โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รีวิวเน้นๆ Microsoft Surface pro 11 ตัวเปลี่ยนเกมดีไวซ์ ของคนวัยทำงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ต.ค. 2567 เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2567 เวลา 12.03 น.

MS Surface รุ่นที่ 11 นับว่าเป็นเอไอดีไวซ์มาตรฐาน Copilot + PC เครื่องแรกที่กำลังเป็นที่น่าจับตา ด้วยกำลังท้าทายดีไวซ์เพื่อคนวัยทำงานรุ่นก่อนทั้งพีซี โน๊ตบุ๊ก-อัลตร้าบุ๊ก จนถึงแท็บเลต ด้วยการผสมหลายส่วน ทำให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์วัยทำงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง และภาพลักษณ์ที่พรีเมี่ยม

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ทดสอบเครื่อง Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดีไวซ์ที่ผสมผสานทั้งความเป็นโน้ตบุ๊ก อัลตร้าบุ๊ก และแท็บเลต หรือมีความเป็น Flexible PC ที่ภาพลักษณ์พรีเมี่ยมขึ้น แน่นอนว่ายังเป็น Copilot + PC หรือคอมพิวเตอร์เอไอ ที่ผ่านมาตรฐาน Copilot + PC ของ Microsoft

การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นเวิร์กโฟลว์จริง พกพาเครื่องไปทำงานแบบฉบับนักข่าวภาคสนาม รวมถึงเวิร์กโฟลว์ที่ระบบงานหลังบ้านไม่ว่าจะเป็นฝั่งค้นคว้า ประมวลผล รวมถึงงานกราฟิก

เซ็ตมาตรฐานเอไอดีไวซ์บนระบบปฏิบัติการ Windows

Microsoft Surface Pro 11 มีให้เลือกสองรุ่น คือ รุ่นที่ใช้ซีพียู Snapdragon X Plus (10 Core) และรุ่น Snapdragon X Elite (12 Core)

ซึ่งผ่านการทดสอบการประมวลผลด้วย NPU ที่ระดับ 45 TOPs (Tera Operations per Second-เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลประสาท หรือ NPU ในคอมพิวเตอร์ ใช้อ้างอิงความเร็วของ NPU และการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง) ซึ่งทาง Microsoft ได้ประกาศมาตรฐานว่าคอมพิวเตอร์ในใช้ระบบปฏิบัติ Windows 11 และเป็นเอไอพีซี หรือเป็น Copilot + PC นั้น ต้องสูงกว่า 40 TOPs ขึ้นไป

ดังนั้น MS Surface นี้จึงเป็นการเซ็นมาตรฐานดีไวซ์เอไอที่มีกำลังประมวลผลสูงกว่าเกณฑ์ และยังเป็นครั้งแรก ๆ ที่ Microsoft เปลี่ยนขุมพลังการประมวลจากชิปเซ็ตของ Intel และ AMD ซึ่งใช้สถาปัตยกรรมแบบเก่า

เดี๋ยวเรื่องความแตกต่างของสถาปัตยกรรมประมวลผล เราจะพูดถึงในตอนท้าย

กลับมาที่เรื่องการใช้งานก่อน

รูปลักษณ์และการพกพา

Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus เป็นดีไวซ์พีซี แบบ 2 in 1 คือเป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็บเลตในเครื่องเดียวกัน สีสันด้านนอกสัมผัสแล้วดูพรีเมี่ยม เคลือบแบบอโนไดซ์ ลดรอยนิ้วมือได้พอสมควร

แต่ในความรู้สึกกลับดูไม่ทนทาน หากมีสีด้าน หรือสีแมตช์ จะช่วยเพิ่มความรู้สึกมั่นใจในการวางบนโต๊ะทำงานในต่างสถานที่ เพราะเมื่อพกพาไปข้างนอก ต้องนำไปวางบนโต๊ะหินอ่อน หรือพื้นผิวสาก ๆ จะรู้สึกว่าเสียดายผิวสีของเครื่อง

แม้ว่าตัวเครื่องจะทำน้ำหนักมาเบา และบางตัวเครื่องมีมิติขนาด 287 x 209 x 9.3 มม. น้ำหนักแค่ 895 กรัม หากรวมสมาร์ทคีย์บอร์ดเข้าไปแล้วก็ยังไม่เกิน 1 กิโลกรัม

ตัวเครื่องใส่คิกแสตนด์แบบเดิม ที่ดูเหมือนว่าขาตั้งด้านหลังเครื่องนี้จะมีมิติในการพับตั้งมากขึ้น กางได้แทบจะ 180 องศาแล้ว (พับได้ 165 องศา) ด้วยการออกแบบขาตั้งอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Surface นี้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่เอื้อกับการทำงานต่างสถานที่

ถ้าไม่มีโต๊ะวาง กางจอ แล้วต่อคีย์บอร์ด ขาตั้งนี้จะเป็นอุปสรรคในการใช้งานมากกว่า เรียกว่าถ้าไม่มีโต๊ะวางให้ถอดคีย์บอร์ด แล้วเปลี่ยนเป็นแท็บแลตดีกว่า

มิติหน้าจอ OLED ความละเอียด 2880 x 1920 (sRGB and Vivid) อัตราการรีเฟรช 120 Hz สัดส่วน 3:2 เหมาะกับการทำงานเพราะทำให้ได้พื้นที่แนวตั้งสำหรับการอ่านเอกสาร Touchscreen: 13” PixelSense™
10-point multi-touch กระจกหน้า Gorilla Glass 5

ด้วย 10-point multi-touch หน้าจอตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดีมีความลื่นไหลติดนิ้ว สำหรับผู้ที่ชอบใช้งานแป้มพิมพ์บนหน้าจอ เรียกว่าจบงานเอกสารได้โดยไม่ต้องต่อคียบอร์ดเลย

แต่ในการใช้ Surface Slim Pen หรือปากกาที่ติดมากับตัวเครื่องไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างจากการใช้นิ้ว เพียงแค่ปากกาหัวเล็กกว่าทำงานละเอียดได้ดี อีกทั้งปากกาทำมาในแบบเรียบแบนเพื่อเก็บไว้ในช่องคีย์บอร์ดได้ง่าย แม้ดูเรียบร้อยหรูหรา แต่ไม่เอื้อกับการขีดเขียน

ตัวคีย์บอร์ดเองก็เป็นอุปสรรคในการใช้ปากกา คือเมื่อเชื่อมต่อกับตัวเครื่องจะเกิดช่องว่างมากจนไม่สามารถวางมือเขียนได้ถนัด แต่เมื่อพับคีย์บอร์ดไปด้านหลังเพื่อรองรับตัวเครื่องก็เกิดความกังวลว่าคีย์บอร์ดจะเสียหาย หากถอดคีย์บอร์ดออกไปเลยแล้วตั้งตัวเครื่องด้วยขาตั้งก็เกิดความกังวลว่าสีผิวเครื่อง หรือขาตั้งจะหักพังเอา

สรุป คือพกพาง่าย มองภายนอกดูทนทาน แต่เมื่อเทียบกับราคา แล้วหากไม่ใส่เคสป้องกัน เกรงว่าจะไม่กล้าใช้งานได้อย่างเต็มที่ ด้วยความอ้อนแอ้นในโครงสร้างการวางเครื่อง

ฟีเจอร์ปากกา-คีย์บอร์ด

แอคเซสเซอร์รี่ที่จำเป็นต้องซื้อมาคู่กับเครื่องคือ สมาร์ทคีย์บอร์ดที่มีปากกาอยู่ในตัว เรื่องราคาก็พอตัวแต่จำเป็นต้องมี เพราะคิดว่าคงมีอะไหล่เทียบได้ยาก

ด้วยคีย์บอร์ดของเขาทำมาเป็น Cover หน้าจอพีซีเครื่องนี้ด้วย ทั้งยังมีตัวเชื่อมต่อกับเครื่องที่ดูดติดด้วยแม่เหล็ก เรียกว่าดูดปุ๊ป คีย์บอร์ดใช้ได้ปั๊ป โดยไม่ต้องกดเชื่อมต่ออะไร ฟีลลิ่งการเชื่อมต่อจึงดีมาก ๆ

ปุ่มกดตอบสนองนิ้วพอสมควร ใช้แก้ขัดในการทำงานต่างสถานที่ได้ แม้ผิวและเสียงสัมผัสอาจไม่ถูกใจสายคีย์บอร์ดแมกคานิคอลนัก เพราะปกติพวกนี้มีแรงกดหนักหน่วง พิมพ์เร็ว ซึ่งมักมีปัญหากับคีย์บอร์ดบลูทูธ อันเล็ก ๆ ที่ใช้เชื่อมต่อกับ iPad หรือ Tablet หลายยี่ห้อ เพราะจะเกิดอาการ “แล็ค” เมื่อพิมพ์งานปริมาณมากๆ และเร็ว ๆ ติดกัน

แต่เจ้า Surface Pro Flex Keyboard ตอบสนองต่อปริมาณงานแบบ 40-45 คำต่อนาทีได้ลื่นไหลมาก

นอกจากนี้ตัวทัชแพดยังกว้างใช้งานงานตอบสนองดี Precision Haptic ที่ใช้งานได้แบบขอบจรดขอบและปุ่มต่าง ๆ ที่ช่วยให้พิมพ์ได้เงียบเป็นพิเศษ

ข้อเสียของคีย์บอร์ดรุ่นก่อน ๆ ที่อาจจะต้องจับตาดูต่อไป คือ หนังหุ้ม แม้จะดูดีผิวสัมผัสพรีเมี่ยม แต่เมื่อผ่านเหงื่อไคล หรือเก่าเก็บเวลาผ่านไปปีกว่า หนังหุ้มมีอาการเปื่อยรุ่ยออกมา

ทีนี้เจ้าตัวปากกา Slim pen รุ่นที่ 2 ติดมากับคีย์บอร์ดชาร์จในที่เดียว ต่อกับเครื่อง Surface พร้อมกับคีย์บอร์ดเลย การออกแบบ Flex Keyboard ยังช่วยซ่อนช่องเก็บปากกา ในขณะที่เรากางออกเพื่อพิมพ์งาน และยังทำให้เกิดช่องว่างลาดเอียงรับกับมือขณะพิมพ์

สำหรับปากกา Slim pen มีแอปพลิเคชั่นที่ทางไมโครซอฟต์ Build มาให้จดหรือขีดเขียนโดยเฉพาะ นอกจาก OneNote ที่ให้มากับ Office 365 อยู่แล้ว ยังมีลูกเล่นสนุก ๆ อย่าง ไวท์บอร์ด สำหรับขีดเขียนนำเสนองาน หรือที่ทางไมโครซอฟต์โปรโมตมากที่สุดเห็นจะเป็น Paint โปรแกรมดั้งเดิมของวินโดวส์ที่ในเวอร์ชั่น Surface pro นี้มาพร้อมกับ Generative AI สมารถแปลงภาพร่างเป็นภาพจริงได้เลย

ฟีเจอร์เอไอ บน Copilot + PC

ในเมื่อกล่าวถึง Paint ที่ใส่พลังของเอไอมาแล้ว หลายคนคงอยากรู้ว่าขึ้นชื่อว่า AI PC หรือในภาษาของไมโครซอฟท์คือ Copilot PC อย่าง Surface นี้ทำอะไรได้บ้าง

โดยทางไมโครซอฟท์กล่าวว่า Copilot PC จะสามารถใช้ฟีเจอร์เอไอบางตัวได้โดยไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งเมื่อลองแล้วยังพบว่าต่อเน็ตดีกว่า เพราะฟีเจอร์เอไอหลายตัวยังไม่พร้อม และจำเป็นอย่างยิ่งต้องล็อกอินด้วย Microsoft Account

ในการเปิดตัวมีการพูดถึงฟีเจอร์เอไอจำนวนมาก เช่น ฟีเจอร์ Recall หาไฟล์ อีเมล์ หรือเว็บที่เปิดไว้ในเครื่องได้สะดวก OneNote ใช้ AI สรุปเนื้อหาจากลายมือในโน้ตได้ Live Captions ตรวจจับบทสนทนาในวิดีโอคอล หรือในวิดีโอที่รับชม พร้อมแปลงเป็นซับไตเติล และแปลเป็นอีก 44 ภาษาได้ทันที แต่กระนั้นฟีเจอร์บางอย่างเหล่านี้ให้ความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่าง รีคอล ก็ยังมีข้อครหาเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ตัวที่เด่น ๆ จะเป็น Cocreator ที่อยู่ใน Paint วาดภาพจากลายเส้นง่าย ๆ แล้วสั่ง Gen ด้วยพรอมพ์ ให้เป็นภาพวาดสวย ๆ ไสตล์ต่าง ๆ ทั้งแบบพิกเซล สีน้ำ สีน้ำมัน หรือแนวอนิเมะ ด้วย AI ได้ บนขุมพลัง GPT4

ส่วนอีกฟีเจอร์ที่เห็นได้ชัดคือการมอนิเตอร์ใบหน้าบน Studio Effects ซึ่งใส่มาบนทาสก์บาร์ ช่วยให้กล้องหน้า Quad HD 1440p สามารถสร้างเลนส์มุมกว้าง จับภาพอัตโนมัติ สร้างฟิลเตอร์ เพิ่มแสงให้ใบหน้า ทั้งหมดนี้จะมุ่งเน้นเวลาเราประชุมงานในพื้นที่ที่พลุกพล่าน ตัวเอไอจะตัดเสียงรบกวน และลบพื้นหลังที่จะส่งออกไป นอกจากนี้ยังมีโหมดเทเลพรอมต์เตอร์

เวลาเราอ่านสไลด์ในจอ แต่ภาพวิดีที่ปรากฎในกล้องจะโฟกัสตรง ๆ กับหน้าจอ ไม่ลอกแลก (Eye Contract focus) ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราสนใจอยู่เสมอ ไม่เหมือนก้มหน้าก้มตาอ่าน และต่อให้เราจะมูฟหน้าตาไปทางไหน กล้องจะเคลื่อนติดตามดวงตาและใบหน้า และเพิ่มแสงให้เราดูเฉิดฉายเสมอ (eye contact: teleprompter, portrait blur, and portrait light)

แบตอึดขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น สู้ iPad Pro?

สำหรับ Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ส่วนที่คิดว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงและไฮไลต์สำคัญ คือ แบตเตอร์รี่ที่อึดมากขึ้น

โดยปกติเครื่องพีซีบนระบบปฏิบัติการ Windows มักจะถูกปรามาสว่ารันโปรแกรมพื้นหลังมากเกินจนซีพียูกินพลังงานที่ไม่จำเป็น (สายฮาร์ดคอร์พีซีทั้งหลายจึงเลือกไปติดตตั้ง Linux แทน) แต่สำหรับเจ้าพีซี 2 in 1 แบบนี้ แท็บเลต-แล็ปท็อปพีซี กลับทำคะแนนเรื่องแบตเตอร์รี่ได้ดี

รุ่น X Plus นี้ ใช้ CPU Snapdragon X Plus (10 Core) GPU Qualcomm Adreno และ NPU Qualcomm Hexagon ซึ่งแม้จะดูต้องใช้พลังงานมาก แต่ในการทดสอบพบว่าสามารถเล่นไฟล์วิดีโอต่อเนื่องได้ 14 ชม. รันไฟล์วิดีโอผ่านเว็บเพจได้ 10 ชม.

ตัวเลขดูเหมือนไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรนัก แต่พอใช้งานจริง คือ ใช้พิมพ์งาน ท่องเว็บ ตรวจสอบวิดีโอคลิป ในช่วงกลางวัน ทำงานครั้งหนึ่งประมาณ 1-2 ชม. พับไว้ แล้วเดินทางไปที่อื่น ๆ เปิดมาทำงานอีกครั้ง อีก 1-2 ชม. ตอนเย็นดูซีรีย์จาก Netflix อีก 1-2 ชม.

เวิร์กรูทีนเช่นนี้ เรียกว่าเป็นปกติของมนุษย์ออฟฟิศอย่างเรา ๆ ซึ่งเจ้า Surface pro 11 ตัวนี้ทำได้ดีมาก เพราะหากชาร์จเต็มก็ใช้เวลา 3 วัน ถึงจะแบตหมด

แบตที่อึดทน จึงจะเหมาะสมกับอุปกรณ์พกพาเวลาทำงานแบบไฮบริด เพราะเราไม่รู้ว่าเรื่องด่วนจะมาเมื่อไหร่ ดังนั้นง่ายที่จบได้ง่าย ๆ ควรจบบนดีไวซ์แบบพกพา ซึ่งเมื่อก่อนนี้ iPad ในค่ายแอปเปิล นับว่าโดดเด่นในเรื่องดีไวซ์พกพาที่สามารถจบงานได้หลายรูปแบบ และแบตอึดทน ตอนนี้ iPad Pro ตัวท็อปใช้พลังงานดูวิดีโอได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง ท่องเว็บโดยใช้เครือข่ายข้อมูลเซลลูลาร์ได้นานสูงสุด 9 ชั่วโมง

เรียกว่าหากวัดที่การทดสอบอย่างเป็นทางการ พอฟัดพอเหวี่ยงกัน เพียงแต่สำหรับ Surface pro 11 มันคือ PC หนึ่งเครื่องที่ปกติมันตั้งอยู่บนเวิร์กสเตชัน ไม่ใช่แค่ Tablet ที่พกพาเท่านั้น

Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ดีไวซ์เปลี่ยนเกม

Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ก็คือ Windows PC เครื่องหนึ่งที่พกพาได้ เมื่อรวมกับแบตเตอร์รี่ที่ถึกทนขึ้น นับว่าเป็นการเปลี่ยนแนวทางให้คนหันมาสนใจ Flexible PC อีกครั้ง ด้วยฟีเจอร์การทำงานที่ครบครันกว่าแท็บเลต จึงอาจเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับดีไวซ์พีซีที่นอกจากจะยืดหยุ่น ถอดพับ และมีกำลังการประมวลผล NPU ระดับสูงแล้ว

ที่เหลือก็คือเรื่องของ “ซอฟต์แวร์” สนับสนุนการทำงาน ซึ่งฝั่งงานไม่หน้าห่วง และฉลุยแน่ สำหรับไมโครซอฟท์และวินโดว์ และสายงานกราฟิกอาจต้องปาดเหงื่อ เพราะโปรแกรมทำงานส่วนใหญ่ยังไม่สามารถรันบนสถาปัตยกรรมชิปประมวลผลแบบใหม่ ที่แม้จะล้ำสมัย เร็ว แรง และมีเอไอ แต่โปรแกรมซัพพอร์ตยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

Windows on ARM

เดิมทีในอุตสาหกรรมชิปประมวลผลบนพีซีดีไวซ์ เคยถูก intel ครอบครองไว้ในอุ้งมือกว่า 30 ปีก่อนจน intel เป็นบริษัทชิปที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก และคอมพิวเตอร์พีซีโดยส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ x86 – 64 รันบนระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft เรียกได้ว่ายิ่งซอฟต์แวร์ของ Microsoft แพร่ไปที่ใด ชิปของ intel ก็ไปด้วย

ก่อนหน้านี้ราว 5-6 ปี Apple ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนรายใหญ่ ได้เริ่มเลิกใช้ชิป intel และหันมาใช้ชิปตระกูล M ที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นเทคโนโลโลยีใหม่ เรียกว่า ARM และเริ่มเปลี่ยนถ่ายซอฟต์แวร์ให้ประมวลผลบนสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดแทบไม่เหลือแอปฯ ใดต้องพึ่งพาตัวแปลงแล้ว

เช่นเดียวกับ ฝั่ง Windows ที่ใช้ในดีไวซ์หลายแบรนด์ การจะเปลี่ยนซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมรุ่นใหม่ที่เข้ากับสถาปัตยกรรม ARM ได้ย่อมยากกว่า เพราะมี Third Party หลายราย แต่ในปีนี้ เราเห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการใช้ซอฟต์แวร์แบบ Native ARM ทดแทนสถาปัตยกรรม x86 แบบเดิมอย่าง Surface pro

การทดสอบ Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ชิป Snapdragon X Plus ของ Qualcomm รองรับ Windows on ARM ที่รันโปรแกรมที่จำเป็นกว่าครึ่งบนชิปสถาปัตยกรรม ARM โปรแกรมที่ไม่สามารถใช้งานบน ARM ได้ก็มี Microsoft Prism แปลแอป x86-64 ให้รันบน ARM ได้ลื่นไหลขึ้น

แอปพลิเคชัjนที่จำเป็นทั้งหมดถูกสร้างให้รันบน ARM ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบราวเซอร์ โปรแกรมออฟฟิศ

แต่โปรแกรมที่มนุษย์วัยทำงานสายกราฟิก อาจจะกังวลคือโปรแกรมในตระกูล Adobe ทั้งหลาย ตัวที่สามารถใช้รันบน ARM64 โดยผ่านตัวแปลง PRISM ได้แล้ว คือ Photoshop, Lightroom, Express, Firefly, Acrobat ส่วนโปรแกรมหนัก ๆ อย่าง Illustrator, InDesign, Premiere Pro และ After Effects ยังไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสม

ชุดโปรแกรม Adobe ในขณะที่ใช้พีซีที่ทำงานบนโปรเซสเซอร์ Snapdragon คาดว่าจะมีการอัพเกรดให้รันบน ARM ได้ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ที่ผ่านมา โดย Illustrator และ InDesign จะมีเวอร์ชั่น Arm ดั้งเดิมที่เข้ากันได้กับเวอร์ชั่นในเดือนกรกฎาคม 2024 ซึ่งหมายความว่าแอปจะทำงานโดยจำลองผ่าน Microsoft PRISM (เลเยอร์จำลองใหม่ใน Windows 11 24H2) ไม่ใช่ ARM64 ดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม นั่นก็ยังถือเป็นการปรับปรุง เนื่องจาก Adobe มีบล็อกสำหรับแอปบางส่วนเมื่อต้องติดตั้งลงในอุปกรณ์ ARM64 เช่น พีซี Snapdragon X ใหม่ ผู้ใช้ Premiere Pro และ After Effects จะต้องรออีกสักหน่อย เนื่องจากแอปเหล่านั้นจะมีเวอร์ชั่น Arm ดั้งเดิม “ในช่วงปลายปีนี้” การเปิดตัวแอป Adobe เพิ่มเติมที่เป็นแบบเนทีฟสำหรับ Arm น่าจะช่วยเหลือผู้สร้างและเพิ่มความสามารถในการใช้งานของ Copilot+PC ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ทาง Adobe ตั้งอัพเกรด แต่ทางไมโครซอฟต์เอง ก็ต้องอัพเดต Windows 11 24H2 ก่อนจึงจะทำให้โปรแกรมชุดทั้งหมดของ Adobe ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีวิวเน้นๆ Microsoft Surface pro 11 ตัวเปลี่ยนเกมดีไวซ์ ของคนวัยทำงาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...