โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[BL]เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 12.05 น. • ZerenZ
เพราะเวรกรรมที่ดันเผือกช่วยคนดวงซวยแท้ๆ เลยซวยสิ้นชีพไปด้วยเลย ถึงจะได้มาเกิดใหม่ก็เถอะ แต่ดันมาเกิดในร่างของไอ้ขี้เมาที่มีลูกเป็น(ว่าที่)วิญญาณร้ายแถมย้อนยุคมาปี 2538 อีก ชีวิตเดิมก็ดีอยู่แล้วแท้ๆเลย

ข้อมูลเบื้องต้น

[เรื่องย่อ]

‘อย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของคนอื่น’

คือคำสอนที่ปู่สั่งสอนไตเติ้ลมานับแต่เล็ก เพราะปู่รู้ดีว่าหลานชายของตนเองมีซิกเซนส์ มองเห็นภูต ผี เจ้ากรรมนายเวรและคราวเคราะห์ของคนอื่นได้ เป็นอย่างนั้นแล้วปู่จึงกำชับหลานชายหนักหนาว่าอย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของชาวบ้านเขาไม่เข้าเรื่อง!

ชายหนุ่มจำที่ปู่สอนเอาไว้ได้ขึ้นใจ แต่นิสัยเจ้ากรรมที่เวลาเห็นคนโชคร้ายทีไรมันก็อดจะเผือกเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้สักที สุดท้ายแล้วเป็นไงล่ะ! คราวเคราะห์ของคนคนนั้นกลับพุ่งมาหาตัวเองแทน คนที่ช่วยไว้รอดตายหรือไม่เรื่องนั้นไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าคนที่ตายแน่ๆ น่ะ มันคือเขาต่างหาก! ตายแล้วไม่ได้เปล่า ความซวยเจ้ากรรมดันชักนำให้มาเกิดใหม่ในนิยายตอนย้อนอดีต…

ไอ้เรื่องที่จะต้องกลับมาใช้ชีวิตในช่วงมิเลเนียมยุค 90 ใหม่อีกรอบนั่นยังไม่เท่าไหร่หรอกนะ แต่ประเด็นก็คือชีวิตเก่าตอนตายนั่นน่ะ ทั้งโสด ทั้งรวย มีความสามารถ ทำงานเก็บเงินจนได้อยู่อย่างสโลว์ไลฟ์ใช้ชีวิตดี๊ดีไปวันๆ แล้วแท้ๆ เลย แต่พอได้เกิดใหม่ดันได้มาเกิดอยู่ในร่างของไอ้คนจรจัด ขี้คุก ขี้เมา กากเดนมนุษย์ สังคมรังเกียจ เป็นที่เดียดฉันท์ของชาวโลก ไม่มีสมบัติติดตัว ไร้วุฒิการศึกษา ไร้เครดิตทางสังคม น้ำท่าก็ไม่อาบ ตัวก็เหม๊นนนเหม็น! เท่านั้นไม่พอ ไอ้เจ้าร่างนี้ยังจะมีลูกชายที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กแว๊น ถูกอัดก๊อบปี้ตายจนกลายเป็นวิญญาณร้ายแล้วไล่ฆ่าคนกว่านับพัน….

โอ๊ยยยยยย….! ไตเติ้ลเอ๊ยยยย! เอ็งตายทำไมเนี่ย! ชีวิตเดิมมันก็ดี๊ดีอยู่แล้วแท้ๆ เลยเชียวนะ เวรกรรมอะไรถึงจะต้องรีบตายแล้วมาเกิดใหม่ในชีวิตที่ลำบากกว่าเดิมถึงขนาดนี้ด้วยเนี่ย!

เพราะเวรกรรมที่ดันเผือกช่วยคนดวงซวยแท้ๆ เลยซวยสิ้นชีพไปด้วยเลย ถึงจะได้มาเกิดใหม่ก็เถอะ แต่ดันมาเกิดในร่างของไอ้ขี้เมาที่มีลูกเป็น(ว่าที่)วิญญาณร้ายแถมย้อนยุคมาปี 2538 อีก ชีวิตเดิมก็ดีอยู่แล้วแท้ๆเลย

[เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง]

1.เป็นนิยายวายนะคะ วายยยยแน่นอน แต่พระเอกก็คือ…. จะออกช้าาาาช๊าาาาาาช้าาาาาามว๊ากกกกกกมาก

2.เพราะว่าเป็นเรื่องสโลว์ไลฟ์(เหรอ???)ที่นักเขียนพล็อตเอาไว้แบบว่ายาวววววมากกกกก ซึ่งเนื้อเรื่องช่วงต้นคุณไตเติ้ลของเราต้องมีการปรับตัวเยอะมากในการที่อยู่ๆ ก็หลุดเกิดในนิยายตอนย้อนยุคได้อย่างงงๆ เนื้อเรื่องช่วงต้นก็เลยจะเน้นที่การปรับตัว การใช้ชีวิตของคุณเตื้ล ทำให้กว่าพระเอกจะออกมาก็ปาไปกลางเรื่องเลย ดังนั้นเราไม่ได้ลงนิยายผิดหมวด มันวายแน่ๆ ค่ะ แค่คุณเมะจะปรากฏตัวช้าาามากก็เท่านั้น

3.นักเขียนเป็นคนที่มองเห็นผีนะคะ… ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดค่ะ นักเขียนค่ะ ไม่ใช่คุณเติ้ล (คุณเติ้ลก็เห็น แต่เราก็มองเห็นไง 555+) เราคือมองเห็นทั้งผีทั้งเทวดา และเราไม่กลัวผีนะคะ และใช่ค่ะ เราไล่ผีได้(และมีเพื่อนที่ชอบพาผีมาให้ไล่อยู่เนืองๆ ด้วย ToT) ดังนั้นสิ่งที่ไตเติ้ลเจอเกี่ยวกับผีๆ บางอย่างก็จะมาจากประสบการณ์ของเราเอง (ซึ่งถ้าอิงเรื่องไหนมาจะทำลิงก์พาสให้ไปอ่านประสบการณ์ต้นฉบับที่หน้าเพจเล่าเรื่องผีของเราให้นะคะ)

4.แด่คนที่กลัวผี ผีในเรื่องนี้ไม่น่ากลัวนะคะ เน้นแนวไลฟ์สไตล์ปกติของผีที่เราเจอๆ มา ที่สำคัญคือคนเขียนไม่กลัวผีเลยค่ะ

เราจึงมิอาจเขียนเรื่องผีให้น่ากลัวได้ ซึ่งนิยายเรื่องนี้ก็เน้นความปราบผีด้วยค่ะ ไม่ได้เน้นสยองขวัญเน้อ

5.แด่คนที่อาจจะจับผิดคุณไตเติ้ลว่าเป็นไปได้เหรอ เห็นผีแล้วไม่กลัว… เอ่อ… หลายอย่างในเรื่องเราเอามาจากปสก.เราเอง แล้วเราก็ไม่กลัวผีอ่ะค่ะ ถ้าคนเขียนไม่กลัวได้คุณเติ้ลก็ไม่กลัวหรอก คือถ้าเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ผีมันก็แค่ผีอ่ะ ทำไมคนถึงกลัวชั้ลก็ยังงงๆ อยู่

6.ติ-ชมกันได้ยกเว้นด่าให้ปลดเหรียญ+ลดราคานะคะ เพราะจะเปิดฟรีให้อ่านอยู่แล้ว ถ้าไ่ม่ไหวกับค่าใช้จ่าก็รออ่านฟรีไปค่า คือนักเขียนก็ต้องกินต้องใช้อ่าเน้อออ นี่บ่องตรงๆ ว่าถ้ารายตอนทำเงินไม่ได้เราก็จะขายแบบอีบุ๊คอย่างเดียวอ่าค่ะ มันคุ้มกว่า ดังนั้นราคานี้คือราคาที่นักเขียนอยู่ได้ เราคิดคำนวณมาดีปล้ ///กราบขอบคุณคุณรี้ดสายเปยืที่รับไหวและให้การสนับสนุนมากๆ ค่ะ แต่ถ้าหากมีคุณรี้ดที่รับราคานี้ไม่ได้แนะนำรออ่านฟรีนะคะ เพราะจะไม่ปรับลดราคาแน่นอนค่ะ

7.ก็ยังติ-ชมกันได้ตลอดนะคะ เนื่องจากเป็นนิยายที่ยังไม่ได้รีไรต์ และอ่านปรู๊ฟไปน้อยมาก ดังนั้นจึงคาดว่าอาจจะมีคำผิดเยอะอยู่ ถ้าเจอแล้วขัดตาก็ทักท้วงกันได้นะคะ นข.ไม่ดุค่ะ (แต่ต้องวางการ์ดเรื่องติดเหรียญไว้นิด เพราะเคยถูกต่อว่าเรื่องนี้หลายรอบ งงว่าติดเหรียญล่วงหน้าแล้วก็ยังเปิดให้อ่านฟรีได้หลังจากนี้ชั้ลยังโดนเลย จะมาดุนุทำไม นุก็มีทางเลือกให้อ่านฟรีแล้วอ่า

8.นึกไม่ออกแล้ว (ยาวแล้ว รู้ว่ารี้ดเบื่อ 5555+) เดี๋ยวถ้านึกไรได้จะมาเพิ่มเติมนะคะ

อนุสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์และการเผยแพร่

*สำหรับท่านที่ถ้าไม่คิดจะก๊อบงานคนอื่นจะพาสตรงนี้ไปเลยก็ได้นะคะ* อ่านแล้วไรต์อาจดุๆ เดี๋ยวจะเสียอารมณ์กันค่ะ แต่สายขี้ก๊อบมาอ่านกันก่อนค่ะ เวลาที่โดนไรต์ฟ้องจะได้ไม่ต้องมาอ้างว่าบ้านอยู่ถึงแค่ราชบุรี เพราะเราได้ชี้แจงรายละเอียดเอาไว้หมดแล้วค่ะว่าอนุญาตให้เผยแพร่งานเราได้แค่ไหน

1.อนุญาตให้เผยแพร่เนื้อหาไม่เกิน 20% ต่อ 1 ตอน ภายใต้เงื่อนไขการทำลิงก์กลับมาที่หน้านิยาย และ/หรือ หน้าจัดจำหน่าย eBook ของนิยายเรื่องนี้เท่านั้น

2.ภาพปกนิยายและภาพประกอบต่างๆ ผู้เขียนอนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้โดยอ้างอิงแหล่งที่มาว่า ภาพจากนิยายเรื่อง "เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายมาเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!" และทำลิงก์กลับมาที่หน้านิยาย และ/หรือ หน้าจัดจำหน่าย eBook ของนิยายเรื่องนี้เท่านั้น

3.ในกรณีที่ต้องการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายไปเผยแพร่ในแหล่งอื่นใดนอกเหนือจากเงื่อนไขข้อ 1 และ 2 ให้ติดต่อขออนุญาตมาที่นักเขียนเพื่อให้นักเขียนตกลงยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนการเผยแพร่ในทุกครั้ง หากไม่มีลายลักษณ์ยินยอมจากนักเขียนแสดงเป็นหลักฐาน จะถือว่าผู้เผยแพร่ละเมิดลิขสิทธิ์

4.ไม่อนุญาตให้นำไปทำเป็นนิยายเสียง หรือ เล่าสปอยล์เนื้อเรื่องตั้งแต่จนจบ ในทุกกรณีและในทุกช่องทางการเผยแพร่

5.ค่าเสียหายในกรณีเกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ คิดตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง คือราคารายได้ของนิยาย/ตอน และ ราคาปกของนิยาย/เล่ม X ยอดวิวจริงของเว็บหรือบุคคลผู้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์

6.กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ภาพปกและ/หรือ ภาพประกอบ ซึ่งนักเขียนผู้ถือลิขสิทธิ์โดยชอบธรรม จะคิดค่าเสียหายตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง คือราคางานภาพปก X ยอดวิวจริงของเว็บหรือบุคคลผู้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ (โปรดพิจารณาก่อนทำการละเมิด มิว่าจะเป็นการก๊อบปี้หรือเทรซงานนะคะ)

7.กรณีดำเนินเรื่องถึงชั้นศาล รบกวนผู้ละเมิดชำระค่าธรรมเนียมศาลให้นักเขียนด้วยนะคะ ในทุกกรณีค่ะ.

ดุเสร็จแล้วมาขอโทษรี้ดเหมือนเดิม

ขออภัยรีดเดอร์ทุกท่านนะคะถ้าข้อความลิขสิทธิ์จะทำให้เสียอารมณ์ แต่ไรต์เจอมาเยอะ แล้วก็เห็นคนอื่นเจอเยอะอยู่ค่ะ เลยขอแจ้งให้เคลียร์ๆ ไปเลยดีกว่า ไรต์เด๋อจะได้โพสต์นิยายไปได้อย่างเด๋อๆ แล้วทุกคนจะได้อ่านกันอย่างชิลด์ๆ สบายใจๆ น้า

ถ้าอ่านแล้วชอบๆ ไม่ขี้เกียจพิมพ์ก็ขอเมนต์เป็นกลจ.ให้ไรต์นิดหน่อยบ้างก็ดีนะคะ อย่ารำคาญพวกไรต์ๆ ที่ชอบขอเมนต์กันเลยน้า มันช่วยในด้านกำลังใจ ทำให้คนเขียนให้ใจฟูๆ ได้มากจริงๆ ค่ะ อยากให้คนอ่านอ่านแล้วชอบๆ แฮปปี้ๆ กันค่ะ อิ อิ

ความดวงซวย

ตอนที่สัมปชัญญะกลับคืนมาไตเติ้ลก็รู้สึกมึนหัวหนักมาก เหมือนศีรษะของเขาเพิ่งจะถูกกระแทกอย่างแรงด้วยอุบัติเหตุอะไรสักอย่างหนึ่ง

ไตเติ้ลขมวดคิ้วทั้งที่ยังไม่ลืมตาตื่น พยายามนึกด้วยความมึนตื้อไปหมดว่ามันสืบเนื่องมาจากสาเหตุอะไรถึงได้ทำให้เขาปวดหัวมากมายขนาดนี้

แล้วก็ระลึกขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนักว่าในตอนที่เขารับจ๊อบไปเป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ชั่วโมงบรรยายตอนเช้าแล้วเบรกยาวมาอีกทีก็เย็นเลย มันมีช่วงเวลาว่างอันยาวนานมากจนเขาคิดว่าจะมาหามุมแอบงีบในห้องสมุด

ตอนนั้นในห้องสมุดมีบรรณารักษ์ใส่แว่นหนา ๆ แต่งตัวเชย ๆ คนหนึ่งมายืนทำเปิ่น… เออ… ไม่ใช่สิ ก็แค่มายืนจัดชั้นหนังสือธรรมดา ๆ นั่นแหละ แต่ด้วยความที่ชายคนนั้นจากรูปร่างดูแล้วไม่ได้สูงเพรียวอะไรมากนักเมื่อเทียบกับชั้นหนังสือไม้สักของห้องสมุด ทำให้ร่างเล็ก ๆ นั่นไม่สามารถเอื้อมมือไปเก็บหนังสือบางเล่มที่ควรจะอยู่ชั้นบนได้ แต่ที่ไตเติ้ลดูว่าเขาท่าทางเปิ่น ๆ นั่นเป็นเพราะว่าท่าทีเก้กังที่เหมือนกับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ถูก หาบันไดเพื่อปืนขึ้นไปเก็บหนังสือที่ชั้นบนไม่เจอ ไป ๆ มา ๆ ชายคนนั้นจึงตัดสินใจปีนชั้นไม้สักขึ้นไปเพื่อเก็บหนังสือแทนที่จะหาขั้นบันได

พอเห็นพฤติกรรมมักง่ายแบบนั้นวิทยากรวัยผู้ใหญ่ก็แอบสาปแช่งในใจอยู่เล็ก ๆ ว่าขอให้หงายหลังตกลงมาทีเถ้ออออ จะหัวเราะเยาะให้น่าดูเลย

เด็กสมัยนี้นะ ชอบทำนิสัยมักง่ายปีนชั้นหนังสือแทนที่จะใช้บันได ตัวเองเป็นบรรณารักษ์แท้ ๆ ก็น่าจะทำตามกฎระเบียบ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใช้บริการคนอื่น ๆ สิ นี่อะไร กลับมาทำผิดกฎเสียเอง ใช้ได้ที่ไหนกัน

ในขณะที่กำลังนั่งมองและแสยะยิ้มด้วยใจสาปแช่งเล็ก ๆ อยู่นั่นเอง ไตเติ้ลก็เกิดเห็นเงา…

มันเป็นลักษณะของหมอกควันสีดำที่อยู่ ๆ ก็อวลขึ้นคลุมร่างของบรรณารักษ์คนนั้น และปิดมิดส่วนหัวจนเขามองทะลุไปได้ไม่เห็น

‘เชี่ย! แช่งเล่น ๆ อย่าเผือกตายจริง ๆ เชียวนะเว้ย!’

หนุ่มใหญ่วัยกลางคนลุกพรวดขึ้นทันควัน

ไตเติ้ลเป็นคนที่มีซิกซ์เซนส์ มีลางสังหรณ์ สามารถมองเห็นภูต ผี วิญญาณได้มานับแต่เล็ก คนที่มีเจ้ากรรมนายเวรหรือวิญญาณร้ายตามมารังควานก็มักจะปรากฏในลักษณะของหมอกสีดำแบบนี้นั่นแหละ

หลายครั้งที่เขาเห็นคนที่ถูกควันสีดำแบบนี้ปกคลุมร่างกายก็จะมองรู้ทันทีว่าคนพวกนั้นกำลังจะมีเคราะห์ร้าย ซึ่งเคราะห์ร้ายพวกนั้นจะหนักหนามากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ความหนาของกลุ่มก้อนหมอกควันที่เขามองเห็น แต่ถ้าหนาทึบจนปิดมิดมองไม่เห็นศีรษะของอีกฝ่ายแบบนี้ มันก็ชัดเจนเป็นทีเดียวเชียวเลยว่าคนคนนั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน

‘อย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของคนอื่น’

คือคำสอนที่ปู่สั่งสอนเขามานับแต่เล็ก เพราะปู่รู้ดีว่าหลานชายของตนเองมีซิกซ์เซนส์ มองเห็นภูต ผี เจ้ากรรมนายเวรและคราวเคราะห์ของคนอื่นได้ เป็นอย่างนั้นแล้วปู่จึงกำชับหลานชายหนักหนาว่าอย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของชาวบ้านเขาไม่เข้าเรื่อง!

หมอกควันสีดำที่ไตเติ้ลมองเห็นพวกนั้นคือจิตอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวร ใครทำอะไรเอาไว้เขาก็จะทวงหนี้เอากับคนที่สร้างกรรมไว้กับเขา ไตเติ้ลอาจใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือคนอื่นได้บางพอสมควร เตือนได้ในยามที่เห็นว่าคนมีภัย หรือพูดคุยเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรขอลดหย่อนผ่อนโทษไม่ให้อาฆาตแค้นเจ้าชะตาได้

เป็นต้นหากมีใครมาถามถึงเรื่องเคราะห์กรรม สาเหตุของความซวย ความดวงตกต่าง ๆ ของชีวิต ไตเติ้ลสามารถบอกกับคนพวกนั้นว่ากำลังถึงคราวเคราะห์ร้าย ให้ระวังน้ำ ระวังไฟ แต่บอกไปอย่างระบุชี้ชัดไม่ได้ว่าจะจมน้ำเมื่อไร หรือถูกไฟไหม้ที่ตอนไหน และหากเจ้ากรรมนายเวรอาฆาตมาว่าห้ามบอก ห้ามเตือน หากเป็นอย่างนั้นไตเติ้ลก็ไม่สามารถบอกหรือเตือนได้

ในกรณีของเคราะห์ร้ายที่ไม่หนักหนาก็จะสามารถเผือกแบบอ้อม ๆ ได้เท่านั้น แต่ถ้าหากเคราะห์หนักจนมองไม่เห็นหัวอย่างเจ้าบรรณารักษ์คนนั้น…

ปู่สั่งสอนเอาไว้นักหนาว่าหากทนมองดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ก็ให้เผ่นหนีโดยไว ถ้าไม่อยากจะซวยเสียเองก็อย่าเอาตัวเองเข้าไปเผือกกับความดวงซวยของชาวบ้านอย่างเด็ดขาด!

“ระวังครับ!”

ไตเติ้ลตะโกนเตือนพร้อมกับพุ่งร่างตนเองเข้าไปใกล้ชายดวงซวยคนนั้น

เขาจำคำสั่งสอนของปู่ได้ขึ้นใจ แต่ในทุกครั้งก็ไม่เคยที่จะทนดูความซวยของคนอื่นอยู่เฉย ๆ โดยไม่เข้าไปเผือกได้เลยสักที

ตอนแรกที่เห็นควันดำพวกนั้นไตเติ้ลก็ลุกขึ้นพรวดพราด สมองของเขาเตือนว่าจงเผ่นหนีจากภาพเบื้องหน้านั้นไปให้ไว แต่พอเห็นชายคนนั้นกำลังเอนหงายหลังลงมาจากชั้นหนังสือสูงลิบสัญชาตญาณก็กลับเข้าควบคุมร่างกาย พาสองขาของตนพุ่งไปรับร่างของเจ้าคนดวงซวยนั่นจนถึงที่

ไตเติ้ลรู้ดีว่าชายคนนั้นตกมาจากชั้นหนังสือลงมาทับเขาที่พุ่งเข้าไปรับ และก่อนที่สัมปชัญญะของเขาจะดับวูบลง วิทยากรหนุ่มใหญ่ในวัย 47 ปีก็มองเห็นชั้นหนังสือไม้สักใหญ่โตนั้นค่อย ๆ เอนล้มลงมา…

…………….

……………….

………………..

ชายหนุ่มรู้สึกปวดหัว…

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ็บหนักตรงช่วงท้ายทอยเหมือนกับถูกกระแทก พอลำดับภาพความทรงจำของตนเองได้เขาก็เดาสาเหตุของความเจ็บได้ว่าตนน่าจะหัวกระแทกเพราะหงายหลังล้มลง

อันที่จริงเขาควรจะอึดอัด แล้วก็ต้องหนักตัวด้วยเพราะถูกทั้งคนและชั้นหนังสือล้มทับ แต่ถึงแม้จะหลับตาอยู่เขาก็รู้สึกได้ว่าบนร่างของตนไม่ได้มีทั้งคนหรือวัตถุใดกองทับอยู่เลย

ชายหนุ่มได้ยินเสียงเด็กผู้ชายร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างกายแทนที่จะเป็นเสียงจ้อกแจ้กวุ่นวายโกลาหล เขาคาดเดาว่าตนเองและผู้ชายดวงซวยคนนั้นคงจะถูกกู้ภัยลากออกมาจากที่เกิดเหตุแล้ว และคงกำลังถูกพามานอนในที่ใดสักที่…

ที่ไม่น่าจะใช่โรงพยาบาล เพราะมันไม่มีกลิ่นยาฆ่าเชื้อหรือกลิ่นอะไรต่าง ๆ อย่างที่โรงพยาบาลควรจะมี ตรงข้าม มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่าสกปรกไปหมดเหมือนกับอยู่ท่ามกลางกองขยะ เขาคงจะบาดเจ็บไม่หนักเท่าไหร่กู้ภัยจึงไม่รีบพาส่งโรงพยาบาล ส่วนบรรณารักษ์ดวงซวยคนนั้น…

หากให้เดาจากหมอกสีดำที่หนาทึบจนหาหัวไม่เจอแบบนั้น… 100% ว่าไม่น่าจะรอดแล้วแน่ ๆ ส่วนเสียงหนวกหูของไอ้เด็กที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่นี่ก็น่าจะเป็นลูกหลานญาติโยมของเจ้าบรรณารักษ์นั่นล่ะมั้ง

เอาเถอะ… ถึงไตเติ้ลจะไม่ใช่คนรักเด็กแต่ก็ใช่ว่าจะเกลียดเด็กนักหนา โดยรวมเขาแค่รู้สึกว่าพวกเด็ก ๆ นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตจากมิติลี้ลับที่วัน ๆ เอาแต่แหกปากร้องไห้ พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง เข้าถึงและเอาใจได้ยากมาก ๆ ชนิดที่ยากยิ่งกว่าพวกผีร้ายเอาแต่ใจทั้งหลายที่เขาเคยคบเคยคุยด้วยเสียอีก

แต่ในกรณีถ้ามาเจอเด็กเดือดร้อน ร้องไห้เป็นบ้าเป็นบออย่างมีสาเหตุว่าพ่อง[1]

ตาย อย่างไรเสียในฐานะผู้ใหญ่ที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม เขาก็ต้องพยายามให้การช่วยเหลือปลอบใจอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ชายหนุ่มพยายามขยับเปลือกตาของตนให้ลืมขึ้นมาทั้งที่ท้ายทอยยังปวดร้าวไปหมด เขาคิดว่าเด็กที่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่นี่คงจะเป็นลูกของเจ้าบรรณารักษ์ดวงซวยคนนั้น แล้วน่าจะไม่มีญาติมาคอยดูแลอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นใครที่ไหนจะปล่อยให้เด็กมานั่งแหกปากอยู่ข้างศพพ่อเป็นชั่วโมง ๆ แบบนี้

ไตเติ้ลลืมตาขึ้นมาได้ในที่สุด

ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเขาในทีแรกก็คือเด็กชายร่างผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูกจนเหมือนกับพวกขาดสารอาหาร อายุวัยน่าจะอยู่ราว 6-7 ขวบเท่านั้น

เด็กคนนั้นกำลังร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้า แต่พอเห็นเขาลืมตาตื่นขึ้นมาเจ้าเด็กนั่นก็โผเข้ามากอดพร้อมกับกรีดเสียงร้องไห้ลั่นดังยิ่งขึ้น

“พ่อไม่ตาย โฮฮฮฮ พ่อจ๋าไม่ตายแล้ว โฮ ๆ ๆ ๆ ๆ”

‘ใครพ่อใครวะ’

เชิงอรรถ

^ พ่อง! ในนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่คำสะกดผิดนะคะ นักเขียนเจตนาใช้คำพ่อง! (ด่าแหละ 555+) ในหลายครั้ง หลายสถานการณ์ โดยเจตนาให้เน้นเสียงอ่านว่า 'พ่อง' โดยสื่อความหมายว่า 'พ่อง_ึงตาย' จริงๆ ค่ะ /// อ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้ว่ามันมีความหมายต่างจากคำว่า 'พ่อ' มากนัก :D

สวะสังคม - 1

‘ใครพ่อใครวะ’

ชายหนุ่มขมวดคิ้วคิดงุนงงอยู่ในใจ

มือใหญ่จับบ่าสั่นเทาของเจ้าเด็กขาดสารอาหารที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามจะแกะเจ้าตัวน้อยออกจากร่างของตน แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่ามือของตัวเองที่กำลังขยับอยู่นั้นมันดูแปลก ๆ

ทำไมถึงดูสกปรก? แล้วก็หยาบกร้านสุด ๆ

อืม… ถึงไตเติ้ลจะเป็นผู้ชายก็เถอะ แต่หนุ่มใหญ่ชายโสดอย่างเขาในสายตาคนอื่นก็มองดูรู้ว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำอางที่ดูแลตัวเองดีมาก เป็นเพราะแม่ของเขาไม่ชอบผู้ชายมีรอยสัก ดังนั้นไตเติ้ลจึงไม่ยอมสักอะไรลงไปบนร่างกายให้ขุ่นเคืองสายตาของพระมารดาผู้เป็นเจ้าของมรดก พ่อของเขาก็ชอบมาดของลูกชายที่สุภาพ ดูดี ผนวกกับบางครั้งที่เขาต้องรับจ๊อบไปเป็นวิทยากรในสายอาชีพด้าน IT - IM (Internet Marketing) ให้กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงต้องอาศัยภาพลักษณ์ที่สุภาพ ดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ ดังนั้นไตเติ้ลจึงมักจะดูแลร่างกายและการแต่งตัวของตนเองให้สะอาดสะอ้านดูดีอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้แล้วไอ้มือกร้านดำ เล็บยาวเลอะเขรอะที่ดูเหมือนกับไม่ได้อาบน้ำตัดเล็บมาสักสิบปีเนี่ย…

ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็ไม่น่าจะเป็นมือของเขาอย่างแน่นอน!

แต่ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมมันถึงขยับไปตามความคิดของเขาล่ะ?

แล้วยัง…?

ไตเติ้ลขมวดคิ้วสำรวจมองสภาพร่างของตนเท่าที่สายตาจะมองเห็นได้ เวลานี้ส่วนที่หน้าจะเรียกได้ว่า ‘แขน’ ของเขา สังเกตได้ว่ากำลังใส่… ผ้าขี้ริ้ว? ไม่สิ มันน่าจะเป็นเสื้อเชิ้ต…แขนยาวสินะ? แค่มันดูเก่า โทรม แล้วก็ขาดวิ่นเหมือนกับผ้าขี้ริ้วก็เท่านั้นเอง

ไตเติ้ลก้มลงหมายจะมองกางเกงของตน แต่ก็กลับกลายเป็นว่ามันถูกบดบังด้วยเด็กผู้ชายตัวผอมแห้งที่นั่งทับอยู่บนตักของเขาทั้งยังร้องไห้จ้าเสียงดังจนน่าแสบแก้วหู แต่ถึงอย่างนั้นความคิดที่อยากจะปลอบเจ้าเด็กน่าหนวกหูนี้มันก็จมหายไปแล้วเพราะความงงงวยในสภาพร่างของตนเองที่ดูผิดแผกแปลกไป

ชายหนุ่มจับเด็กตัวเล็กยกไปวางไว้บนพื้นข้างกายตนเอง เขาสำรวจมองช่วงล่างที่เวลานี้ดูเหมือนจะใส่กางเกงขาสั้นสีโคลน? ไม่สิ… สีขาวที่แปรเป็นสีโคลนจนดูเหมือนกับผ้าขี้ริ้ว

อี๋! ไอ้บ้าที่ไหนมันเอาของแบบนี้มาให้เขาใส่วะ! ถ้าพ่อกับแม่มาเห็นเขาคงโดนด่าเปิงว่าทำตัวซกมกแบบนี้นี่แหละ ถึงหาเมียไม่ได้สักที!

แต่เดี๋ยวก่อน ไอ้ขาแท่งใหญ่ ๆ ซกมก เลอะดำ เหมือนคนไม่ได้อาบน้ำมานานสามภพชาตินี่อะไรอีก?

มันใช่ขาของเขาจริง ๆ เหรอ?

แต่มันขยับไปตามที่สมองของเขาสั่งการมันก็น่าจะใช่…?

แล้วชายหนุ่มก็นึกเอะใจขึ้นมาได้ ยกมือขึ้นลูบสัมผัสใบหน้าที่รู้สึกคันยุบยิบของตนเอง มันเต็มไปด้วยหนวดเรารกครึ้ม…

‘อี๋! เหนียวด้วย!’

ไตเติ้ลจำได้ว่าตนเองไม่เคยไว้เคราเลยในชีวิต ถ้าทำแบบนั้นคงโดนแม่ด่าแถมตัดออกจากกองมรดก แล้วยังเป็นเคราที่โสโครก สกปรกเป็นสังกะตังจนเหนียวหนึบแบบนี้อีกด้วย

“ไอ้หนู มีกระจกไหม”

เขาหันไปถามเจ้าเด็กน้อยที่ลดเสียงร้องไห้ของตนลงด้วยความแปลกใจในกิริยาที่ผิดแผกไปของชายตรงหน้า หนูน้อยพอได้ยินอย่างนั้นก็กลั้นสะอื้น วิ่งไปหยิบเอากระจกมาส่งให้กับชายหนุ่มทันที

ไตเติ้ลมองตามเด็กชาย สังเกตเห็นสภาพรายรอบว่าที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ข้างถนน ในห้องสมุด หรือว่าอะไรเลย มันเป็นสถานที่ที่ดูเหมือนกับว่าจะเป็นในบ้าน? เพิง? หรืออะไรสักอย่างที่เก่าและโทรมมากจนกันแดดกันฝนแทบไม่ได้ และตอนนี้ก็เป็นเวลายามเย็นเจียนค่ำ รอบด้านกำลังมืดลงทุกที เพราะอย่างนั้นตอนที่เด็กคนนั้นหยิบกระจกมาให้กับเขา เจ้าตัวจ้อยจึงไม่ลืมที่จะหยิบไฟฉายติดมือมาให้เขาด้วย

‘ไม่มีไฟฟ้าใช้หรือไงวะ?’

ชายหนุ่มคิดในใจแต่ก็รับมาทั้งกระจกและไฟฉายโดยไม่พูดไม่จา

มันเป็นกระจกแบบแขวนผนังที่ราคาถูกมาก ดูกระจอกแบบไม่น่าจะราคาเกิน 25-30 แต่ก็บานใหญ่พอที่จะส่องเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนทั้งใบหน้า แม้มันจะมีรอยร้าวอยู่ตามขอบมุมของกระจกก็ตามที

แล้วไตเติ้ลก็กลับยิ่งขมวดคิ้วหนักเข้าเมื่อเห็นใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจกบานนั้น

ชายหนุ่ม… ที่แม่มดูไม่หนุ่มเลยสักนิด!

ชายในกระจกคนนั้นมีแววตาขุ่นมัว ผมเผ้าสีดำยาว ยุ่งเหยิงพันกัน หนวดเคราสีดำก็รกครึ้มทั่วหน้า ทั้งสีผิว… แม่ม! ดูไม่ออกเลยว่าไอ้นี่มันผิวดำหรือผิวขาว ก็เนื้อตัวดำเขรอะอย่างกับไปตกขี้โคลนมา แถมเขายังได้กลิ่นเหม็นเน่าตุ ๆ ลอยออกมาด้วย ไอ้คนนี้มันต้องไม่ได้อาบน้ำมาสักห้าหกเดือนแน่ ๆ เป็นอย่างน้อย

ไอ้คนนี้… เดี๋ยวนะ!

ไอ้คนนี้ที่ว่านี่มันดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเขานี่หว่า แต่หน้าตาของเขามันไม่ใช่แบบนี้นะ! แล้วทำไมไอ้คนไม่อาบน้ำที่สภาพร่างซกมกเป็นคนจรจัดนี่ถึงกลายเป็นร่างของเขาได้ล่ะ?

หรือว่า…?

นี่จะคือการเกิดใหม่ในนิยายเปลี่ยนไส้ในที่ร่ำลือกัน!?

พอคิดได้อย่างนั้นพลันก็มีความทรงจำของคนอีกคนหนึ่งผุดเข้ามาในหัวของไตเติ้ลชัดเจนเป็นฉาก ๆ

….…

……….

มันคือความทรงจำของไอ้คนที่ไม่ยอมอาบน้ำคนนี้ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโต จนกระทั่ง… ตาย

ร่าง ๆ นี้มีชื่อว่าเดชา เป็นพ่อของเจ้าลูกพลับ หรือก็คือไอ้เด็กขาดสารอาหารทั้งยังคงส่งเสียงซิก ๆ สะอึกสะอื้นอยู่ข้าง ๆ เขาคนนี้

เดชาเป็นคนที่โตมาในครอบครัวอันมีฐานะไม่สู้ดีนัก เข้าเรียนในระบบได้ถึงชั้นมัธยมต้นก็ดันไปทำผู้หญิงท้องจนต้องออกจากโรงเรียนทั้งเดชาและผู้หญิงคนนั้น

พ่อแม่ของฝ่ายหญิงเห็นว่าเดชาเป็นเด็กเกเร เหลวไหล แม้จะทำลูกสาวตัวเองท้องแต่ก็ไม่ยอมให้ลูกมาอยู่กินกับไอ้เลวนี่เด็ดขาด เดชาจึงถูกจับแยกจากผู้หญิงนับแต่นั้นเป็นต้นมาและไม่รู้ข่าวคราวของเธออีก

ฝ่ายครอบครัวเดชาด้วยความที่ฐานะยากจนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอลูกชายเหลวไหลไม่ยอมเรียนก็ไม่คิดที่จะเปลืองเงินส่งเสีย ปล่อยตามบุญตามกรรม ไล่ไปทำงานหาเงินเอาตัวรอดด้วยวุฒิการศึกษาที่ยังไม่จบชั้นมัธยมต้นดี

เดชาทำงานแบบจับจดไปเรื่อย เป็นลูกมือคนข้างบ้านยกของ ขนของ ล้างจานชามในร้านอาหารบ้าง แต่ทำที่ไหนก็อยู่ได้ไม่นานเพราะนิสัยเกียจคร้าน รักสบาย จึงต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อย พ่อแม่ที่อดสังเวชลูกชายไม่ได้บางทีก็ให้เงินใช้บ้างไปตามอัตภาพ จนภายหลังพ่อแม่แก่เฒ่าและตายลงเดชาก็ได้เงินค่าฌาปนกิจมาจำนวนหนึ่งให้เอาไปใช้จ่ายนั่งกินเหล้าตามซุ้มยาดองได้อยู่ช่วงหนึ่ง

ในช่วงนั้นเองที่เดชาได้เจอกับแอน สาวสวยสายเมาที่มานั่งเป็นเพื่อนกินเหล้ากันทุกวัน แอนไม่ได้มีฐานะต่างไปจากเดชาเท่าไรนัก พ่อและแม่ต่างก็ตายไปแล้วเช่นกัน ทั้งสองคบหากันฉันเพื่อนที่พากันเมามาย พอเงินขาดมือก็ไปเก็บของเก่าขาย เก็บขยะขาย ได้เงินมาก็เอาไปลงกับเหล้า คบหากันไปอย่างเมา ๆ แบบนี้วันหนึ่งก็กลายมาเป็นผัวเมียอยู่กินด้วยกันเฉยเลย

เพราะต่างไม่มีพ่อมีแม่ทั้งคู่ ชาวบ้านรอบด้านจึงไม่มีใครสนใจ เห็นแค่ว่าเป็นคู่ผัวตัวเมียที่เอาแต่กินเหล้า วิวาทสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปวัน ๆ จึงไม่มีใครอยากจะข้องเกี่ยวด้วยนัก ดังนั้นแล้วจนถึงตอนที่แอนตั้งท้อง เรื่องนี้เพื่อนบ้านก็แทบจะไม่มีใครรู้เรื่องเลย

ตอนที่แอนรู้ตัวว่าท้องก็ได้หยุดดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด ครอบครัวของเธอไม่พร้อมที่จะมีลูก แต่เมื่อตั้งท้องแล้วในฐานะของว่าที่แม่คนก็ต้องรับผิดชอบลูกของตนให้ดีที่สุด

ผิดกับเดชาที่ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นพ่อคนแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ยังเอาแต่กินเหล้าเมาไปทั่วจนกระทั่งไปก่อเหตุฆ่าเพื่อนร่วมวงเหล้าตายไปโดยไม่รู้ตัวในขณะที่ตนเองเมาเหล้าไม่มีสติ

สวะสังคม - 2

เดชาติดคุกอยู่หกปี อันที่จริงแล้วโทษที่ศาลตัดสินยาวนานกว่านั้นมาก แต่เพราะตอนอยู่ในคุกเดชาพอไม่มีเหล้าเข้าปากก็ประพฤติตัวดี ไม่ก่อเรื่องวิวาท ทั้งยังเพราะธรรมเนียมฉลองวันเกิดด้วยการอภัยโทษในทุก ๆ ปี ก็ทำให้โทษหนักของเดชาลดลงทุกปีเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วแม้จะก่อคดีร้ายแรงถึงขั้นฆ่าคนตายแต่เขาก็ออกจากคุกมาได้ในระยะเวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น

เมื่อพ้นโทษออกมาก็พบว่าแอนแต่งงานมีสามีใหม่ไปแล้ว และสามีใหม่ของแอนก็ดูจะร่ำรวยมาก ตอนเดชาได้พบกับแอนก็เป็นตอนที่เธอกลับมาที่บ้านเพราะแก้ปัญหาไม่ตกว่าจะจัดการยังไงกับเจ้าลูกติดของเธอดี

แอนไม่ได้บอกสามีใหม่ว่าเธอมีลูกติดอยู่คนหนึ่งเพราะไม่อยากให้ฝ่ายชายรู้ว่ามีผัวเก่าเป็นพวกขี้คุก พอได้เจอกับเดชาที่ออกจากคุกมาจึงได้โยนลูกให้เลี้ยงพร้อมกับเศษเงินก้อนหนึ่งก่อนจะหายไปจากชีวิตของเดชาและลูกอย่างสิ้นเชิง

ในปี 2531 ‘เศษเงิน’ หลักหมื่นของแอนนั้นนับว่ามหาศาลมาก เดชาจึงไม่โต้เถียงอันใดและยอมรับลูกชายมาเลี้ยงแต่โดยดี แอนบอกว่าเธอตั้งชื่อลูกชายว่า ‘ลูกพลับ’ เขาก็เรียกเจ้าเด็กนี่ตามที่แอนเรียกมาโดยตลอด

แต่ถึงแม้เงินหลักหมื่นบาทจะเป็นจำนวนที่เยอะมาก หากมันก็ไม่ได้มากพอให้คนที่ไม่รู้จักทำการทำงานเอาแต่กินเหล้าไปวัน ๆ อย่างเดชาจะใช้เงินนั้นซื้อเหล้าไปได้จนชั่วชีวิต

เงินก้อนนั้นเดชาฟุ่มเฟือยได้ไม่ถึงสี่เดือนก็หมดเกลี้ยง จะไปรับจ้างล้างชามรายวันเหมือนแต่ก่อนก็ทำไม่ได้เพราะมีประวัติเคยติดคุกติดตะราง ทั้งยังข้อหาฆ่าคนตาย ชาวบ้านจึงต่างพากันรังเกียจและไม่ให้โอกาสเดชาได้ทำงานกับตนอีก

เดชาหันกลับมาเก็บของเก่าขาย ส่วนมากก็เป็นพวกกระดาษหนังสือพิมพ์และขวดพลาสติกตามถังขยะ ได้เงินมาวันละ 50-80 บาทก็เอาไปลงกับเหล้าจนหมด

ลูกชายที่เมียเก่าโยนมาให้ก็ไม่ได้เข้าโรงเรียนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเมตตาจากเพื่อนบ้านที่แบ่งข้าว แบ่งขนมให้กับเด็กที่มีพ่อขี้เหล้า ไร้ความรับผิดชอบ หากไม่มีใครเหลียวแลเลยเด็กคนนี้ก็คงจะอดตาย

และส่วนของวันนี้ก็คือ…

อ่า… ดูเหมือนว่าวันนี้ไอ้พ่อขี้เมานี่มันจะลงมือทำร้ายเด็กหนักมากจนเจ้าลูกพลับนี่ตกใจแล้วระเบิดพลังจิตมารของตนเองออกมาเป็นครั้งแรก จนทำให้พ่องมันกระเด็นไปกระแทกกำแพง

ทั้งแรงกระแทกที่ท้ายทอยและทั้งพลังของจิตมารอันรุนแรงประกอบเข้าด้วยกันก็เลยทำให้พ่องมันขิต[1]

โดยที่ไอ้เด็กนี่ก็ไม่รู้ตัวสินะ ว่ามันได้เผลอฆ่าพ่อตัวเองไปแล้ว

ไตเติ้ลสันนิษฐาน…

เอิ่ม… ความจริงก็ไม่ได้สันนิษฐานอะไรนักหรอก แต่พอดีว่าตอนที่ความทรงจำจากร่างของพ่องขี้เมามันผุดขึ้นมาเนี่ย ชายหนุ่มก็ตรัสรู้ขึ้นมาได้เองว่าฉากนี้นี่มันคือดราม่าชีวิตของไอ้วิญญาณร้ายที่เขาเพิ่งอ่านไปหมาด ๆ ในนิยายเรื่องเมื่อกี้นี้เลยนี่หว่า!

ประเด็นก็คือตอนที่เขาหวังจะเข้าไปหามุมสงบแอบงีบในห้องสมุดนั้นไตเติ้ลได้หยิบนิยายมาอ่านฆ่าเวลาไปด้วย มันเป็นนิยายเรื่องประจำที่เขามักจะหยิบมาอ่านทุกครั้งเวลาที่ตนเองแวะเข้าห้องสมุด เพราะนอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกดีแล้ว ตัวเอกเรื่องนี้ก็ยังมีความซวยคล้าย ๆ กับตัวเขาดีด้วยเพราะดันเกิดมามองเห็นผีและมองเห็นกรรมของบุคคลได้เหมือนกันเลย

เนื้อเรื่องเริ่มต้นจากการที่พระเอกของเรื่องดันเกิดมามีพลังแห่งเทพติดตัว ทำให้มีความสามารถในการมองเห็นและปัดเป่าวิญญาณร้ายได้ และแม้พระเอกจะไม่ได้อยากจะพบเจอวิญญาณร้ายใด ๆ แต่ก็มักจะมีวิญญาณร้ายโผล่มาให้พระเอกปราบอยู่เรื่อย

ในจุดนี้เหมือนกับไตเติ้ลเด๊ะเลยที่ดันเกิดมามองเห็นผี และถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยอยากเสวนากับผี แต่ก็มักจะมีผีมาเสวนากับเขาอยู่เรื่อย

ในช่วงกลางเรื่องพระเอกของเรื่องก็จะมีพลังเทพเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งค้นพบความจริงว่าจริง ๆ แล้วตนเองเป็นเทพจากสวรรค์ที่ลงมาทำหน้าที่กำจัดจิตมารบนโลกมนุษย์

เนื่องจากความมากล้นไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยความโลภ หลง ริษยา ชิงชัง ของมนุษย์นั้นเป็นพลังแก่กล้าที่ส่งเสริมให้จิตมารอันเทพสวรรค์กักขังไว้แข็งแกร่งขึ้น สุดท้ายแล้วจิตมารนั้นก็หลุดออกจากที่คุมขัง แล้วกระจายแตกไปเป็นจิตย่อยนับพัน ฝังลงในร่างของมนุษย์มากมาย ชักชวนให้มนุษย์ที่ถูกจิตมารสิงสู่อยู่ทำความเลว เข่นฆ่า แย่งชิง และหากปล่อยไว้ก็จะนำพามาซึ่งสงครามและภัยพิบัติต่าง ๆ

แต่เรื่องพวกนั้นช่างมันไปเถอะ มาที่สถานการณ์ปัจจุบันตรงหน้านี้ก่อนดีกว่า แบบนี้ก็คือ…

แปลว่าตอนที่เขาเผือกไปสาระแนกับความซวยของไอ้บรรณารักษ์คนนั้น นั่นคือเขาโดนลูกหลงแห่งความซวย ถูกชั้นหนังสือล้มทับจนตายไปแล้วสินะ ถึงได้มาโผล่อยู่ในนิยายแบบนี้ได้เนี่ย แล้วแถมยัง…

ไตเติ้ลเหลือบสายตาของตนมองไปยังเจ้าเด็กขาดสารอาหารที่พยายามเก็บเสียงสะอื้นมองหน้าพ่อที่อยู่ ๆ ก็เงียบกริบลงไปอย่างจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้

นี่มันน่าจะเป็นเนื้อเรื่องในช่วงตอนย้อนอดีตของวิญญาณร้าย

ชายหนุ่มค่อนข้างจะแน่ใจว่าเขาหลงมาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ในช่วงเวลาที่ย้อนอดีต…

ตอนเล่าถึงอดีตของวิญญาณร้ายที่ไล่ฆ่าคน มีผีตนหนึ่งเป็นวิญญาณร้ายทรงเอ หัวหน้าแก๊งเด็กแว๊นที่จะคอยออกมาป่วนถนนยามค่ำคืนจนทำให้ผู้คนล้มตาย รถแก๊สระเบิด เกิดเป็นโศกนาฏกรรมนับพันศพ

นี่นะ…

มันคืออดีตของวิญญาณตัวนั้น เป็นอดีตของไอ้เจ้าเด็กลูกพลับที่จะโตขึ้นมาเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กแว๊น โดนรถบรรทุกชนตายบนถนน แล้วก็กลายมาเป็นวิญญาณร้ายไล่ฆ่าคนเป็นพัน ๆ ศพ…

เขาดันย้อนอดีตมาเกิดเป็นพ่องเชี่ย ๆ ของไอ้เจ้าว่าที่วิญญาณร้ายตัวนี้เนี่ยนะ!?

ได้ยังไงกันฟะเนี่ย! ให้ตายเถอะ!!

ท่ามกลางสีหน้าเคร่งเครียดที่อ่านอารมณ์ไม่ถูกของคนเป็นพ่อ ลูกพลับได้แต่เหลือบตามองทั้งพยายามกลั้นเสียงสะอื้น

เมื่อครู่นี้เด็กชายตกใจมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าพ่อจะเมาแล้วมาตบตีเขาเหมือนอย่างทุกคราก็ตาม แต่คราวนี้มันแตกต่างออกไป

ลูกพลับไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไรพ่อที่เมาอาละวาดเป็นปกติถึงได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดมากเกินกว่าปกติ ทุกครั้งจากที่พ่อเคยแค่ฟาดและตบตีเขา แต่วันนี้พ่อถึงขนาดจับเขาเหวี่ยงแล้วก็ทุ่มกระแทกพื้นจนแผ่นหลังเจ็บไปหมด ซ้ำร้ายพ่อยังตามขึ้นมาคร่อมแล้วบีบคอคิดจะฆ่าเขาให้ตาย

ลูกพลับกลัวมากจนหลับตาปี๋ ได้แต่คิดในใจว่า ‘ช่วยด้วย’ ไปโดยสัญชาตญาณทั้งที่ก็รู้ดีอยู่ว่าไม่มีใครมาช่วยให้เขารอดพ้นจากเงื้อมมือของพ่อใจร้ายคนนี้ได้หรอก

แต่แล้ว…

ท่ามกลางความหวาดกลัวอันไม่มีที่สิ้นสุด อยู่ ๆ ทั่วร่างของเด็กชายก็เกิดร้อนวาบขึ้นมา ลูกพลับรู้สึกเหมือนกับมีลูกโป่งร้อน ๆ แตกโพละอยู่ในอกของตัวเอง จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็กลับเงียบกริบลง

เวลาผ่านไปนานมากพอที่เด็กชายจะรู้สึกได้ถึงความเงียบที่ยาวนานจนผิดปกติ เขาค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมอง ภาพที่พบก็คือพ่อที่นอนหลับ…

พ่อนอนแน่นิ่งอยู่กับกำแพงแผ่นหนา เด็กชายเห็นเลือดออกจากปากของพ่อจึงคลานเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็ปรากฏว่าพ่อไม่หายใจแล้ว

“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น?”

ไตเติ้ลตั้งคำถาม แม้สายตาจะหันไปมองเด็กชายที่แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวคนนั้น แต่อันที่จริงแล้วคือเขาถามกับตนเอง…

ถามความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่

เชิงอรรถ

^ ขิต/สู่ขิต = คำแสลง มาจากคำว่า สู่สุขคติ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...