อง?

ไม่มีทาง!

มุมปากที่ยกยิ้มพลันกลายเป็นฉีกยิ้มกว้าง นางอยากรู้เหลือเกินว่าสตรีที่เต็มไปด้วยความริษยาอย่างพวกอนุ จะร้ายกาจได้เท่าครึ่งของพวกนางตะเคียนผู้มากฤทธิ์เดชหรือไม่…

ขนาดนางตะเคียนทั้งฝูงที่เหล่ามนุษย์หวาดเกรง ยังต้องใช้วิธีรุนแรงเพื่อส่งนางมาเกิดยังที่ห่างไกลถึงเพียงนี้ ยอมไม่ได้ไปเกิด ยอมสละบารมีที่สั่งสมมานับร้อยปีเพียงเพื่อให้หลุดพ้นจากนาง…นับว่าเป็นเหล่าสตรีที่แข็งแกร่งมาก!

บทที่ 2 ทำเช่นนี้…มิใช่เรียกว่าปล้นกันหรอกหรือ?

คนแรกที่เข้ามาพบว่าฮูหยินใหญ่สิ้นแล้วคือบ่าวรับใช้ที่เอาอาหารเข้ามาให้สองแม่ลูก ภาพร่างเล็กนอนจับมือมารดาผู้สิ้นลมของตนช่างบาดใจจนใครหลายคนได้แต่นึกเวทนา แต่ถึงเจ้าเมืองตงผู้เป็นบิดาจะรับรู้เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป

ในเมื่อไม่ได้รัก ทั้งยังนึกชิงชังอยู่ทุกลมหายใจ

งานศพของฮูหยินใหญ่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย หากไม่รู้มาก่อนตงเยว่ฉีคงนึกว่าตนมาเกิดใหม่ในร่างของลูกอนุไปแล้ว เลี่ยงหลงฉีเอ๋ย…เลี่ยงหลงฉี ชีวิตเจ้าช่างน่าเวทนายิ่งนัก

ดวงตากลมโตมองร่างของมารดาที่ถูกผังอยู่ในสุสารตระกูลตง ด้านข้างคือผู้เป็นบิดาที่ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใด ด้านหลังคือเหล่าอนุและบุตรธิดาของตนที่กำลังร้องไห้พอเป็นพิธีเท่านั้น ในยามนี้ร่างเล็กไม่ได้สนใจผู้ใด นางมาเพื่อส่งเลี่ยงหลงฉีเป็นครั้งสุดท้าย อย่างน้อยในชาติภพนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นมารดา

“…ลาก่อนเจ้าค่ะ” เสียงเล็กเอ่ยพึมพำ ผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างเช่นบิดาย่อมได้ยินชัด หากแต่เขากลับเพียงแค่ปรายตามองบุตรีเท่านั้น

ตงเยว่ฉีรู้ว่าถูกมองอยู่แต่นางไม่คิดสนใจ คนผู้นี้ไม่เคยคิดว่าตงเยว่ฉีเป็นบุตรีเลยสักครั้ง อคติที่มีต่อมารดาถูกส่งทอดมายังลูก นับว่าเป็นบุรุษที่ไร้จิตสำนึกของการเป็นบิดาอย่างแท้จริง…เหอะ

แต่ก็ดี…ระหว่างเราจะได้ไม่มีความสัมพันธ์ใดให้ลำบากใจต่อกัน

เมื่อสิ้นสุดพิธี ร่างเล็กของตงเยว่ฉีเดินกลับเรือนเพียงลำพัง นางไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ ทั้งยังไม่ขอความเมตตาจากผู้ใด ภาพแผ่นหลังเล็กที่ตั้งตรง ใบหน้าน่ารักของเด็กน้อยที่เรียบนิ่งสะท้อนเข้าไปในจิตใจของใครหลายคน

ต้องเจอเรื่องเลวร้ายมากมายเพียงใดกัน? จากเด็กที่สดใสร่าเริงและรักมารดามากผู้นั้นถึงได้เฉยชาต่อทุกสิ่งเพียงนี้

โดยไม่ทันรู้ตัว ทุกสายตาเหลือบมองไปทางผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดา เรื่องที่เขาชิงชังฮูหยินใหญ่ของตนนั้นเป็นที่รับรู้กันโดยทั่ว แต่ไม่คิดว่าในช่วงเวลาเช่นนี้…กับเด็กตัวเล็กๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุตรี เขาก็ยังไม่เหลียวแล

“ท่านพี่…” อนุสามลี่เจียงเดินเข้าไปหาเจ้าตระกูล ร่างกายบอบบางในชุดไว้ทุกข์ยืนตัวสั่นเทา มองไปยังทางที่ร่างเล็กของตงเยว่ฉีเดินจากไป

และเพียงแค่เสียงเรียกจากเมียรัก ตงโจวหันมองอย่างรวดเร็ว เขารีบเข้าไปประคองเมื่อเห็นว่านางทำท่าจะเป็นลมล้มพับลงไป

“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่ต้องมา ร่างกายของเจ้าบอบบางถึงเพียงนี้ หากต้องลมเย็นจนไม่สบายขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

อนุสามนั้นแม้อยากแย้มยิ้มแต่ในสถานการณ์นี้ไม่สามารถทำได้ นางช้อนตามองผู้เป็นสามี เอ่ยออกไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

“ท่านรีบตามฉีเอ่อร์ไปเถอะเจ้าค่ะ เสียมารดาไปอย่างกะทันหันเช่นนี้นางช่างน่าสงสารยิ่งนัก” แน่นอนว่าในใจของสตรีผู้เป็นน้อยไม่ได้สงสารบุตรีของเมียอื่นอย่างปากว่า

นางต้องการให้ผู้คนเห็นว่านางนั้นรักและเอ็นดูเด็กน้อยเพียงใด

แต่ดูเหมือนว่าคนที่เห็นเป็นเช่นนั้นจะมีเพียงสามีของนางผู้เดียวเท่านั้น ในเมื่อเป็นที่รู้ดีกันไปทั้งจวนเจ้าเมือง ว่าอนุสามผู้นี้ชิงชังสองแม่ลูกเพียงใด แต่สายตาของผู้อื่นจะมองเช่นไรก็ไม่สำคัญ ในเมื่อความเมตตาเดียวที่นางต้องการคือความเมตตาจากสามีที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองนี้

เจ้าเมืองเมื่อได้ยินคำพูดของนางก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาไม่อยากไปเหยียบที่เรือนท้ายจวนนัก ในเมื่อที่แห่งนั้นไม่ได้มีอะไรให้น่ามองเลยสักนิด แต่ในเมื่อเมียรักร้องขอ…เขาจะยอมทำตามสักหน่อย

“ไว้ส่งเจ้ากลับเรือนแล้วข้าจะไปดูนางสักหน่อย” ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าไม่ได้มีสักเสี้ยวที่จะเป็นห่วงบุตรีตัวน้อยเลยสักนิด

อนุสามได้แต่ลอบยิ้มอยู่ในใจกับคำพูดของสามี นางลอบมองเหล่าภรรยาที่เหลือ แน่นอนว่าในแววตาของอนุสามฉายแววเยาะเย้ยเหนือกว่า ในขณะที่อีกสองสตรีได้แต่เก็บความเจ็บช้ำริษยาไว้ในใจ

เหล่าบ่าวรับใช้ที่เฝ้ามองได้แต่นึกสะท้อนใจ เจ้านายจวนนี้…ไม่มีผู้ใดเสียใจกับการจากไปของฮูหยินใหญ่เลยแม้สักคนเดียว

ช่างน่าสงสารคุณหนูห้ายิ่งนัก…

หากแต่ผู้ที่ทุกคนนึกสงสารในยามนี้กลับนอนเล่นอยู่ในเรือนด้วยความเบื่อหน่าย ในมือของนางคือปิ่นหยกงดงาม หนึ่งในสมบัติของเลี่ยงหลงฉีที่มีอยู่มากมาย ตงเยว่ฉีเดาได้ไม่ยากเลยว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นต่อไปนี้ เด็กน้อยอ่อนแอที่เติบโตเพียงลำพังในสถานที่โหดร้าย จะเอากำลังที่ไหนมาปกป้องของพวกนี้กัน

แต่ก็นะ…ใบหน้าน่ารักยกยิ้ม ปิ่นหยกในมือถูกโยนทิ้งไปอย่างไม่ใยดี เป็นผีอยู่นานหลายสิบปีจนของพวกนี้กลายเป็นของไร้ค่าไปแล้วในสายตานาง

ก็แค่ของนอกกาย

สิ่งที่ตงเยว่ฉีต้องการมีเพียงแค่การใช้ชีวิตอย่างสงบเท่านั้น เห็นตามระรานพวกนางตะเคียนอยู่หลายสิบปีก็ใช่ว่านางจะสนุกหรือชอบมันนัก ออกจะเหนื่อยด้วยซ้ำไป แต่จะให้ทำอย่างไรได้? เมื่อย้อนคิดถึงการตายที่ไม่ยุติธรรมของตนมันก็อดที่จะโกรธแค้นขึ้นมาไม่ได้

สุดท้ายทุกอย่างก็วนเวียนอยู่เช่นนั้นไม่จบสิ้น

แต่ชาติภพนี้หากเป็นไปได้ ตงเยว่ฉีก็ไม่อยากกลับไปเป็นเช่นเดิมอีก นางอยากอยู่อย่างสงบ และหวังว่าจะไม่มีผู้ใดมาทำลายความสงบของนาง…

แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้น

หรือไม่…ก็ยังไม่ถึงเวลาของนาง

เสียงฝีเท้าที่ดูเหมือนจะลงน้ำหนักมากกว่าปกติดังเข้ามาใกล้ ฟังแค่นั้นตงเยว่ฉีก็รู้ว่าผู้ที่มาเยือนไม่อยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ดีนัก

อืม…ตงโจวหรือ?

ร่างเล็กลุกขึ้นมานั่งบนเตียง รอคอยผู้ที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย เป็นบิดาของร่างนี้จริงด้วย แต่ถึงจะเห็นเช่นนั้นนางก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกไป ทั้งยังไม่คิดจะลุกขึ้นทำความเคารพด้วย กลายเป็นร่างสูงของผู้เป็นบิดาที่หยุดชะงัก เมื่อเห็นท่าทางและแววตาที่เรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ของบุตรี

นี่นาง…เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

ถึงจะนึกเอะใจ แต่ตงโจวก็สามารถปัดความรู้สึกกวนใจทั้งหมดนั่นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เขาเพียงมาดูตามที่เมียรักบอกเท่านั้น และในเมื่อมาแล้ว…

แล้วอย่างไรต่อ?

“รับชาไหมเจ้าคะ?”เป็นร่างเล็กจ้อยบนเตียงที่เอ่ยออกมาก่อน

ตงโจวชะงักไป ใบหน้าของเขาพลันตึงขึ้นมา กระชากเสียงเอ่ยกับบุตรีอย่างแข็งกร้าว

“ไม่ต้อง!” เอ่ยจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

อืม…แล้วมาทำไม?

ร่างเล็กได้แต่มองตามเงาของผู้เป็นบิดาด้วยความสงสัย และเพียงไม่นานนางก็ได้รู้ว่าบิดาเพียงมาหาตนเพราะคำบอกของอนุสามเท่านั้น เหอะๆ ดูเหมือนว่าหากเมียรักไม่เอ่ยคำ เขาคงจะไม่คิดมาดูดำดูดีบุตรีผู้นี้เลยสินะ

นับจากพิธีศพของเลี่ยงหลงฉีก็ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว ตงเยว่ฉีไม่ได้ออกไปนอกเรือนแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องอาหารนั้นจะมีบ่าวยกเข้ามาให้ ไม่เคยมีผู้ใดเรียกนางไปกินข้าวที่เรือนใหญ่ ทุกคนทำราวกับนางนั้นไร้ตัวตน แต่คิดว่าเรื่องเพียงแค่นี้จะทำให้นางสะเทือนได้อย่างนั้นหรือ?

เหอะ! นางเป็นวิญญาณลอยไปมาอยู่หลายสิบปี โดนเมินแค่นี้ยังนับว่าสะกิดนางไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ตึกๆๆๆ

เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากเดินเข้ามาใกล้ ดูวุ่นวายอยู่ไม่น้อย ตงเยว่ฉีตัวน้อยที่กำลังนั่งทานอาหารรสชาติจืดชืดไม่ได้สนใจมันนัก รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ต้องมีวันนี้

ผู้ที่เปิดประตูนำเข้ามาคืออนุสามลี่เจียง…เมียรักของบิดา นางนำเอาบ่าวรับใช้มาด้วยหลายคน ท่าทางดูก้าวร้าวต่างจากตอนอยู่ต่อหน้าตงโจวยิ่งนัก

“เหตุใดไม่ลุกขึ้นมาทำความเคารพข้า” ไม่ว่าเปล่ายังเดินเข้ามาปัดจานข้าวจนตกพื้น ตงเยว่ฉีมองจานที่ตกแตกด้วยแววตาว่างเปล่า เด็กน้อยถอนหายใจก่อนจะมองอนุสามด้วยเบื่อหน่าย

ทำตัวน่ารำคาญยิ่งนัก…รนหาที่ตาย

เพี้ยะ!

ใบหน้าเล็กหันไปตามแรงตบเพียงไม่นานก็ขึ้นรอยแดง มุมปากมีเลือดซึม แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีเสียงร้องใดเล็ดรอดออกมา อนุสามยิ่งหงุดหงิดเมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น นางผลักตงเยว่ฉีล้มลงไป หันไปสั่งการคนของตนด้วยความหงุดหงิด

“ขนไปให้หมด”

“เจ้าค่ะ/ขอรับ” บ่าวรับใช้พวกนั้นแยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

อนุสามยืนกอดอกมองร่างเล็กที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนพื้น ยิ่งมองก็ยิ่งหงุดหงิด ช่างอวดดีไม่ต่างจากมารดาของนาง

“เจ้าอย่าได้โกรธกันเลยนะเยว่ฉี สมบัติมากมาย เจ้าเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวแม่สามจะช่วยดูแลให้เอง”

“ทำเช่นนี้…มิใช่เรียกว่าปล้นกันหรอกหรือ?” ตงเยว่ฉีเงยหน้ามองด้วยแววตาเรียบนิ่งไร้ซึ่งความหวาดกลัว

อนุสามชะงักไปเมื่อโดนพูดใส่ตรงๆ นางหันมองรอบข้างดูว่ามีใครได้ยินหรือไม่? เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ๆ นึกโล่งใจอยู่ไม่เท่าไหร่ ความโกรธพลันตีขึ้นอก เดินเข้าไปจิกผมเด็กน้อยด้วยท่าทางดุร้าย ใบหน้าของตงเยว่ฉีเงยขึ้น แม้ว่าความเจ็บที่หนังหัวจะมากสักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดที่จะร้องออกมา ความเจ็บเพียงแค่นี้…นับว่าเป็นอะไรได้กัน?

“เยว่ฉี…เจ้าพูดให้มันดีหน่อย ยามนี้ชีวิตเจ้าอยู่ในกำมือข้า ข้าจะขยี้ทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ หากไม่อยากรีบตามมารดาไปเร็วนักก็หัดเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย…เชื่อฟังข้า” ว่าจบก็ผลักหัวเด็กน้อยออกไปเต็มแรง

ตงเยว่ฉีล้มลงไปกับพื้นหลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาอีก นางเพียงนั่งมองกลุ่มโจรปล้นสมบัติของเลี่ยงหลงฉีไปเงียบๆ เท่านั้น อนุสามเห็นเช่นนั้นก็พอใจเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้เจ้าเมืองโปรดปรานนางยิ่งกว่าผู้ใด เพียงแค่นางบอกว่าเป็นห่วงเลยรับสมบัติทั้งหมดมาดูแลแทน ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดทั้งสิ้น คิดหรือว่าเจ้าเมืองจะไม่เชื่อ

ยามนี้อำนาจในจวนตกอยู่ในมือของนาง ต่อให้ฮูหยินรองจะได้ขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่แล้วอย่างไร? ก็แค่หุ่นเชิดที่ไร้อำนาจ เชิญนั่งในตำแหน่งแล้วทำงานตามหน้าที่ของฮูหยินไปเถอะ เดี๋ยวนางจะช่วยเสวยสุขบนกองสมบัติเงินทองแทนให้เอง

อนุสามนึกอย่างย่ามใจ มองพวกบ่าวรับใช้ขนสมบัติอย่างมีความสุข และเพราะว่าสมบัติของเลี่ยงหลงฉีมีอยู่มาก กว่าจะขนหมดก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ จนเมื่อหมดธุระนางก็จากไปอย่างรวดเร็ว

ตลอดเวลาตงเยว่ฉีเพียงนั่งมองอยู่เงียบๆ นางไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ต่อสมบัติพวกนั้น อย่างไรก็ไม่ใช่ของๆ นางอยู่แล้ว หากแต่…อนุสามผู้นั้น แทนที่จะขนของไปเงียบๆ กลับก้าวร้าวข่มขู่ นับว่าหาเรื่องกันแล้ว

“เฮ้อ…ไม่ชอบอยู่อย่างสงบก็ไม่บอก” ร่างเล็กถอนหายใจ นางลุกขึ้นจากพื้น ขณะที่กำลังจะกลับเข้าไปในห้องของตน หางตากลับมองเห็นประกายของเครื่องประดับที่ตกอยู่บนระเบียง

อ้าว? เอาไปไม่หมดนี่

ร่างเล็กหยุดยืนมอง มันคือปิ่นหยกที่นางเคยหยิบขึ้นมาดูแล้วโยนทิ้งไป ดูเหมือนจะมีเรื่องให้นางต้องไปเยือนที่เรือนของอนุสามเสียแล้ว ทำตกเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? ดั้นด้นมาเอาถึงท้ายจวนแต่กลับไม่รอบคอบเสียเลย

คงต้องเอาไปให้สินะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...