[BL]เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!
ข้อมูลเบื้องต้น
[เรื่องย่อ]
‘อย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของคนอื่น’
คือคำสอนที่ปู่สั่งสอนไตเติ้ลมานับแต่เล็ก เพราะปู่รู้ดีว่าหลานชายของตนเองมีซิกเซนส์ มองเห็นภูต ผี เจ้ากรรมนายเวรและคราวเคราะห์ของคนอื่นได้ เป็นอย่างนั้นแล้วปู่จึงกำชับหลานชายหนักหนาว่าอย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของชาวบ้านเขาไม่เข้าเรื่อง!
ชายหนุ่มจำที่ปู่สอนเอาไว้ได้ขึ้นใจ แต่นิสัยเจ้ากรรมที่เวลาเห็นคนโชคร้ายทีไรมันก็อดจะเผือกเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้สักที สุดท้ายแล้วเป็นไงล่ะ! คราวเคราะห์ของคนคนนั้นกลับพุ่งมาหาตัวเองแทน คนที่ช่วยไว้รอดตายหรือไม่เรื่องนั้นไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าคนที่ตายแน่ๆ น่ะ มันคือเขาต่างหาก! ตายแล้วไม่ได้เปล่า ความซวยเจ้ากรรมดันชักนำให้มาเกิดใหม่ในนิยายตอนย้อนอดีต…
ไอ้เรื่องที่จะต้องกลับมาใช้ชีวิตในช่วงมิเลเนียมยุค 90 ใหม่อีกรอบนั่นยังไม่เท่าไหร่หรอกนะ แต่ประเด็นก็คือชีวิตเก่าตอนตายนั่นน่ะ ทั้งโสด ทั้งรวย มีความสามารถ ทำงานเก็บเงินจนได้อยู่อย่างสโลว์ไลฟ์ใช้ชีวิตดี๊ดีไปวันๆ แล้วแท้ๆ เลย แต่พอได้เกิดใหม่ดันได้มาเกิดอยู่ในร่างของไอ้คนจรจัด ขี้คุก ขี้เมา กากเดนมนุษย์ สังคมรังเกียจ เป็นที่เดียดฉันท์ของชาวโลก ไม่มีสมบัติติดตัว ไร้วุฒิการศึกษา ไร้เครดิตทางสังคม น้ำท่าก็ไม่อาบ ตัวก็เหม๊นนนเหม็น! เท่านั้นไม่พอ ไอ้เจ้าร่างนี้ยังจะมีลูกชายที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กแว๊น ถูกอัดก๊อบปี้ตายจนกลายเป็นวิญญาณร้ายแล้วไล่ฆ่าคนกว่านับพัน….
โอ๊ยยยยยย….! ไตเติ้ลเอ๊ยยยย! เอ็งตายทำไมเนี่ย! ชีวิตเดิมมันก็ดี๊ดีอยู่แล้วแท้ๆ เลยเชียวนะ เวรกรรมอะไรถึงจะต้องรีบตายแล้วมาเกิดใหม่ในชีวิตที่ลำบากกว่าเดิมถึงขนาดนี้ด้วยเนี่ย!
[เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง]
1.เป็นนิยายวายนะคะ วายยยยแน่นอน แต่พระเอกก็คือ…. จะออกช้าาาาช๊าาาาาาช้าาาาาามว๊ากกกกกกมาก
2.เพราะว่าเป็นเรื่องสโลว์ไลฟ์(เหรอ???)ที่นักเขียนพล็อตเอาไว้แบบว่ายาวววววมากกกกก ซึ่งเนื้อเรื่องช่วงต้นคุณไตเติ้ลของเราต้องมีการปรับตัวเยอะมากในการที่อยู่ๆ ก็หลุดเกิดในนิยายตอนย้อนยุคได้อย่างงงๆ เนื้อเรื่องช่วงต้นก็เลยจะเน้นที่การปรับตัว การใช้ชีวิตของคุณเตื้ล ทำให้กว่าพระเอกจะออกมาก็ปาไปกลางเรื่องเลย ดังนั้นเราไม่ได้ลงนิยายผิดหมวด มันวายแน่ๆ ค่ะ แค่คุณเมะจะปรากฏตัวช้าาามากก็เท่านั้น
3.นักเขียนเป็นคนที่มองเห็นผีนะคะ… ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดค่ะ นักเขียนค่ะ ไม่ใช่คุณเติ้ล (คุณเติ้ลก็เห็น แต่เราก็มองเห็นไง 555+) เราคือมองเห็นทั้งผีทั้งเทวดา และเราไม่กลัวผีนะคะ และใช่ค่ะ เราไล่ผีได้(และมีเพื่อนที่ชอบพาผีมาให้ไล่อยู่เนืองๆ ด้วย ToT) ดังนั้นสิ่งที่ไตเติ้ลเจอเกี่ยวกับผีๆ บางอย่างก็จะมาจากประสบการณ์ของเราเอง (ซึ่งถ้าอิงเรื่องไหนมาจะทำลิงก์พาสให้ไปอ่านประสบการณ์ต้นฉบับที่หน้าเพจเล่าเรื่องผีของเราให้นะคะ)
4.แด่คนที่กลัวผี ผีในเรื่องนี้ไม่น่ากลัวนะคะ เน้นแนวไลฟ์สไตล์ปกติของผีที่เราเจอๆ มา ที่สำคัญคือคนเขียนไม่กลัวผีเลยค่ะ
เราจึงมิอาจเขียนเรื่องผีให้น่ากลัวได้ ซึ่งนิยายเรื่องนี้ก็เน้นความปราบผีด้วยค่ะ ไม่ได้เน้นสยองขวัญเน้อ
5.แด่คนที่อาจจะจับผิดคุณไตเติ้ลว่าเป็นไปได้เหรอ เห็นผีแล้วไม่กลัว… เอ่อ… หลายอย่างในเรื่องเราเอามาจากปสก.เราเอง แล้วเราก็ไม่กลัวผีอ่ะค่ะ ถ้าคนเขียนไม่กลัวได้คุณเติ้ลก็ไม่กลัวหรอก คือถ้าเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ผีมันก็แค่ผีอ่ะ ทำไมคนถึงกลัวชั้ลก็ยังงงๆ อยู่
6.ติ-ชมกันได้ยกเว้นด่าให้ปลดเหรียญ+ลดราคานะคะ เพราะจะเปิดฟรีให้อ่านอยู่แล้ว ถ้าไ่ม่ไหวกับค่าใช้จ่าก็รออ่านฟรีไปค่า คือนักเขียนก็ต้องกินต้องใช้อ่าเน้อออ นี่บ่องตรงๆ ว่าถ้ารายตอนทำเงินไม่ได้เราก็จะขายแบบอีบุ๊คอย่างเดียวอ่าค่ะ มันคุ้มกว่า ดังนั้นราคานี้คือราคาที่นักเขียนอยู่ได้ เราคิดคำนวณมาดีปล้ ///กราบขอบคุณคุณรี้ดสายเปยืที่รับไหวและให้การสนับสนุนมากๆ ค่ะ แต่ถ้าหากมีคุณรี้ดที่รับราคานี้ไม่ได้แนะนำรออ่านฟรีนะคะ เพราะจะไม่ปรับลดราคาแน่นอนค่ะ
7.ก็ยังติ-ชมกันได้ตลอดนะคะ เนื่องจากเป็นนิยายที่ยังไม่ได้รีไรต์ และอ่านปรู๊ฟไปน้อยมาก ดังนั้นจึงคาดว่าอาจจะมีคำผิดเยอะอยู่ ถ้าเจอแล้วขัดตาก็ทักท้วงกันได้นะคะ นข.ไม่ดุค่ะ (แต่ต้องวางการ์ดเรื่องติดเหรียญไว้นิด เพราะเคยถูกต่อว่าเรื่องนี้หลายรอบ งงว่าติดเหรียญล่วงหน้าแล้วก็ยังเปิดให้อ่านฟรีได้หลังจากนี้ชั้ลยังโดนเลย จะมาดุนุทำไม นุก็มีทางเลือกให้อ่านฟรีแล้วอ่า
8.นึกไม่ออกแล้ว (ยาวแล้ว รู้ว่ารี้ดเบื่อ 5555+) เดี๋ยวถ้านึกไรได้จะมาเพิ่มเติมนะคะ
อนุสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์และการเผยแพร่
*สำหรับท่านที่ถ้าไม่คิดจะก๊อบงานคนอื่นจะพาสตรงนี้ไปเลยก็ได้นะคะ* อ่านแล้วไรต์อาจดุๆ เดี๋ยวจะเสียอารมณ์กันค่ะ แต่สายขี้ก๊อบมาอ่านกันก่อนค่ะ เวลาที่โดนไรต์ฟ้องจะได้ไม่ต้องมาอ้างว่าบ้านอยู่ถึงแค่ราชบุรี เพราะเราได้ชี้แจงรายละเอียดเอาไว้หมดแล้วค่ะว่าอนุญาตให้เผยแพร่งานเราได้แค่ไหน
1.อนุญาตให้เผยแพร่เนื้อหาไม่เกิน 20% ต่อ 1 ตอน ภายใต้เงื่อนไขการทำลิงก์กลับมาที่หน้านิยาย และ/หรือ หน้าจัดจำหน่าย eBook ของนิยายเรื่องนี้เท่านั้น
2.ภาพปกนิยายและภาพประกอบต่างๆ ผู้เขียนอนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้โดยอ้างอิงแหล่งที่มาว่า ภาพจากนิยายเรื่อง "เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายมาเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!" และทำลิงก์กลับมาที่หน้านิยาย และ/หรือ หน้าจัดจำหน่าย eBook ของนิยายเรื่องนี้เท่านั้น
3.ในกรณีที่ต้องการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายไปเผยแพร่ในแหล่งอื่นใดนอกเหนือจากเงื่อนไขข้อ 1 และ 2 ให้ติดต่อขออนุญาตมาที่นักเขียนเพื่อให้นักเขียนตกลงยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนการเผยแพร่ในทุกครั้ง หากไม่มีลายลักษณ์ยินยอมจากนักเขียนแสดงเป็นหลักฐาน จะถือว่าผู้เผยแพร่ละเมิดลิขสิทธิ์
4.ไม่อนุญาตให้นำไปทำเป็นนิยายเสียง หรือ เล่าสปอยล์เนื้อเรื่องตั้งแต่จนจบ ในทุกกรณีและในทุกช่องทางการเผยแพร่
5.ค่าเสียหายในกรณีเกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ คิดตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง คือราคารายได้ของนิยาย/ตอน และ ราคาปกของนิยาย/เล่ม X ยอดวิวจริงของเว็บหรือบุคคลผู้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์
6.กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ภาพปกและ/หรือ ภาพประกอบ ซึ่งนักเขียนผู้ถือลิขสิทธิ์โดยชอบธรรม จะคิดค่าเสียหายตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง คือราคางานภาพปก X ยอดวิวจริงของเว็บหรือบุคคลผู้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ (โปรดพิจารณาก่อนทำการละเมิด มิว่าจะเป็นการก๊อบปี้หรือเทรซงานนะคะ)
7.กรณีดำเนินเรื่องถึงชั้นศาล รบกวนผู้ละเมิดชำระค่าธรรมเนียมศาลให้นักเขียนด้วยนะคะ ในทุกกรณีค่ะ.
ดุเสร็จแล้วมาขอโทษรี้ดเหมือนเดิม
ขออภัยรีดเดอร์ทุกท่านนะคะถ้าข้อความลิขสิทธิ์จะทำให้เสียอารมณ์ แต่ไรต์เจอมาเยอะ แล้วก็เห็นคนอื่นเจอเยอะอยู่ค่ะ เลยขอแจ้งให้เคลียร์ๆ ไปเลยดีกว่า ไรต์เด๋อจะได้โพสต์นิยายไปได้อย่างเด๋อๆ แล้วทุกคนจะได้อ่านกันอย่างชิลด์ๆ สบายใจๆ น้า
ถ้าอ่านแล้วชอบๆ ไม่ขี้เกียจพิมพ์ก็ขอเมนต์เป็นกลจ.ให้ไรต์นิดหน่อยบ้างก็ดีนะคะ อย่ารำคาญพวกไรต์ๆ ที่ชอบขอเมนต์กันเลยน้า มันช่วยในด้านกำลังใจ ทำให้คนเขียนให้ใจฟูๆ ได้มากจริงๆ ค่ะ อยากให้คนอ่านอ่านแล้วชอบๆ แฮปปี้ๆ กันค่ะ อิ อิ
ความดวงซวย
ตอนที่สัมปชัญญะกลับคืนมาไตเติ้ลก็รู้สึกมึนหัวหนักมาก เหมือนศีรษะของเขาเพิ่งจะถูกกระแทกอย่างแรงด้วยอุบัติเหตุอะไรสักอย่างหนึ่ง
ไตเติ้ลขมวดคิ้วทั้งที่ยังไม่ลืมตาตื่น พยายามนึกด้วยความมึนตื้อไปหมดว่ามันสืบเนื่องมาจากสาเหตุอะไรถึงได้ทำให้เขาปวดหัวมากมายขนาดนี้
แล้วก็ระลึกขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนักว่าในตอนที่เขารับจ๊อบไปเป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ชั่วโมงบรรยายตอนเช้าแล้วเบรกยาวมาอีกทีก็เย็นเลย มันมีช่วงเวลาว่างอันยาวนานมากจนเขาคิดว่าจะมาหามุมแอบงีบในห้องสมุด
ตอนนั้นในห้องสมุดมีบรรณารักษ์ใส่แว่นหนา ๆ แต่งตัวเชย ๆ คนหนึ่งมายืนทำเปิ่น… เออ… ไม่ใช่สิ ก็แค่มายืนจัดชั้นหนังสือธรรมดา ๆ นั่นแหละ แต่ด้วยความที่ชายคนนั้นจากรูปร่างดูแล้วไม่ได้สูงเพรียวอะไรมากนักเมื่อเทียบกับชั้นหนังสือไม้สักของห้องสมุด ทำให้ร่างเล็ก ๆ นั่นไม่สามารถเอื้อมมือไปเก็บหนังสือบางเล่มที่ควรจะอยู่ชั้นบนได้ แต่ที่ไตเติ้ลดูว่าเขาท่าทางเปิ่น ๆ นั่นเป็นเพราะว่าท่าทีเก้กังที่เหมือนกับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ถูก หาบันไดเพื่อปืนขึ้นไปเก็บหนังสือที่ชั้นบนไม่เจอ ไป ๆ มา ๆ ชายคนนั้นจึงตัดสินใจปีนชั้นไม้สักขึ้นไปเพื่อเก็บหนังสือแทนที่จะหาขั้นบันได
พอเห็นพฤติกรรมมักง่ายแบบนั้นวิทยากรวัยผู้ใหญ่ก็แอบสาปแช่งในใจอยู่เล็ก ๆ ว่าขอให้หงายหลังตกลงมาทีเถ้ออออ จะหัวเราะเยาะให้น่าดูเลย
เด็กสมัยนี้นะ ชอบทำนิสัยมักง่ายปีนชั้นหนังสือแทนที่จะใช้บันได ตัวเองเป็นบรรณารักษ์แท้ ๆ ก็น่าจะทำตามกฎระเบียบ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใช้บริการคนอื่น ๆ สิ นี่อะไร กลับมาทำผิดกฎเสียเอง ใช้ได้ที่ไหนกัน
ในขณะที่กำลังนั่งมองและแสยะยิ้มด้วยใจสาปแช่งเล็ก ๆ อยู่นั่นเอง ไตเติ้ลก็เกิดเห็นเงา…
มันเป็นลักษณะของหมอกควันสีดำที่อยู่ ๆ ก็อวลขึ้นคลุมร่างของบรรณารักษ์คนนั้น และปิดมิดส่วนหัวจนเขามองทะลุไปได้ไม่เห็น
‘เชี่ย! แช่งเล่น ๆ อย่าเผือกตายจริง ๆ เชียวนะเว้ย!’
หนุ่มใหญ่วัยกลางคนลุกพรวดขึ้นทันควัน
ไตเติ้ลเป็นคนที่มีซิกซ์เซนส์ มีลางสังหรณ์ สามารถมองเห็นภูต ผี วิญญาณได้มานับแต่เล็ก คนที่มีเจ้ากรรมนายเวรหรือวิญญาณร้ายตามมารังควานก็มักจะปรากฏในลักษณะของหมอกสีดำแบบนี้นั่นแหละ
หลายครั้งที่เขาเห็นคนที่ถูกควันสีดำแบบนี้ปกคลุมร่างกายก็จะมองรู้ทันทีว่าคนพวกนั้นกำลังจะมีเคราะห์ร้าย ซึ่งเคราะห์ร้ายพวกนั้นจะหนักหนามากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ความหนาของกลุ่มก้อนหมอกควันที่เขามองเห็น แต่ถ้าหนาทึบจนปิดมิดมองไม่เห็นศีรษะของอีกฝ่ายแบบนี้ มันก็ชัดเจนเป็นทีเดียวเชียวเลยว่าคนคนนั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน
‘อย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของคนอื่น’
คือคำสอนที่ปู่สั่งสอนเขามานับแต่เล็ก เพราะปู่รู้ดีว่าหลานชายของตนเองมีซิกซ์เซนส์ มองเห็นภูต ผี เจ้ากรรมนายเวรและคราวเคราะห์ของคนอื่นได้ เป็นอย่างนั้นแล้วปู่จึงกำชับหลานชายหนักหนาว่าอย่าไปเผือกยุ่งกับกรรมของชาวบ้านเขาไม่เข้าเรื่อง!
หมอกควันสีดำที่ไตเติ้ลมองเห็นพวกนั้นคือจิตอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวร ใครทำอะไรเอาไว้เขาก็จะทวงหนี้เอากับคนที่สร้างกรรมไว้กับเขา ไตเติ้ลอาจใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือคนอื่นได้บางพอสมควร เตือนได้ในยามที่เห็นว่าคนมีภัย หรือพูดคุยเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรขอลดหย่อนผ่อนโทษไม่ให้อาฆาตแค้นเจ้าชะตาได้
เป็นต้นหากมีใครมาถามถึงเรื่องเคราะห์กรรม สาเหตุของความซวย ความดวงตกต่าง ๆ ของชีวิต ไตเติ้ลสามารถบอกกับคนพวกนั้นว่ากำลังถึงคราวเคราะห์ร้าย ให้ระวังน้ำ ระวังไฟ แต่บอกไปอย่างระบุชี้ชัดไม่ได้ว่าจะจมน้ำเมื่อไร หรือถูกไฟไหม้ที่ตอนไหน และหากเจ้ากรรมนายเวรอาฆาตมาว่าห้ามบอก ห้ามเตือน หากเป็นอย่างนั้นไตเติ้ลก็ไม่สามารถบอกหรือเตือนได้
ในกรณีของเคราะห์ร้ายที่ไม่หนักหนาก็จะสามารถเผือกแบบอ้อม ๆ ได้เท่านั้น แต่ถ้าหากเคราะห์หนักจนมองไม่เห็นหัวอย่างเจ้าบรรณารักษ์คนนั้น…
ปู่สั่งสอนเอาไว้นักหนาว่าหากทนมองดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ก็ให้เผ่นหนีโดยไว ถ้าไม่อยากจะซวยเสียเองก็อย่าเอาตัวเองเข้าไปเผือกกับความดวงซวยของชาวบ้านอย่างเด็ดขาด!
“ระวังครับ!”
ไตเติ้ลตะโกนเตือนพร้อมกับพุ่งร่างตนเองเข้าไปใกล้ชายดวงซวยคนนั้น
เขาจำคำสั่งสอนของปู่ได้ขึ้นใจ แต่ในทุกครั้งก็ไม่เคยที่จะทนดูความซวยของคนอื่นอยู่เฉย ๆ โดยไม่เข้าไปเผือกได้เลยสักที
ตอนแรกที่เห็นควันดำพวกนั้นไตเติ้ลก็ลุกขึ้นพรวดพราด สมองของเขาเตือนว่าจงเผ่นหนีจากภาพเบื้องหน้านั้นไปให้ไว แต่พอเห็นชายคนนั้นกำลังเอนหงายหลังลงมาจากชั้นหนังสือสูงลิบสัญชาตญาณก็กลับเข้าควบคุมร่างกาย พาสองขาของตนพุ่งไปรับร่างของเจ้าคนดวงซวยนั่นจนถึงที่
ไตเติ้ลรู้ดีว่าชายคนนั้นตกมาจากชั้นหนังสือลงมาทับเขาที่พุ่งเข้าไปรับ และก่อนที่สัมปชัญญะของเขาจะดับวูบลง วิทยากรหนุ่มใหญ่ในวัย 47 ปีก็มองเห็นชั้นหนังสือไม้สักใหญ่โตนั้นค่อย ๆ เอนล้มลงมา…
…………….
……………….
………………..
ชายหนุ่มรู้สึกปวดหัว…
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ็บหนักตรงช่วงท้ายทอยเหมือนกับถูกกระแทก พอลำดับภาพความทรงจำของตนเองได้เขาก็เดาสาเหตุของความเจ็บได้ว่าตนน่าจะหัวกระแทกเพราะหงายหลังล้มลง
อันที่จริงเขาควรจะอึดอัด แล้วก็ต้องหนักตัวด้วยเพราะถูกทั้งคนและชั้นหนังสือล้มทับ แต่ถึงแม้จะหลับตาอยู่เขาก็รู้สึกได้ว่าบนร่างของตนไม่ได้มีทั้งคนหรือวัตถุใดกองทับอยู่เลย
ชายหนุ่มได้ยินเสียงเด็กผู้ชายร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างกายแทนที่จะเป็นเสียงจ้อกแจ้กวุ่นวายโกลาหล เขาคาดเดาว่าตนเองและผู้ชายดวงซวยคนนั้นคงจะถูกกู้ภัยลากออกมาจากที่เกิดเหตุแล้ว และคงกำลังถูกพามานอนในที่ใดสักที่…
ที่ไม่น่าจะใช่โรงพยาบาล เพราะมันไม่มีกลิ่นยาฆ่าเชื้อหรือกลิ่นอะไรต่าง ๆ อย่างที่โรงพยาบาลควรจะมี ตรงข้าม มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่าสกปรกไปหมดเหมือนกับอยู่ท่ามกลางกองขยะ เขาคงจะบาดเจ็บไม่หนักเท่าไหร่กู้ภัยจึงไม่รีบพาส่งโรงพยาบาล ส่วนบรรณารักษ์ดวงซวยคนนั้น…
หากให้เดาจากหมอกสีดำที่หนาทึบจนหาหัวไม่เจอแบบนั้น… 100% ว่าไม่น่าจะรอดแล้วแน่ ๆ ส่วนเสียงหนวกหูของไอ้เด็กที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่นี่ก็น่าจะเป็นลูกหลานญาติโยมของเจ้าบรรณารักษ์นั่นล่ะมั้ง
เอาเถอะ… ถึงไตเติ้ลจะไม่ใช่คนรักเด็กแต่ก็ใช่ว่าจะเกลียดเด็กนักหนา โดยรวมเขาแค่รู้สึกว่าพวกเด็ก ๆ นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตจากมิติลี้ลับที่วัน ๆ เอาแต่แหกปากร้องไห้ พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง เข้าถึงและเอาใจได้ยากมาก ๆ ชนิดที่ยากยิ่งกว่าพวกผีร้ายเอาแต่ใจทั้งหลายที่เขาเคยคบเคยคุยด้วยเสียอีก
แต่ในกรณีถ้ามาเจอเด็กเดือดร้อน ร้องไห้เป็นบ้าเป็นบออย่างมีสาเหตุว่าพ่อง[1]
ตาย อย่างไรเสียในฐานะผู้ใหญ่ที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม เขาก็ต้องพยายามให้การช่วยเหลือปลอบใจอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ชายหนุ่มพยายามขยับเปลือกตาของตนให้ลืมขึ้นมาทั้งที่ท้ายทอยยังปวดร้าวไปหมด เขาคิดว่าเด็กที่ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่นี่คงจะเป็นลูกของเจ้าบรรณารักษ์ดวงซวยคนนั้น แล้วน่าจะไม่มีญาติมาคอยดูแลอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นใครที่ไหนจะปล่อยให้เด็กมานั่งแหกปากอยู่ข้างศพพ่อเป็นชั่วโมง ๆ แบบนี้
ไตเติ้ลลืมตาขึ้นมาได้ในที่สุด
ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเขาในทีแรกก็คือเด็กชายร่างผอมแห้งมีแต่หนังหุ้มกระดูกจนเหมือนกับพวกขาดสารอาหาร อายุวัยน่าจะอยู่ราว 6-7 ขวบเท่านั้น
เด็กคนนั้นกำลังร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้า แต่พอเห็นเขาลืมตาตื่นขึ้นมาเจ้าเด็กนั่นก็โผเข้ามากอดพร้อมกับกรีดเสียงร้องไห้ลั่นดังยิ่งขึ้น
“พ่อไม่ตาย โฮฮฮฮ พ่อจ๋าไม่ตายแล้ว โฮ ๆ ๆ ๆ ๆ”
‘ใครพ่อใครวะ’
เชิงอรรถ
^ พ่อง! ในนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่คำสะกดผิดนะคะ นักเขียนเจตนาใช้คำพ่อง! (ด่าแหละ 555+) ในหลายครั้ง หลายสถานการณ์ โดยเจตนาให้เน้นเสียงอ่านว่า 'พ่อง' โดยสื่อความหมายว่า 'พ่อง_ึงตาย' จริงๆ ค่ะ /// อ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้ว่ามันมีความหมายต่างจากคำว่า 'พ่อ' มากนัก :D
สวะสังคม - 1
‘ใครพ่อใครวะ’
ชายหนุ่มขมวดคิ้วคิดงุนงงอยู่ในใจ
มือใหญ่จับบ่าสั่นเทาของเจ้าเด็กขาดสารอาหารที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามจะแกะเจ้าตัวน้อยออกจากร่างของตน แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่ามือของตัวเองที่กำลังขยับอยู่นั้นมันดูแปลก ๆ
ทำไมถึงดูสกปรก? แล้วก็หยาบกร้านสุด ๆ
อืม… ถึงไตเติ้ลจะเป็นผู้ชายก็เถอะ แต่หนุ่มใหญ่ชายโสดอย่างเขาในสายตาคนอื่นก็มองดูรู้ว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำอางที่ดูแลตัวเองดีมาก เป็นเพราะแม่ของเขาไม่ชอบผู้ชายมีรอยสัก ดังนั้นไตเติ้ลจึงไม่ยอมสักอะไรลงไปบนร่างกายให้ขุ่นเคืองสายตาของพระมารดาผู้เป็นเจ้าของมรดก พ่อของเขาก็ชอบมาดของลูกชายที่สุภาพ ดูดี ผนวกกับบางครั้งที่เขาต้องรับจ๊อบไปเป็นวิทยากรในสายอาชีพด้าน IT - IM (Internet Marketing) ให้กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงต้องอาศัยภาพลักษณ์ที่สุภาพ ดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ ดังนั้นไตเติ้ลจึงมักจะดูแลร่างกายและการแต่งตัวของตนเองให้สะอาดสะอ้านดูดีอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้แล้วไอ้มือกร้านดำ เล็บยาวเลอะเขรอะที่ดูเหมือนกับไม่ได้อาบน้ำตัดเล็บมาสักสิบปีเนี่ย…
ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็ไม่น่าจะเป็นมือของเขาอย่างแน่นอน!
แต่ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมมันถึงขยับไปตามความคิดของเขาล่ะ?
แล้วยัง…?
ไตเติ้ลขมวดคิ้วสำรวจมองสภาพร่างของตนเท่าที่สายตาจะมองเห็นได้ เวลานี้ส่วนที่หน้าจะเรียกได้ว่า ‘แขน’ ของเขา สังเกตได้ว่ากำลังใส่… ผ้าขี้ริ้ว? ไม่สิ มันน่าจะเป็นเสื้อเชิ้ต…แขนยาวสินะ? แค่มันดูเก่า โทรม แล้วก็ขาดวิ่นเหมือนกับผ้าขี้ริ้วก็เท่านั้นเอง
ไตเติ้ลก้มลงหมายจะมองกางเกงของตน แต่ก็กลับกลายเป็นว่ามันถูกบดบังด้วยเด็กผู้ชายตัวผอมแห้งที่นั่งทับอยู่บนตักของเขาทั้งยังร้องไห้จ้าเสียงดังจนน่าแสบแก้วหู แต่ถึงอย่างนั้นความคิดที่อยากจะปลอบเจ้าเด็กน่าหนวกหูนี้มันก็จมหายไปแล้วเพราะความงงงวยในสภาพร่างของตนเองที่ดูผิดแผกแปลกไป
ชายหนุ่มจับเด็กตัวเล็กยกไปวางไว้บนพื้นข้างกายตนเอง เขาสำรวจมองช่วงล่างที่เวลานี้ดูเหมือนจะใส่กางเกงขาสั้นสีโคลน? ไม่สิ… สีขาวที่แปรเป็นสีโคลนจนดูเหมือนกับผ้าขี้ริ้ว
อี๋! ไอ้บ้าที่ไหนมันเอาของแบบนี้มาให้เขาใส่วะ! ถ้าพ่อกับแม่มาเห็นเขาคงโดนด่าเปิงว่าทำตัวซกมกแบบนี้นี่แหละ ถึงหาเมียไม่ได้สักที!
แต่เดี๋ยวก่อน ไอ้ขาแท่งใหญ่ ๆ ซกมก เลอะดำ เหมือนคนไม่ได้อาบน้ำมานานสามภพชาตินี่อะไรอีก?
มันใช่ขาของเขาจริง ๆ เหรอ?
แต่มันขยับไปตามที่สมองของเขาสั่งการมันก็น่าจะใช่…?
แล้วชายหนุ่มก็นึกเอะใจขึ้นมาได้ ยกมือขึ้นลูบสัมผัสใบหน้าที่รู้สึกคันยุบยิบของตนเอง มันเต็มไปด้วยหนวดเรารกครึ้ม…
‘อี๋! เหนียวด้วย!’
ไตเติ้ลจำได้ว่าตนเองไม่เคยไว้เคราเลยในชีวิต ถ้าทำแบบนั้นคงโดนแม่ด่าแถมตัดออกจากกองมรดก แล้วยังเป็นเคราที่โสโครก สกปรกเป็นสังกะตังจนเหนียวหนึบแบบนี้อีกด้วย
“ไอ้หนู มีกระจกไหม”
เขาหันไปถามเจ้าเด็กน้อยที่ลดเสียงร้องไห้ของตนลงด้วยความแปลกใจในกิริยาที่ผิดแผกไปของชายตรงหน้า หนูน้อยพอได้ยินอย่างนั้นก็กลั้นสะอื้น วิ่งไปหยิบเอากระจกมาส่งให้กับชายหนุ่มทันที
ไตเติ้ลมองตามเด็กชาย สังเกตเห็นสภาพรายรอบว่าที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ข้างถนน ในห้องสมุด หรือว่าอะไรเลย มันเป็นสถานที่ที่ดูเหมือนกับว่าจะเป็นในบ้าน? เพิง? หรืออะไรสักอย่างที่เก่าและโทรมมากจนกันแดดกันฝนแทบไม่ได้ และตอนนี้ก็เป็นเวลายามเย็นเจียนค่ำ รอบด้านกำลังมืดลงทุกที เพราะอย่างนั้นตอนที่เด็กคนนั้นหยิบกระจกมาให้กับเขา เจ้าตัวจ้อยจึงไม่ลืมที่จะหยิบไฟฉายติดมือมาให้เขาด้วย
‘ไม่มีไฟฟ้าใช้หรือไงวะ?’
ชายหนุ่มคิดในใจแต่ก็รับมาทั้งกระจกและไฟฉายโดยไม่พูดไม่จา
มันเป็นกระจกแบบแขวนผนังที่ราคาถูกมาก ดูกระจอกแบบไม่น่าจะราคาเกิน 25-30 แต่ก็บานใหญ่พอที่จะส่องเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนทั้งใบหน้า แม้มันจะมีรอยร้าวอยู่ตามขอบมุมของกระจกก็ตามที
แล้วไตเติ้ลก็กลับยิ่งขมวดคิ้วหนักเข้าเมื่อเห็นใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจกบานนั้น
ชายหนุ่ม… ที่แม่มดูไม่หนุ่มเลยสักนิด!
ชายในกระจกคนนั้นมีแววตาขุ่นมัว ผมเผ้าสีดำยาว ยุ่งเหยิงพันกัน หนวดเคราสีดำก็รกครึ้มทั่วหน้า ทั้งสีผิว… แม่ม! ดูไม่ออกเลยว่าไอ้นี่มันผิวดำหรือผิวขาว ก็เนื้อตัวดำเขรอะอย่างกับไปตกขี้โคลนมา แถมเขายังได้กลิ่นเหม็นเน่าตุ ๆ ลอยออกมาด้วย ไอ้คนนี้มันต้องไม่ได้อาบน้ำมาสักห้าหกเดือนแน่ ๆ เป็นอย่างน้อย
ไอ้คนนี้… เดี๋ยวนะ!
ไอ้คนนี้ที่ว่านี่มันดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเขานี่หว่า แต่หน้าตาของเขามันไม่ใช่แบบนี้นะ! แล้วทำไมไอ้คนไม่อาบน้ำที่สภาพร่างซกมกเป็นคนจรจัดนี่ถึงกลายเป็นร่างของเขาได้ล่ะ?
หรือว่า…?
นี่จะคือการเกิดใหม่ในนิยายเปลี่ยนไส้ในที่ร่ำลือกัน!?
พอคิดได้อย่างนั้นพลันก็มีความทรงจำของคนอีกคนหนึ่งผุดเข้ามาในหัวของไตเติ้ลชัดเจนเป็นฉาก ๆ
….…
……….
มันคือความทรงจำของไอ้คนที่ไม่ยอมอาบน้ำคนนี้ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโต จนกระทั่ง… ตาย
ร่าง ๆ นี้มีชื่อว่าเดชา เป็นพ่อของเจ้าลูกพลับ หรือก็คือไอ้เด็กขาดสารอาหารทั้งยังคงส่งเสียงซิก ๆ สะอึกสะอื้นอยู่ข้าง ๆ เขาคนนี้
เดชาเป็นคนที่โตมาในครอบครัวอันมีฐานะไม่สู้ดีนัก เข้าเรียนในระบบได้ถึงชั้นมัธยมต้นก็ดันไปทำผู้หญิงท้องจนต้องออกจากโรงเรียนทั้งเดชาและผู้หญิงคนนั้น
พ่อแม่ของฝ่ายหญิงเห็นว่าเดชาเป็นเด็กเกเร เหลวไหล แม้จะทำลูกสาวตัวเองท้องแต่ก็ไม่ยอมให้ลูกมาอยู่กินกับไอ้เลวนี่เด็ดขาด เดชาจึงถูกจับแยกจากผู้หญิงนับแต่นั้นเป็นต้นมาและไม่รู้ข่าวคราวของเธออีก
ฝ่ายครอบครัวเดชาด้วยความที่ฐานะยากจนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอลูกชายเหลวไหลไม่ยอมเรียนก็ไม่คิดที่จะเปลืองเงินส่งเสีย ปล่อยตามบุญตามกรรม ไล่ไปทำงานหาเงินเอาตัวรอดด้วยวุฒิการศึกษาที่ยังไม่จบชั้นมัธยมต้นดี
เดชาทำงานแบบจับจดไปเรื่อย เป็นลูกมือคนข้างบ้านยกของ ขนของ ล้างจานชามในร้านอาหารบ้าง แต่ทำที่ไหนก็อยู่ได้ไม่นานเพราะนิสัยเกียจคร้าน รักสบาย จึงต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อย พ่อแม่ที่อดสังเวชลูกชายไม่ได้บางทีก็ให้เงินใช้บ้างไปตามอัตภาพ จนภายหลังพ่อแม่แก่เฒ่าและตายลงเดชาก็ได้เงินค่าฌาปนกิจมาจำนวนหนึ่งให้เอาไปใช้จ่ายนั่งกินเหล้าตามซุ้มยาดองได้อยู่ช่วงหนึ่ง
ในช่วงนั้นเองที่เดชาได้เจอกับแอน สาวสวยสายเมาที่มานั่งเป็นเพื่อนกินเหล้ากันทุกวัน แอนไม่ได้มีฐานะต่างไปจากเดชาเท่าไรนัก พ่อและแม่ต่างก็ตายไปแล้วเช่นกัน ทั้งสองคบหากันฉันเพื่อนที่พากันเมามาย พอเงินขาดมือก็ไปเก็บของเก่าขาย เก็บขยะขาย ได้เงินมาก็เอาไปลงกับเหล้า คบหากันไปอย่างเมา ๆ แบบนี้วันหนึ่งก็กลายมาเป็นผัวเมียอยู่กินด้วยกันเฉยเลย
เพราะต่างไม่มีพ่อมีแม่ทั้งคู่ ชาวบ้านรอบด้านจึงไม่มีใครสนใจ เห็นแค่ว่าเป็นคู่ผัวตัวเมียที่เอาแต่กินเหล้า วิวาทสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปวัน ๆ จึงไม่มีใครอยากจะข้องเกี่ยวด้วยนัก ดังนั้นแล้วจนถึงตอนที่แอนตั้งท้อง เรื่องนี้เพื่อนบ้านก็แทบจะไม่มีใครรู้เรื่องเลย
ตอนที่แอนรู้ตัวว่าท้องก็ได้หยุดดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด ครอบครัวของเธอไม่พร้อมที่จะมีลูก แต่เมื่อตั้งท้องแล้วในฐานะของว่าที่แม่คนก็ต้องรับผิดชอบลูกของตนให้ดีที่สุด
ผิดกับเดชาที่ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นพ่อคนแล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ยังเอาแต่กินเหล้าเมาไปทั่วจนกระทั่งไปก่อเหตุฆ่าเพื่อนร่วมวงเหล้าตายไปโดยไม่รู้ตัวในขณะที่ตนเองเมาเหล้าไม่มีสติ
สวะสังคม - 2
เดชาติดคุกอยู่หกปี อันที่จริงแล้วโทษที่ศาลตัดสินยาวนานกว่านั้นมาก แต่เพราะตอนอยู่ในคุกเดชาพอไม่มีเหล้าเข้าปากก็ประพฤติตัวดี ไม่ก่อเรื่องวิวาท ทั้งยังเพราะธรรมเนียมฉลองวันเกิดด้วยการอภัยโทษในทุก ๆ ปี ก็ทำให้โทษหนักของเดชาลดลงทุกปีเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วแม้จะก่อคดีร้ายแรงถึงขั้นฆ่าคนตายแต่เขาก็ออกจากคุกมาได้ในระยะเวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น
เมื่อพ้นโทษออกมาก็พบว่าแอนแต่งงานมีสามีใหม่ไปแล้ว และสามีใหม่ของแอนก็ดูจะร่ำรวยมาก ตอนเดชาได้พบกับแอนก็เป็นตอนที่เธอกลับมาที่บ้านเพราะแก้ปัญหาไม่ตกว่าจะจัดการยังไงกับเจ้าลูกติดของเธอดี
แอนไม่ได้บอกสามีใหม่ว่าเธอมีลูกติดอยู่คนหนึ่งเพราะไม่อยากให้ฝ่ายชายรู้ว่ามีผัวเก่าเป็นพวกขี้คุก พอได้เจอกับเดชาที่ออกจากคุกมาจึงได้โยนลูกให้เลี้ยงพร้อมกับเศษเงินก้อนหนึ่งก่อนจะหายไปจากชีวิตของเดชาและลูกอย่างสิ้นเชิง
ในปี 2531 ‘เศษเงิน’ หลักหมื่นของแอนนั้นนับว่ามหาศาลมาก เดชาจึงไม่โต้เถียงอันใดและยอมรับลูกชายมาเลี้ยงแต่โดยดี แอนบอกว่าเธอตั้งชื่อลูกชายว่า ‘ลูกพลับ’ เขาก็เรียกเจ้าเด็กนี่ตามที่แอนเรียกมาโดยตลอด
แต่ถึงแม้เงินหลักหมื่นบาทจะเป็นจำนวนที่เยอะมาก หากมันก็ไม่ได้มากพอให้คนที่ไม่รู้จักทำการทำงานเอาแต่กินเหล้าไปวัน ๆ อย่างเดชาจะใช้เงินนั้นซื้อเหล้าไปได้จนชั่วชีวิต
เงินก้อนนั้นเดชาฟุ่มเฟือยได้ไม่ถึงสี่เดือนก็หมดเกลี้ยง จะไปรับจ้างล้างชามรายวันเหมือนแต่ก่อนก็ทำไม่ได้เพราะมีประวัติเคยติดคุกติดตะราง ทั้งยังข้อหาฆ่าคนตาย ชาวบ้านจึงต่างพากันรังเกียจและไม่ให้โอกาสเดชาได้ทำงานกับตนอีก
เดชาหันกลับมาเก็บของเก่าขาย ส่วนมากก็เป็นพวกกระดาษหนังสือพิมพ์และขวดพลาสติกตามถังขยะ ได้เงินมาวันละ 50-80 บาทก็เอาไปลงกับเหล้าจนหมด
ลูกชายที่เมียเก่าโยนมาให้ก็ไม่ได้เข้าโรงเรียนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเมตตาจากเพื่อนบ้านที่แบ่งข้าว แบ่งขนมให้กับเด็กที่มีพ่อขี้เหล้า ไร้ความรับผิดชอบ หากไม่มีใครเหลียวแลเลยเด็กคนนี้ก็คงจะอดตาย
และส่วนของวันนี้ก็คือ…
อ่า… ดูเหมือนว่าวันนี้ไอ้พ่อขี้เมานี่มันจะลงมือทำร้ายเด็กหนักมากจนเจ้าลูกพลับนี่ตกใจแล้วระเบิดพลังจิตมารของตนเองออกมาเป็นครั้งแรก จนทำให้พ่องมันกระเด็นไปกระแทกกำแพง
ทั้งแรงกระแทกที่ท้ายทอยและทั้งพลังของจิตมารอันรุนแรงประกอบเข้าด้วยกันก็เลยทำให้พ่องมันขิต[1]
โดยที่ไอ้เด็กนี่ก็ไม่รู้ตัวสินะ ว่ามันได้เผลอฆ่าพ่อตัวเองไปแล้ว
ไตเติ้ลสันนิษฐาน…
เอิ่ม… ความจริงก็ไม่ได้สันนิษฐานอะไรนักหรอก แต่พอดีว่าตอนที่ความทรงจำจากร่างของพ่องขี้เมามันผุดขึ้นมาเนี่ย ชายหนุ่มก็ตรัสรู้ขึ้นมาได้เองว่าฉากนี้นี่มันคือดราม่าชีวิตของไอ้วิญญาณร้ายที่เขาเพิ่งอ่านไปหมาด ๆ ในนิยายเรื่องเมื่อกี้นี้เลยนี่หว่า!
ประเด็นก็คือตอนที่เขาหวังจะเข้าไปหามุมสงบแอบงีบในห้องสมุดนั้นไตเติ้ลได้หยิบนิยายมาอ่านฆ่าเวลาไปด้วย มันเป็นนิยายเรื่องประจำที่เขามักจะหยิบมาอ่านทุกครั้งเวลาที่ตนเองแวะเข้าห้องสมุด เพราะนอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกดีแล้ว ตัวเอกเรื่องนี้ก็ยังมีความซวยคล้าย ๆ กับตัวเขาดีด้วยเพราะดันเกิดมามองเห็นผีและมองเห็นกรรมของบุคคลได้เหมือนกันเลย
เนื้อเรื่องเริ่มต้นจากการที่พระเอกของเรื่องดันเกิดมามีพลังแห่งเทพติดตัว ทำให้มีความสามารถในการมองเห็นและปัดเป่าวิญญาณร้ายได้ และแม้พระเอกจะไม่ได้อยากจะพบเจอวิญญาณร้ายใด ๆ แต่ก็มักจะมีวิญญาณร้ายโผล่มาให้พระเอกปราบอยู่เรื่อย
ในจุดนี้เหมือนกับไตเติ้ลเด๊ะเลยที่ดันเกิดมามองเห็นผี และถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยอยากเสวนากับผี แต่ก็มักจะมีผีมาเสวนากับเขาอยู่เรื่อย
ในช่วงกลางเรื่องพระเอกของเรื่องก็จะมีพลังเทพเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งค้นพบความจริงว่าจริง ๆ แล้วตนเองเป็นเทพจากสวรรค์ที่ลงมาทำหน้าที่กำจัดจิตมารบนโลกมนุษย์
เนื่องจากความมากล้นไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยความโลภ หลง ริษยา ชิงชัง ของมนุษย์นั้นเป็นพลังแก่กล้าที่ส่งเสริมให้จิตมารอันเทพสวรรค์กักขังไว้แข็งแกร่งขึ้น สุดท้ายแล้วจิตมารนั้นก็หลุดออกจากที่คุมขัง แล้วกระจายแตกไปเป็นจิตย่อยนับพัน ฝังลงในร่างของมนุษย์มากมาย ชักชวนให้มนุษย์ที่ถูกจิตมารสิงสู่อยู่ทำความเลว เข่นฆ่า แย่งชิง และหากปล่อยไว้ก็จะนำพามาซึ่งสงครามและภัยพิบัติต่าง ๆ
แต่เรื่องพวกนั้นช่างมันไปเถอะ มาที่สถานการณ์ปัจจุบันตรงหน้านี้ก่อนดีกว่า แบบนี้ก็คือ…
แปลว่าตอนที่เขาเผือกไปสาระแนกับความซวยของไอ้บรรณารักษ์คนนั้น นั่นคือเขาโดนลูกหลงแห่งความซวย ถูกชั้นหนังสือล้มทับจนตายไปแล้วสินะ ถึงได้มาโผล่อยู่ในนิยายแบบนี้ได้เนี่ย แล้วแถมยัง…
ไตเติ้ลเหลือบสายตาของตนมองไปยังเจ้าเด็กขาดสารอาหารที่พยายามเก็บเสียงสะอื้นมองหน้าพ่อที่อยู่ ๆ ก็เงียบกริบลงไปอย่างจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้
นี่มันน่าจะเป็นเนื้อเรื่องในช่วงตอนย้อนอดีตของวิญญาณร้าย
ชายหนุ่มค่อนข้างจะแน่ใจว่าเขาหลงมาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ในช่วงเวลาที่ย้อนอดีต…
ตอนเล่าถึงอดีตของวิญญาณร้ายที่ไล่ฆ่าคน มีผีตนหนึ่งเป็นวิญญาณร้ายทรงเอ หัวหน้าแก๊งเด็กแว๊นที่จะคอยออกมาป่วนถนนยามค่ำคืนจนทำให้ผู้คนล้มตาย รถแก๊สระเบิด เกิดเป็นโศกนาฏกรรมนับพันศพ
นี่นะ…
มันคืออดีตของวิญญาณตัวนั้น เป็นอดีตของไอ้เจ้าเด็กลูกพลับที่จะโตขึ้นมาเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กแว๊น โดนรถบรรทุกชนตายบนถนน แล้วก็กลายมาเป็นวิญญาณร้ายไล่ฆ่าคนเป็นพัน ๆ ศพ…
เขาดันย้อนอดีตมาเกิดเป็นพ่องเชี่ย ๆ ของไอ้เจ้าว่าที่วิญญาณร้ายตัวนี้เนี่ยนะ!?
ได้ยังไงกันฟะเนี่ย! ให้ตายเถอะ!!
ท่ามกลางสีหน้าเคร่งเครียดที่อ่านอารมณ์ไม่ถูกของคนเป็นพ่อ ลูกพลับได้แต่เหลือบตามองทั้งพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
เมื่อครู่นี้เด็กชายตกใจมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าพ่อจะเมาแล้วมาตบตีเขาเหมือนอย่างทุกคราก็ตาม แต่คราวนี้มันแตกต่างออกไป
ลูกพลับไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไรพ่อที่เมาอาละวาดเป็นปกติถึงได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดมากเกินกว่าปกติ ทุกครั้งจากที่พ่อเคยแค่ฟาดและตบตีเขา แต่วันนี้พ่อถึงขนาดจับเขาเหวี่ยงแล้วก็ทุ่มกระแทกพื้นจนแผ่นหลังเจ็บไปหมด ซ้ำร้ายพ่อยังตามขึ้นมาคร่อมแล้วบีบคอคิดจะฆ่าเขาให้ตาย
ลูกพลับกลัวมากจนหลับตาปี๋ ได้แต่คิดในใจว่า ‘ช่วยด้วย’ ไปโดยสัญชาตญาณทั้งที่ก็รู้ดีอยู่ว่าไม่มีใครมาช่วยให้เขารอดพ้นจากเงื้อมมือของพ่อใจร้ายคนนี้ได้หรอก
แต่แล้ว…
ท่ามกลางความหวาดกลัวอันไม่มีที่สิ้นสุด อยู่ ๆ ทั่วร่างของเด็กชายก็เกิดร้อนวาบขึ้นมา ลูกพลับรู้สึกเหมือนกับมีลูกโป่งร้อน ๆ แตกโพละอยู่ในอกของตัวเอง จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็กลับเงียบกริบลง
เวลาผ่านไปนานมากพอที่เด็กชายจะรู้สึกได้ถึงความเงียบที่ยาวนานจนผิดปกติ เขาค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมอง ภาพที่พบก็คือพ่อที่นอนหลับ…
พ่อนอนแน่นิ่งอยู่กับกำแพงแผ่นหนา เด็กชายเห็นเลือดออกจากปากของพ่อจึงคลานเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็ปรากฏว่าพ่อไม่หายใจแล้ว
“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
ไตเติ้ลตั้งคำถาม แม้สายตาจะหันไปมองเด็กชายที่แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวคนนั้น แต่อันที่จริงแล้วคือเขาถามกับตนเอง…
ถามความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่
เชิงอรรถ
^ ขิต/สู่ขิต = คำแสลง มาจากคำว่า สู่สุขคติ