โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หอศิลป พีระศรี : คุณค่าและบทบาทต่อสังคมไทย (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 เม.ย. 2567 เวลา 02.30 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2567 เวลา 02.30 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

หอศิลป พีระศรี

: คุณค่าและบทบาทต่อสังคมไทย (3)

หอศิลป พีระศรี คือพื้นที่ทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของสังคมไทยในทศวรรษ 2520 ด้วยจำนวนคนที่เข้าชมงานอย่างล้นหลามเกือบทุกงานและปริมาณกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นอย่างมากในแทบจะทุกเดือน

แต่น่าเสียดายที่ต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็วหลังจากเปิดมาได้เพียงราว 14 ปี

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรเป็นสาเหตุของการปิดตัว

การเสียชีวิตของ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ประธานมูลนิธิหอศิลป พีระศรี และผู้อุปถัมภ์หลักแทบจะเพียงรายเดียวของหอศิลปฯ ในปี พ.ศ.2530 คือคำตอบ เพราะได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานตลอดจนงบประมาณของหอศิลปฯ มหาศาล

โดยภายหลังการเสียชีวิตของ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ เพียง 1 ปี หอศิลปฯ ก็ต้องปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2531

ในช่วงเวลาที่ยังเปิดทำการ แม้จะมีเงินทุนสนับสนุนเข้ามาบ้างจากหลายแหล่ง แต่ก็มิได้มากมายและไม่ได้ครอบคลุมการดำเนินกิจการในระยะยาวแต่อย่างใด ทั้งหมดยังต้องอาศัยพึ่งพา ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ เพียงคนเดียว

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะหากพิจารณาแนวคิดของการสร้างหอศิลปฯ วิสัยทัศน์ ตลอดจนการออกแบบตัวอาคารและการใช้สอยภายในที่ทุกอย่างสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันคือความก้าวหน้าล้ำสมัย

แต่น่าเสียดายที่เมื่อมองมาที่โมเดลการบริหารจัดการ กลับมีลักษณะที่ขึ้นอยู่กับผู้อุปถัมภ์เพียงรายเดียว ไม่ต่างจากระบบการอุปถัมภ์งานศิลปะแบบยุคอดีตเท่าไรนัก

ดังนั้น เมื่อสิ้นผู้อุปถัมภ์ ทั้งหมดจึงต้องสิ้นสุดลงตามไปด้วย แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ทางศิลปะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ในปี พ.ศ.2538 หลังการปิดตัวลง ราว 7 ปี เครือข่ายศิลปิน (หลายคนในเครือข่ายนั้นคือศิลปินและบุคลากรที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับหอศิลป พีระศรี มาก่อน) ได้เสนอแนวคิดต่อกรุงเทพมหานครว่า อยากให้กรุงเทพมหานครมีหอศิลป์

ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกันในเวลาต่อมาให้มีการจัดสร้าง “หอศิลปะร่วมสมัยแห่งกรุงเทพมหานคร” (BACC) ขึ้น ณ สี่แยกปทุมวัน โดยโครงการนี้แล้วเสร็จเปิดทำการในปี พ.ศ.2551

จากการพูดคุยกับ คุณฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที ผู้อำนวยการหอศิลป พีระศรี คนสุดท้าย และหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันให้เกิด BACC มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ การวางแนวคิด วิสัยทัศน์ ไปจนถึงรายละเอียดโปรแกรมในโครงการและพื้นที่ใช้สอยที่ควรจะมีใน BACC นั้น หลายอย่างมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่หอศิลป พีระศรี เคยทำและเคยเป็นมาก่อน เพียงแต่ขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น หอศิลป พีระศรี มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 1,000 ตร.ม. ในขณะที่ BACC มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 25,000 ตร.ม. ซึ่งมากขึ้นถึง 25 เท่าตัว

หากสิ่งนี้เป็นความจริง เราก็อาจพูดได้ว่า หอศิลป พีระศรี คือบรรพบุรุษห่างๆ ของ BACC

และบางสิ่งบางอย่างที่ BACC ดำเนินการอยู่ ณ ตอนนี้ ส่วนหนึ่งคือมรดกทางความคิดที่ตกทอดมาไม่มากก็น้อยจากสิ่งที่หอศิลป พีระศรี เคยเป็น

อย่างไรก็ตาม ความต่างระหว่างหอศิลป์ทั้งสองแห่งก็มีอยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบการบริหารจัดการ

เพราะในขณะที่หอศิลป พีระศรี บริหารแบบพึ่งพาผู้อุปถัมภ์เพียงรายเดียว แต่ BACC มีลักษณะที่มั่นคงมากขึ้น (แม้จะยังไม่อาจตอบได้ว่ายั่งยืนแท้จริง) โดยบริหารงานผ่าน “มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนส่วนหนึ่งจากกรุงเทพมหานครและการหารายได้จากส่วนอื่นๆ เข้ามาประกอบ

ที่สำคัญคือ มีการสร้างเครือข่ายที่กว้างมากขึ้น และยึดโยงเข้ากับประชาชนมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดแตกต่างมากจากหอศิลป พีระศรี

ในส่วนหอศิลป พีระศรี นับตั้งแต่ปิดตัวไป ตัวอาคารก็ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้าง เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา และคนทั่วไปก็ค่อยๆ ลืมเลือน

แต่น่าสนใจคือ ในขณะที่กายภาพเริ่มร่วงโรยและถูกลืมจากสาธารณชน

แต่ในอีกด้านหนึ่งพื้นที่นี้ก็ได้กลายเป็นตำนานที่คนในวงการศิลปะพูดถึง นักเรียนศิลปะแทบทุกคนต้องรู้จัก

และกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งความทรงจำที่ถูกบันทึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ที่ต่อเนื่องมาถึงยุคแรกของศิลปะร่วมสมัยในสังคมไทย

หลังถูกปล่อยร้าง 14 ปี หอศิลป พีระศรี ได้มีโอกาสกลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งผ่านการจัดนิทรรศการชื่อ “Present Perfect” โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับมูลนิธิจุมภฏ พันธุ์ทิพย์ และมูลนิธิหอศิลป พีระศรี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2545-31 มีนาคม 2546 โดยมี อ.อรรฆย์ ฟองสมุทร เป็นภัณฑารักษ์

โดยจากบทสัมภาษณ์ภัณฑารักษ์ของงานในครั้งนั้น (ดูในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 23 ธันวาคม 2545) ได้มีการพูดถึงไอเดียในการจัดแสดงไว้ว่า

“เราเชิญศิลปินโดยแบ่งเป็น 3 รุ่น ที่เติบโตมาควบคู่กับหอศิลป, รุ่นที่เติบโตมากับหอศิลป, แล้วก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นคนรุ่นใหม่ที่รู้จักหอศิลป พีระศรี ผ่านห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ผ่านสูจิบัตร หรือที่อื่น แต่ไม่เคยเห็นของจริง พอมาเห็นของจริงหอศิลปก็ปิดไปแล้ว เพราะฉะนั้น ความรู้สึกที่มาเข้าร่วมกับพื้นที่จะแตกต่างกันออกไป”

ส่วน อ.สรรเสริญ มิลินทสูต หนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงในงานครั้งนั้นได้กล่าวเสริมว่า

“เรามีหอศิลป์ไม่กี่แห่งในสังคมไทย ตอนนั้นหอศิลป พีระศรี ถือเป็นหอศิลป์หลักของกรุงเทพฯ ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ตอนนี้หอศิลป พีระศรี ก็หายไป ในกรณีหอศิลป์กรุงเทพมหานครจะเกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่าก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องคาดหวังกันไป ทำให้เราคิดว่า พื้นที่ที่มีอยู่แล้ว เอามาใช้ดีกว่าไหม ไม่ต้องไปคาดหวังไกลนัก มันอาจนำความผิดหวังมาให้เราก็ได้”

จะเข้าใจบทสัมภาษณ์ อ.สรรเสริญ ได้ต้องมองย้อนกลับไปทำความเข้าใจบริบทการต่อสู้ผลักดันให้เกิด BACC ในช่วงเวลานั้นประกอบด้วย กล่าวคือ โครงการก่อสร้าง BACC ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ดำเนินไปด้วยดีจนมาถึงปี พ.ศ.2544 ในช่วงที่คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ กทม. แกได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์คัดค้านและอยากเปลี่ยนพื้นที่สีแยกปทุมวันให้เป็นอาคารพาณิชย์ มีอาคารจอดรถ และมีหอศิลป์อยู่ภายในเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จนนำมาสู่การประท้วงต่อต้านของคนในวงการศิลปะและประชาชนเป็นจำนวนมาก กระแสรุนแรงและทำให้ ผู้ว่าฯ กทม.คนต่อมา ยืนยันว่าจะสร้างหอศิลป์เหมือนเดิม

ดังนั้น สำหรับผม (ซึ่งไม่ทันทั้ง หอศิลป พีระศรี และไม่เคยดูนิทรรศการในปี พ.ศ.2545 แต่อ่านข้อมูลจากสูจิบัตรงานย้อนหลังแทน)

นิทรรศการ Present Perfect ปี 2545 ในตัวอาคารหอศิลป พีระศรี ในด้านหนึ่งเป็นเสมือนการสร้างบทสนทนาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างเรื่องเล่าและความทรงจำของความเป็นพื้นที่ศิลปะที่สำคัญของหอศิลป พีระศรี กับสถานการณ์ที่กำลังไม่แน่นอนว่าวงการศิลปะ ณ ขณะนั้น จะสามารถผลักดันให้เกิด BACC ได้หรือไม่ เป็นสภาวะระหว่างการโหยหาอดีตในสภาวการณ์ที่กำลังมองหาทางออกสู่อนาคตของวงการศิลปะไทย โดยมีหอศิลป พีระศรี เป็นพื้นที่ในการส่งผ่านสภาวะดังกล่าวออกมา

ภายหลังจากเปลี่ยนผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ทิศทางการผลักดันให้เกิด BACC ก็หวนกลับมาเป็นแง่บวกอีกครั้ง จนสามารถก่อสร้าง BACC สำเร็จในที่สุด และจากจุดนี้เอง คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แนวคิดในการหวนย้อนกลับไปใช้หอศิลป พีระศรี อีกครั้งดูจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในแวดวงศิลปะ หอศิลป พีระศรี ก็ไม่มีวันถูกลืมและยังคงถูกพูดถึงผ่านบทความและนิทรรศการศิลปะอยู่เป็นครั้งคราว

เช่น นิทรรศการ Suddenly Turning Visible : Art and Architecture in Southeast Asia (1969-1989) ณ National Gallery Singapore ในปลายปี พ.ศ.2562 และนิทรรศการ Footnotes on Institution ณ แกลเลอรี่เว่อร์ กลางปี พ.ศ.2562

และในปี พ.ศ.2566 หอศิลป พีระศรี ได้ถูกดึงกลับมาสู่ความสนใจในวงกว้างอีกครั้งผ่านนิทรรศการ “ศิลปะ-ไทย-เวลา” จัดขึ้น ณ BACC ระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม-20 สิงหาคม พ.ศ.2566

โดยเหตุผลของการจัดครั้งนี้เชื่อมโยงเข้ากับวาระครบรอบ 100 ปีที่ อ.ศิลป์ พีระศรี เดินทางมารับราชการในสยาม

ตัวนิทรรศการ จัดแสดงในรูปแบบผลงานศิลปะตลอดจนเอกสารจดหมายเหตุ (archive) หลากหลายประเภท ที่เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ของไทย, อ.ศิลป์ พีระศรี และหอศิลป พีระศรี

ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิทรรศการที่รวบรวมข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหอศิลป พีระศรี เอาไว้ได้มากที่สุด ณ ปัจจุบัน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอศิลป พีระศรี : คุณค่าและบทบาทต่อสังคมไทย (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...