รีวิวเน้นๆ Microsoft Surface pro 11 ตัวเปลี่ยนเกมดีไวซ์ ของคนวัยทำงาน
MS Surface รุ่นที่ 11 นับว่าเป็นเอไอดีไวซ์มาตรฐาน Copilot + PC เครื่องแรกที่กำลังเป็นที่น่าจับตา ด้วยกำลังท้าทายดีไวซ์เพื่อคนวัยทำงานรุ่นก่อนทั้งพีซี โน๊ตบุ๊ก-อัลตร้าบุ๊ก จนถึงแท็บเลต ด้วยการผสมหลายส่วน ทำให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์วัยทำงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง และภาพลักษณ์ที่พรีเมี่ยม
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ทดสอบเครื่อง Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นดีไวซ์ที่ผสมผสานทั้งความเป็นโน้ตบุ๊ก อัลตร้าบุ๊ก และแท็บเลต หรือมีความเป็น Flexible PC ที่ภาพลักษณ์พรีเมี่ยมขึ้น แน่นอนว่ายังเป็น Copilot + PC หรือคอมพิวเตอร์เอไอ ที่ผ่านมาตรฐาน Copilot + PC ของ Microsoft
การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นเวิร์กโฟลว์จริง พกพาเครื่องไปทำงานแบบฉบับนักข่าวภาคสนาม รวมถึงเวิร์กโฟลว์ที่ระบบงานหลังบ้านไม่ว่าจะเป็นฝั่งค้นคว้า ประมวลผล รวมถึงงานกราฟิก
เซ็ตมาตรฐานเอไอดีไวซ์บนระบบปฏิบัติการ Windows
Microsoft Surface Pro 11 มีให้เลือกสองรุ่น คือ รุ่นที่ใช้ซีพียู Snapdragon X Plus (10 Core) และรุ่น Snapdragon X Elite (12 Core)
ซึ่งผ่านการทดสอบการประมวลผลด้วย NPU ที่ระดับ 45 TOPs (Tera Operations per Second-เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลประสาท หรือ NPU ในคอมพิวเตอร์ ใช้อ้างอิงความเร็วของ NPU และการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง) ซึ่งทาง Microsoft ได้ประกาศมาตรฐานว่าคอมพิวเตอร์ในใช้ระบบปฏิบัติ Windows 11 และเป็นเอไอพีซี หรือเป็น Copilot + PC นั้น ต้องสูงกว่า 40 TOPs ขึ้นไป
ดังนั้น MS Surface นี้จึงเป็นการเซ็นมาตรฐานดีไวซ์เอไอที่มีกำลังประมวลผลสูงกว่าเกณฑ์ และยังเป็นครั้งแรก ๆ ที่ Microsoft เปลี่ยนขุมพลังการประมวลจากชิปเซ็ตของ Intel และ AMD ซึ่งใช้สถาปัตยกรรมแบบเก่า
เดี๋ยวเรื่องความแตกต่างของสถาปัตยกรรมประมวลผล เราจะพูดถึงในตอนท้าย
กลับมาที่เรื่องการใช้งานก่อน
รูปลักษณ์และการพกพา
Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus เป็นดีไวซ์พีซี แบบ 2 in 1 คือเป็นทั้งแล็ปท็อปและแท็บเลตในเครื่องเดียวกัน สีสันด้านนอกสัมผัสแล้วดูพรีเมี่ยม เคลือบแบบอโนไดซ์ ลดรอยนิ้วมือได้พอสมควร
แต่ในความรู้สึกกลับดูไม่ทนทาน หากมีสีด้าน หรือสีแมตช์ จะช่วยเพิ่มความรู้สึกมั่นใจในการวางบนโต๊ะทำงานในต่างสถานที่ เพราะเมื่อพกพาไปข้างนอก ต้องนำไปวางบนโต๊ะหินอ่อน หรือพื้นผิวสาก ๆ จะรู้สึกว่าเสียดายผิวสีของเครื่อง
แม้ว่าตัวเครื่องจะทำน้ำหนักมาเบา และบางตัวเครื่องมีมิติขนาด 287 x 209 x 9.3 มม. น้ำหนักแค่ 895 กรัม หากรวมสมาร์ทคีย์บอร์ดเข้าไปแล้วก็ยังไม่เกิน 1 กิโลกรัม
ตัวเครื่องใส่คิกแสตนด์แบบเดิม ที่ดูเหมือนว่าขาตั้งด้านหลังเครื่องนี้จะมีมิติในการพับตั้งมากขึ้น กางได้แทบจะ 180 องศาแล้ว (พับได้ 165 องศา) ด้วยการออกแบบขาตั้งอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Surface นี้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่เอื้อกับการทำงานต่างสถานที่
ถ้าไม่มีโต๊ะวาง กางจอ แล้วต่อคีย์บอร์ด ขาตั้งนี้จะเป็นอุปสรรคในการใช้งานมากกว่า เรียกว่าถ้าไม่มีโต๊ะวางให้ถอดคีย์บอร์ด แล้วเปลี่ยนเป็นแท็บแลตดีกว่า
มิติหน้าจอ OLED ความละเอียด 2880 x 1920 (sRGB and Vivid) อัตราการรีเฟรช 120 Hz สัดส่วน 3:2 เหมาะกับการทำงานเพราะทำให้ได้พื้นที่แนวตั้งสำหรับการอ่านเอกสาร Touchscreen: 13” PixelSense™
10-point multi-touch กระจกหน้า Gorilla Glass 5
ด้วย 10-point multi-touch หน้าจอตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดีมีความลื่นไหลติดนิ้ว สำหรับผู้ที่ชอบใช้งานแป้มพิมพ์บนหน้าจอ เรียกว่าจบงานเอกสารได้โดยไม่ต้องต่อคียบอร์ดเลย
แต่ในการใช้ Surface Slim Pen หรือปากกาที่ติดมากับตัวเครื่องไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างจากการใช้นิ้ว เพียงแค่ปากกาหัวเล็กกว่าทำงานละเอียดได้ดี อีกทั้งปากกาทำมาในแบบเรียบแบนเพื่อเก็บไว้ในช่องคีย์บอร์ดได้ง่าย แม้ดูเรียบร้อยหรูหรา แต่ไม่เอื้อกับการขีดเขียน
ตัวคีย์บอร์ดเองก็เป็นอุปสรรคในการใช้ปากกา คือเมื่อเชื่อมต่อกับตัวเครื่องจะเกิดช่องว่างมากจนไม่สามารถวางมือเขียนได้ถนัด แต่เมื่อพับคีย์บอร์ดไปด้านหลังเพื่อรองรับตัวเครื่องก็เกิดความกังวลว่าคีย์บอร์ดจะเสียหาย หากถอดคีย์บอร์ดออกไปเลยแล้วตั้งตัวเครื่องด้วยขาตั้งก็เกิดความกังวลว่าสีผิวเครื่อง หรือขาตั้งจะหักพังเอา
สรุป คือพกพาง่าย มองภายนอกดูทนทาน แต่เมื่อเทียบกับราคา แล้วหากไม่ใส่เคสป้องกัน เกรงว่าจะไม่กล้าใช้งานได้อย่างเต็มที่ ด้วยความอ้อนแอ้นในโครงสร้างการวางเครื่อง
ฟีเจอร์ปากกา-คีย์บอร์ด
แอคเซสเซอร์รี่ที่จำเป็นต้องซื้อมาคู่กับเครื่องคือ สมาร์ทคีย์บอร์ดที่มีปากกาอยู่ในตัว เรื่องราคาก็พอตัวแต่จำเป็นต้องมี เพราะคิดว่าคงมีอะไหล่เทียบได้ยาก
ด้วยคีย์บอร์ดของเขาทำมาเป็น Cover หน้าจอพีซีเครื่องนี้ด้วย ทั้งยังมีตัวเชื่อมต่อกับเครื่องที่ดูดติดด้วยแม่เหล็ก เรียกว่าดูดปุ๊ป คีย์บอร์ดใช้ได้ปั๊ป โดยไม่ต้องกดเชื่อมต่ออะไร ฟีลลิ่งการเชื่อมต่อจึงดีมาก ๆ
ปุ่มกดตอบสนองนิ้วพอสมควร ใช้แก้ขัดในการทำงานต่างสถานที่ได้ แม้ผิวและเสียงสัมผัสอาจไม่ถูกใจสายคีย์บอร์ดแมกคานิคอลนัก เพราะปกติพวกนี้มีแรงกดหนักหน่วง พิมพ์เร็ว ซึ่งมักมีปัญหากับคีย์บอร์ดบลูทูธ อันเล็ก ๆ ที่ใช้เชื่อมต่อกับ iPad หรือ Tablet หลายยี่ห้อ เพราะจะเกิดอาการ “แล็ค” เมื่อพิมพ์งานปริมาณมากๆ และเร็ว ๆ ติดกัน
แต่เจ้า Surface Pro Flex Keyboard ตอบสนองต่อปริมาณงานแบบ 40-45 คำต่อนาทีได้ลื่นไหลมาก
นอกจากนี้ตัวทัชแพดยังกว้างใช้งานงานตอบสนองดี Precision Haptic ที่ใช้งานได้แบบขอบจรดขอบและปุ่มต่าง ๆ ที่ช่วยให้พิมพ์ได้เงียบเป็นพิเศษ
ข้อเสียของคีย์บอร์ดรุ่นก่อน ๆ ที่อาจจะต้องจับตาดูต่อไป คือ หนังหุ้ม แม้จะดูดีผิวสัมผัสพรีเมี่ยม แต่เมื่อผ่านเหงื่อไคล หรือเก่าเก็บเวลาผ่านไปปีกว่า หนังหุ้มมีอาการเปื่อยรุ่ยออกมา
ทีนี้เจ้าตัวปากกา Slim pen รุ่นที่ 2 ติดมากับคีย์บอร์ดชาร์จในที่เดียว ต่อกับเครื่อง Surface พร้อมกับคีย์บอร์ดเลย การออกแบบ Flex Keyboard ยังช่วยซ่อนช่องเก็บปากกา ในขณะที่เรากางออกเพื่อพิมพ์งาน และยังทำให้เกิดช่องว่างลาดเอียงรับกับมือขณะพิมพ์
สำหรับปากกา Slim pen มีแอปพลิเคชั่นที่ทางไมโครซอฟต์ Build มาให้จดหรือขีดเขียนโดยเฉพาะ นอกจาก OneNote ที่ให้มากับ Office 365 อยู่แล้ว ยังมีลูกเล่นสนุก ๆ อย่าง ไวท์บอร์ด สำหรับขีดเขียนนำเสนองาน หรือที่ทางไมโครซอฟต์โปรโมตมากที่สุดเห็นจะเป็น Paint โปรแกรมดั้งเดิมของวินโดวส์ที่ในเวอร์ชั่น Surface pro นี้มาพร้อมกับ Generative AI สมารถแปลงภาพร่างเป็นภาพจริงได้เลย
ฟีเจอร์เอไอ บน Copilot + PC
ในเมื่อกล่าวถึง Paint ที่ใส่พลังของเอไอมาแล้ว หลายคนคงอยากรู้ว่าขึ้นชื่อว่า AI PC หรือในภาษาของไมโครซอฟท์คือ Copilot PC อย่าง Surface นี้ทำอะไรได้บ้าง
โดยทางไมโครซอฟท์กล่าวว่า Copilot PC จะสามารถใช้ฟีเจอร์เอไอบางตัวได้โดยไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งเมื่อลองแล้วยังพบว่าต่อเน็ตดีกว่า เพราะฟีเจอร์เอไอหลายตัวยังไม่พร้อม และจำเป็นอย่างยิ่งต้องล็อกอินด้วย Microsoft Account
ในการเปิดตัวมีการพูดถึงฟีเจอร์เอไอจำนวนมาก เช่น ฟีเจอร์ Recall หาไฟล์ อีเมล์ หรือเว็บที่เปิดไว้ในเครื่องได้สะดวก OneNote ใช้ AI สรุปเนื้อหาจากลายมือในโน้ตได้ Live Captions ตรวจจับบทสนทนาในวิดีโอคอล หรือในวิดีโอที่รับชม พร้อมแปลงเป็นซับไตเติล และแปลเป็นอีก 44 ภาษาได้ทันที แต่กระนั้นฟีเจอร์บางอย่างเหล่านี้ให้ความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่าง รีคอล ก็ยังมีข้อครหาเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ตัวที่เด่น ๆ จะเป็น Cocreator ที่อยู่ใน Paint วาดภาพจากลายเส้นง่าย ๆ แล้วสั่ง Gen ด้วยพรอมพ์ ให้เป็นภาพวาดสวย ๆ ไสตล์ต่าง ๆ ทั้งแบบพิกเซล สีน้ำ สีน้ำมัน หรือแนวอนิเมะ ด้วย AI ได้ บนขุมพลัง GPT4
ส่วนอีกฟีเจอร์ที่เห็นได้ชัดคือการมอนิเตอร์ใบหน้าบน Studio Effects ซึ่งใส่มาบนทาสก์บาร์ ช่วยให้กล้องหน้า Quad HD 1440p สามารถสร้างเลนส์มุมกว้าง จับภาพอัตโนมัติ สร้างฟิลเตอร์ เพิ่มแสงให้ใบหน้า ทั้งหมดนี้จะมุ่งเน้นเวลาเราประชุมงานในพื้นที่ที่พลุกพล่าน ตัวเอไอจะตัดเสียงรบกวน และลบพื้นหลังที่จะส่งออกไป นอกจากนี้ยังมีโหมดเทเลพรอมต์เตอร์
เวลาเราอ่านสไลด์ในจอ แต่ภาพวิดีที่ปรากฎในกล้องจะโฟกัสตรง ๆ กับหน้าจอ ไม่ลอกแลก (Eye Contract focus) ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราสนใจอยู่เสมอ ไม่เหมือนก้มหน้าก้มตาอ่าน และต่อให้เราจะมูฟหน้าตาไปทางไหน กล้องจะเคลื่อนติดตามดวงตาและใบหน้า และเพิ่มแสงให้เราดูเฉิดฉายเสมอ (eye contact: teleprompter, portrait blur, and portrait light)
แบตอึดขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น สู้ iPad Pro?
สำหรับ Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ส่วนที่คิดว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงและไฮไลต์สำคัญ คือ แบตเตอร์รี่ที่อึดมากขึ้น
โดยปกติเครื่องพีซีบนระบบปฏิบัติการ Windows มักจะถูกปรามาสว่ารันโปรแกรมพื้นหลังมากเกินจนซีพียูกินพลังงานที่ไม่จำเป็น (สายฮาร์ดคอร์พีซีทั้งหลายจึงเลือกไปติดตตั้ง Linux แทน) แต่สำหรับเจ้าพีซี 2 in 1 แบบนี้ แท็บเลต-แล็ปท็อปพีซี กลับทำคะแนนเรื่องแบตเตอร์รี่ได้ดี
รุ่น X Plus นี้ ใช้ CPU Snapdragon X Plus (10 Core) GPU Qualcomm Adreno และ NPU Qualcomm Hexagon ซึ่งแม้จะดูต้องใช้พลังงานมาก แต่ในการทดสอบพบว่าสามารถเล่นไฟล์วิดีโอต่อเนื่องได้ 14 ชม. รันไฟล์วิดีโอผ่านเว็บเพจได้ 10 ชม.
ตัวเลขดูเหมือนไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรนัก แต่พอใช้งานจริง คือ ใช้พิมพ์งาน ท่องเว็บ ตรวจสอบวิดีโอคลิป ในช่วงกลางวัน ทำงานครั้งหนึ่งประมาณ 1-2 ชม. พับไว้ แล้วเดินทางไปที่อื่น ๆ เปิดมาทำงานอีกครั้ง อีก 1-2 ชม. ตอนเย็นดูซีรีย์จาก Netflix อีก 1-2 ชม.
เวิร์กรูทีนเช่นนี้ เรียกว่าเป็นปกติของมนุษย์ออฟฟิศอย่างเรา ๆ ซึ่งเจ้า Surface pro 11 ตัวนี้ทำได้ดีมาก เพราะหากชาร์จเต็มก็ใช้เวลา 3 วัน ถึงจะแบตหมด
แบตที่อึดทน จึงจะเหมาะสมกับอุปกรณ์พกพาเวลาทำงานแบบไฮบริด เพราะเราไม่รู้ว่าเรื่องด่วนจะมาเมื่อไหร่ ดังนั้นง่ายที่จบได้ง่าย ๆ ควรจบบนดีไวซ์แบบพกพา ซึ่งเมื่อก่อนนี้ iPad ในค่ายแอปเปิล นับว่าโดดเด่นในเรื่องดีไวซ์พกพาที่สามารถจบงานได้หลายรูปแบบ และแบตอึดทน ตอนนี้ iPad Pro ตัวท็อปใช้พลังงานดูวิดีโอได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง ท่องเว็บโดยใช้เครือข่ายข้อมูลเซลลูลาร์ได้นานสูงสุด 9 ชั่วโมง
เรียกว่าหากวัดที่การทดสอบอย่างเป็นทางการ พอฟัดพอเหวี่ยงกัน เพียงแต่สำหรับ Surface pro 11 มันคือ PC หนึ่งเครื่องที่ปกติมันตั้งอยู่บนเวิร์กสเตชัน ไม่ใช่แค่ Tablet ที่พกพาเท่านั้น
Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ดีไวซ์เปลี่ยนเกม
Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ก็คือ Windows PC เครื่องหนึ่งที่พกพาได้ เมื่อรวมกับแบตเตอร์รี่ที่ถึกทนขึ้น นับว่าเป็นการเปลี่ยนแนวทางให้คนหันมาสนใจ Flexible PC อีกครั้ง ด้วยฟีเจอร์การทำงานที่ครบครันกว่าแท็บเลต จึงอาจเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับดีไวซ์พีซีที่นอกจากจะยืดหยุ่น ถอดพับ และมีกำลังการประมวลผล NPU ระดับสูงแล้ว
ที่เหลือก็คือเรื่องของ “ซอฟต์แวร์” สนับสนุนการทำงาน ซึ่งฝั่งงานไม่หน้าห่วง และฉลุยแน่ สำหรับไมโครซอฟท์และวินโดว์ และสายงานกราฟิกอาจต้องปาดเหงื่อ เพราะโปรแกรมทำงานส่วนใหญ่ยังไม่สามารถรันบนสถาปัตยกรรมชิปประมวลผลแบบใหม่ ที่แม้จะล้ำสมัย เร็ว แรง และมีเอไอ แต่โปรแกรมซัพพอร์ตยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
Windows on ARM
เดิมทีในอุตสาหกรรมชิปประมวลผลบนพีซีดีไวซ์ เคยถูก intel ครอบครองไว้ในอุ้งมือกว่า 30 ปีก่อนจน intel เป็นบริษัทชิปที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก และคอมพิวเตอร์พีซีโดยส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ x86 – 64 รันบนระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft เรียกได้ว่ายิ่งซอฟต์แวร์ของ Microsoft แพร่ไปที่ใด ชิปของ intel ก็ไปด้วย
ก่อนหน้านี้ราว 5-6 ปี Apple ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนรายใหญ่ ได้เริ่มเลิกใช้ชิป intel และหันมาใช้ชิปตระกูล M ที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นเทคโนโลโลยีใหม่ เรียกว่า ARM และเริ่มเปลี่ยนถ่ายซอฟต์แวร์ให้ประมวลผลบนสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดแทบไม่เหลือแอปฯ ใดต้องพึ่งพาตัวแปลงแล้ว
เช่นเดียวกับ ฝั่ง Windows ที่ใช้ในดีไวซ์หลายแบรนด์ การจะเปลี่ยนซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมรุ่นใหม่ที่เข้ากับสถาปัตยกรรม ARM ได้ย่อมยากกว่า เพราะมี Third Party หลายราย แต่ในปีนี้ เราเห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการใช้ซอฟต์แวร์แบบ Native ARM ทดแทนสถาปัตยกรรม x86 แบบเดิมอย่าง Surface pro
การทดสอบ Microsoft Surface pro รุ่นที่ 11 X Plus ชิป Snapdragon X Plus ของ Qualcomm รองรับ Windows on ARM ที่รันโปรแกรมที่จำเป็นกว่าครึ่งบนชิปสถาปัตยกรรม ARM โปรแกรมที่ไม่สามารถใช้งานบน ARM ได้ก็มี Microsoft Prism แปลแอป x86-64 ให้รันบน ARM ได้ลื่นไหลขึ้น
แอปพลิเคชัjนที่จำเป็นทั้งหมดถูกสร้างให้รันบน ARM ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบราวเซอร์ โปรแกรมออฟฟิศ
แต่โปรแกรมที่มนุษย์วัยทำงานสายกราฟิก อาจจะกังวลคือโปรแกรมในตระกูล Adobe ทั้งหลาย ตัวที่สามารถใช้รันบน ARM64 โดยผ่านตัวแปลง PRISM ได้แล้ว คือ Photoshop, Lightroom, Express, Firefly, Acrobat ส่วนโปรแกรมหนัก ๆ อย่าง Illustrator, InDesign, Premiere Pro และ After Effects ยังไม่ได้รับการปรับให้เหมาะสม
ชุดโปรแกรม Adobe ในขณะที่ใช้พีซีที่ทำงานบนโปรเซสเซอร์ Snapdragon คาดว่าจะมีการอัพเกรดให้รันบน ARM ได้ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ที่ผ่านมา โดย Illustrator และ InDesign จะมีเวอร์ชั่น Arm ดั้งเดิมที่เข้ากันได้กับเวอร์ชั่นในเดือนกรกฎาคม 2024 ซึ่งหมายความว่าแอปจะทำงานโดยจำลองผ่าน Microsoft PRISM (เลเยอร์จำลองใหม่ใน Windows 11 24H2) ไม่ใช่ ARM64 ดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม นั่นก็ยังถือเป็นการปรับปรุง เนื่องจาก Adobe มีบล็อกสำหรับแอปบางส่วนเมื่อต้องติดตั้งลงในอุปกรณ์ ARM64 เช่น พีซี Snapdragon X ใหม่ ผู้ใช้ Premiere Pro และ After Effects จะต้องรออีกสักหน่อย เนื่องจากแอปเหล่านั้นจะมีเวอร์ชั่น Arm ดั้งเดิม “ในช่วงปลายปีนี้” การเปิดตัวแอป Adobe เพิ่มเติมที่เป็นแบบเนทีฟสำหรับ Arm น่าจะช่วยเหลือผู้สร้างและเพิ่มความสามารถในการใช้งานของ Copilot+PC ที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ทาง Adobe ตั้งอัพเกรด แต่ทางไมโครซอฟต์เอง ก็ต้องอัพเดต Windows 11 24H2 ก่อนจึงจะทำให้โปรแกรมชุดทั้งหมดของ Adobe ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รีวิวเน้นๆ Microsoft Surface pro 11 ตัวเปลี่ยนเกมดีไวซ์ ของคนวัยทำงาน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net