โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยจะสูญสิ้นก่อนสิงคโปร์ เพราะ 'ต่างด้าว' ล้นเมือง และ 'ความเป็นไทย' กำลังถูกทำลาย

The Better

อัพเดต 24 ก.ย 2567 เวลา 00.06 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2567 เวลา 11.30 น. • THE BETTER
บทความทัศนะ (Opinion) ต่อสถานการณ์บ้านเมืองเรา เทียบกับประสบการณ์ของเพื่อนบ้าน

ก่อนที่จะเกิดกระแสต่อต้านคนต่างด้าว (ที่เยอะเกินไป) ในประเทศไทย ผมได้ดูคลิปปราศรัยเก่าๆ ของ ลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เรื่องปัญหาและการรับผู้อพยพเข้าประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์นั้นเป็นประเทศเกิดใหม่ที่ประกอบด้วยผู้คนหลากลายเชื้อชาติ และเพื่อสร้างชาติจึงต้องรับผู้อพยพเข้ามาเรื่อยๆ

แต่ผู้อพยพมี 2 ประเภท คือประเภทแรงงานหรือทักษะต่ำ กับพวกทักษะสูงหรือคนมีการศึกษาสูง

สิงคโปร์ต้องการอย่างหลัง ส่วนอย่างแรกให้เข้ามาช่วยงานเฉพาะกิจ จากนั้นก็ผลักดันออกไป ไม่ให้อยู่ค้างคา

ทุกวันนี้สิงคโปร์มีปัญหาเดียวกันไทย คืออัตราการเกิดของประชากรต่ำ แต่เพราะสิงคโปร์ใช้วิธีแบบลีกวนยูมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีปัญหาถ้าประชากรเดิมจะมีลูกน้อย เพราะสามารถรับคนนอกเข้ามาเพิ่มได้ ตราบใดที่มีการกำหนด "ความเป็นสิงคโปร์" ให้ ชัดเจน

ลีกวนยูพูดว่าอะไรบ้าง?

ในปี 1971 พูดว่า "คุณเห็นไซต์ก่อสร้างไหม 60 ถึง 70% ไม่ใช่คนงานสิงคโปร์ พวกเขาทำงานหนักกว่า แบกรับความเสี่ยงมากกว่า สิ่งที่พวกเขาได้รับจากที่นี่คือรายได้ที่สูงกว่าที่พวกเขาได้รับที่ประเทศของพวกเขาสองถึงสามเท่า แต่พวกเรา (ชาวสิงคโปร์) เป็นผู้แบกรับความภาระทางสังคม พวกเขา (แรงงานต่างด้าว) ทำให้บ้านเมืองสกปรก พวกเขาไม่ได้เติบโตขึ้นมาในโรงเรียนของเรา พวกนั้นจึงทิ้งขยะเรี่ยราด นั่นล่ะปัญหา"

เขายังบอกต่อไปว่า "และถ้าคุณเอา (แรงงานต่างด้าว) เข้ามามากเกินไป แทนที่ค่านิยมของเราจะเหนือกว่าคนพวกนี้ พวกนี้จะดึงพวกเรามารับค่านิยมของพวกเขา เพราะมันง่ายกว่าที่จะเป็นคนไม่มีระเบียบ รกรุงรัง สกปรก ต่อต้านสังคม มากกว่าที่จะเป็นพลเมืองที่มีระเบียบ มีพฤติกรรมเรียบร้อย และเป็นพลเมืองที่ดี"

จากปราศรัยนี้ คีย์เวิร์ดอยู่ที่ "ค่านิยมของเราจะถูกทำลาย" ลีกวนยูเป็นคนที่สร้างชาติขึ้นมาไม่ใช่ด้วยการสร้างตึกสร้างท่าเรือ แต่สร้าง "ค่านิยมแบบสิงคโปร์" ขึ้นมา นั่นคือสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่จงรักภักดีต่อชาติ ขยันทำงาน เพราะการทำงานหนักคือการสร้างตัวและสร้างบ้านเมืองไปพร้อมๆ กัน และที่สำคัญต้องรักษาบ้านเมืองด้วยการเป็นคนมีระเบียบวินัย

นี่คือแกนหลักที่ทำให้สิงคโปร์เป็นสิงคโปร์อยู่ได้ แม้ว่าจะประกอบไปด้วยชนชาติและศาสนาต่างๆ

ถามว่าประเทศไทยมี 'ค่านิยมไทย' หรือไม่? ก็น่าจะมี แต่ผมเห็นว่าเวลานี้ใครพูดเรื่องค่านิยมไทยขึ้นมาจะถูกหัวเราะเยาะว่าเป็นพวก "ล้าหลังคลั่งชาติ" คนพวกนั้นจะบอกว่า "ชาติไม่มีอยู่จริง" เพราะเป็นสิ่งที่เพิ่งสร้างขึ้นมา และ "ความเป็นไทยไม่มีอยู่จริง "เพราะเป็นสิ่งที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา

ผมเคยเขียนไว้ว่า 'ชาติ' มันเป็นของเพิ่งสร้างอยู่แล้ว เพราะทั่วโลกเกิดรัฐชาติสมัยใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกันคือ 200 ถึง 100 กว่าปีก่อนนี่เอง รวมถึงเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ไทย ฯลฯ แม้แต่สิงคโปร์ก็เพิ่งแยกจากมาเลเซียมาตั้งตัวใหม่ไม่ถึง 60 ปี

ดังนั้นอย่าอ้างว่าชาติเป็นของสร้างใหม่ เพราะมันไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีอย่างไร ถ้ามันไม่มีจริง ป่านนี้ประเทศต่างๆ สลายความเป็นชาติหมดแล้ว ตรงกันข้ามประเทศต่างๆ ยึดความเป็นชาติหนักขึ้น ดูอย่างอังกฤษที่ไม่ยอมให้สก็อตแลนด์แยกตัวจากสหราชอาณาจักรเสียที

คนที่บอกว่าชาติไม่มี ค่านิยมไม่ดี ชาตินิยมนั้นเลว คือพวกที่ผมเรียกว่า 'โว๊คทางประวัติศาสตร์' ซึ่งกำลังทำลายประเทศเรา เพราะหากไม่มีความรักชาติและส่งเสริมค่านิยมแบบไทย ต่อไปเราจะมีปัญหาแบบที่ลีกวนยูเตือนไว้

'ค่านิยมสิงคโปร์' ที่ลีกวนยูกล่าวถึงนั้น คือสิ่งสร้างใหม่เหมือนกัน แต่มันสำคัญต่อความเป็นความตายของสิงคโปร์ ดังนั้นจะเสียมันไม่ได้ การจะเสียมันไปคือการที่คนนอกเขามาเป็นคนสิงคโปร์รุ่นใหม่แต่หัวใจไม่มีค่านิยมสิงคโปร์ (คือไม่รักชาติบ้านเมือง)

ใครที่กังวลว่าบ้านเมืองเราจะมุ่งไปสู่หนทางใด โปรดอ่านปราศรัยของลีกวนยูอีกครั้งหนึ่ง แล้วตรึกตรองให้ดีว่าจะปล่อยให้บ้านเราถูกครอบงำด้วยแนวคิด 'ต่อต้านชาตินิยม' หรือไม่?

พวกที่มีแนวคิดต่อต้านชาตินิยม ยังเป็นพวกเดียวกับพวกส่งเสริมการเข้าเมืองของต่างด้าวอย่างฟรีสไตล์

ผมไม่ได้ต่อต้านแรงงานต่างด้าวหรือผู้อพยพ ตรงกันข้ามผมสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะไทยกำลังเผชิญปัญหาแบบเดียวกับสิงคโปร์ และถ้าคนพม่า ลาว เขมร เวียด จีน ฯลฯ ต้องการจะมาอยู่ไทยเพื่อทำงานก็ไม่มีปัญหา จะอนุโมทนาสาธุด้วยซ้ำ ขอแค่อย่าแห่กันมาจนล้นบ้านเรา และอย่าละเมิดกฎหมายไทยก็พอ

และถ้าคนเหล่านี้อยากเป็น 'คนไทยรุ่นใหม่' ผมก็จะไม่ขัดขวาง ตราบเท่าที่เขาจงรักภักดีต่อประเทศไทย

แต่ประเด็นก็คือ เราจะต้อง 'แกร่ง' แบบสิงคโปร์ในแง่ของการสร้างความเป็นสิงคโปร์ ค่านิยมของสิงคโปร์ และรักชาติแบบสิงคโปร์

ไม่ใช่ว่าสอนให้ประชนคนไทยตั้งแง่กับชาติตัวเองและรังเกียจทุกสิ่งที่เป็นไทย พร้อมๆ กับเปิดบ้านให้คนนอกเข้ามาไม่หยุด แบบนี้จะเหลือความเป็นประเทศไทยของคนไทยอีกสักกี่ปี?

ในปี 1979 ลีกวนยูเอ่ยถึงปัญหานี้อีกครั้งเพราะแรงงานจะเข้ามาเพิ่มเป็นทวีคูณเรื่อยๆ พร้อมถามว่า "แล้วมันแบกรับกันไหวไหม?"

แม้แรงงานคนนอกเหล่านี้จะทำงานหนักและขยันขันแข็ง แต่ "ในเวลา 10 ปี เราจะกลืน คนจำนวนมากขนาดนี้ได้ไหม? มันจะมีปัญหาทางวัฒนธรรม ทางภาษา ทางสังคม และการเมือง"

จากคำพูดนี้ ลีกวนยูไม่ได้รังเกียจคนต่างด้าว แต่ชมด้วยซ้ำว่าขยันและปรับตัวได้ดี เพียงแต่กังวลว่าคนพวกนี้จะไม่ถูกกลืนเข้าสู่สังคมสิงคโปร์ และจะเกิดปัญหาขัดแย้งด้านต่างๆ เพราะมากจากคนละวัฒนธรรมกัน

ดังนั้น แม้ว่าค่านิยมสิงคโปร์จะแกร่ง แต่ถ้าคนนอกมากไปมันจะแบกรับไม่ไหวเหมือนกัน

เช่นกัน แม้ว่าเราจะปั้นค่านิยมรักชาติและมาตรฐานความเป็นคนไทยขึ้นมา แต่ถ้าเอาคนนอกเข้ามามากเกินไปโดยไม่ดูที่คุณภาพ (คือพวกที่พร้อมยอมรับค่านิยมของเรา) โอกาสที่จะสิ้นชาติก็มีสูง

เมื่อดูปราศรัยของลีกวนยูแล้ว แม้ว่าปัญหาต่างๆ จะยังแก้ไม่ตก แต่ผมคิดว่าคนสิงคโปร์มีความหวังเพราะผู้นำรู้ปัญหาแล้ว ไม่ใช่ผู้บริหารบ้านเมืองของเราที่อย่าว่าแต่รู้ปัญหาเลย ยังจะทำปัญหาให้หนักกว่าเดิมเสียอีก

ส่วนลีกวนยูถึงจะใกล้จากโลกนี้ไป แต่ใจเขายังกังวลกับประเทศที่สร้างมากับมือ ในปี 2013 (ก่อนจะเสียชีวิตในปี 2015) เขาพูดเรื่องทางออกของปัญหาอัตราการเกิดต่ำในสิงคโปร์กับการเข้ามาของผู้อพยพ

การรับผู้อพยพใหม่เข้ามาเป็นประชากรสิงคโปร์เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ปัญหาก็คือ "ผู้อพยพใหม่บางคนอาจมาจากประเทศที่มีเชื้อชาติเดียวมากกว่า (คือไม่ใช่สังคมที่หลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา) และไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นจากเชื้อชาติอื่น ทัศนคติทางสังคมที่พวกเขามาด้วยอาจไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานและแนวทางปฏิบัติทางสังคมในสิงคโปร์อย่างไม่รู้ตัว และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ เราต้องระวังทัศนคติเช่นนี้ ซึ่งอาจรุกล้ำวิถีชีวิตของเราอย่างไม่เหมาะสม"

ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก เช่น ผู้อพยพเขามารุ่นหลังมักเป็นคนชั้นกลางรายได้สูงซึ่งไม่นิยมมีลูกเหมือนคนสิงคโปร์ดั้งเดิมอีกนั่นแหละ ดังนั้น "ผู้อพยพแต่ละรุ่นจึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาพื้นฐานอย่างถาวร แต่เป็นเพียงการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว จำเป็นต้องมีผู้อพยพเข้ามาอย่างไม่สิ้นสุด"

แต่ผมเชื่อว่าตราบใดที่สิงคโปร์รักษาตัวตนเอาไว้ได้ ตราบนั้นต่อให้สิงคโปร์มีผู้อพยพเข้ามาอย่างไม่สิ้นสุดก็ยังหลอมรวมคนเหล่านั้นเป็นเนื้อเดียวกันได้ เพราะรากฐานวางไว้ดี และรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ว่าจะนำโดยนายกฯ คนไหนก็มั่นคงกับแนวทางที่ไม่ยอมให้ 'ค่านิยมแปลกปลอม' มาบ่อนทำลายชาติ

เช่น นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง บุตรชายของลีกวนยู เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้วิจารณ์ 'วัฒนธรรมโว๊คของตะวันตก' ที่บั่นทอนความสามัคคีในสังคม เขาบอกว่า "ในโลกตะวันตกมีขบวนการที่เรียกว่า Wokeness ซึ่งผู้คนจะใส่ใจปัญหาของผู้อื่นเป็นพิเศษ… ขบวนการนี้ก่อให้เกิดทัศนคติและบรรทัดฐานทางสังคมที่รุนแรง โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยบางแห่ง"

เมืองไทยก็คงไม่แคล้วเป็นแบบสิงคโปร์ แต่ปรากฏว่าไทยส่งเสริม 'วัฒนธรรมโว๊คของตะวันตก' อย่างแพร่หลาย ซึ่งผมไม่มีปัญหาอะไรกับ Wokeness ส่วนใหญ่ แต่มีปัญหาเฉพาะบางส่วนที่บ่อนทำลายเอกภาพของสังคม เช่น พวกที่บอกว่า "ความเป็นไทยไม่มีอยู่จริง"

แถมเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและพวกเจ้าของกิจการที่ "ไม่รักชาติ" ยังลักลอบเอาคนต่างด้าวเข้าประเทศเยอะเกินเหตุแล้ว โดยไม่ดูว่าคนเหล่านั้นเข้ามาช่วยแก้ปัญหาขาดแรงงาน (แก้แล้วก็ส่งตัวกลับไปไม่ให้อยู่ยาว) หรือเข้ามาอาศัยบ้านเมืองเราโดยไม่สร้างคุณประโยชน์อะไร

ครั้นเอาคนเก่งๆ เข้ามาก็ไม่มีการบ่มเพาะให้คนเหล่านั้นจงรักภักดีต่อประเทศไทยในระยะยาว ผมล่ะวิตกกับอนาคตประเทศเราจริงๆ

ดังนั้น ก่อนจะใช้วิธีแบบสิงคโปร์ คนไทยควรจะปกป้องอัตลักษณ์ของตัวเองให้แข็งแกร่ง และปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะทำลายความเป็นไทย เพรามาถึงจุดนี้แล้ว การทำลายความเป็นไทย เท่ากับชักนำประเทศไปสู่การสูญพันธุ์ในวันข้างหน้า

ดีไม่ดีถ้าเราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ประเทศไทยที่ใหญ่กว่าสิงคโปร์หลายเท่า อาจจะดับสูญไปก่อนก็เป็นได้

เวลามีปัญหาเรื่องคนนอกล้นประเทศ คนสิงคโปร์จะหวนคิดถึงลีกวนยู แต่คนไทยล่ะ เราจะคิดถึงใครกันแค้

หรือว่าจะเป็น จอมพล ป.?

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพประกอบนี้ไมเกี่ยวกับเนื้อโดยตรง แต่ผู้เขียนต้องการสะท้อนถึงรูปแบบหนึ่งของ "ตัวตนคนไทย" นับแต่โบราณ จากภาพถ่ายชุด Siam โดย John Thomson ถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 1865 เป็นสมบัติของ Wellcome collection (Public Domain)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...