โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ไซยาไนด์ สารเคมีอันตรายที่ถูกค้นพบในต้นศตวรรษที่ 18

Sarakadee Lite

อัพเดต 27 เม.ย. 2566 เวลา 05.31 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. 2566 เวลา 05.30 น. • กองบรรณาธิการ

ไซยาไนด์ (Cyanide) หลายคนรู้จักชื่อนี้ดีในฐานะสารพิษชนิดหนึ่ง แต่ความจริงแล้ว ไซยาไนด์ ถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย แม้แต่ในพืชและสัตว์ก็สามารถผลิตไซยาไนด์ตามธรรมชาติได้ Sarakadee Lite พาไปรู้จักประวัติศาสตร์ ไซยาไนด์ สารเคมีอันตรายที่ถูกค้นพบมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18

ไซยาไนด์

01 ส่วนประกอบทางเคมี : ไซยาไนด์ (Cyanide) เป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ มีโครงสร้างทางเคมีประกอบด้วย คาร์บอน (Carbon: C) 1 อะตอม และ ไนโตรเจน (Nitrogen: N) 1 อะตอม อาจพบได้ทั้ง 3 สถานะ คือของแข็ง เช่น เกลือไซยาไนด์, สารละลาย เช่น โพแทสเซียม ไซยาไนด์ (potassium cyanide) โซเดียม ไซยาไนด์ (sodium cyanide) และในรูปของแก๊ส เช่น ไฮโดรเจน ไซยาไนด์ (hydrogen cyanide) เป็นต้น

02 ความหมาย : Cyanide มาจากภาษากรีกคำว่า Kyanos หมายถึง สีนํ้าเงิน หรือ สีฟ้า

03 การใช้งาน : แม้ไซยาไนด์จะเป็นสารเคมีที่เป็นพิษ แต่ก็ยังคงถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมายทั่วโลกแต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น การผลิตสแตนเลส การถลุงเงินหรือทอง การชุบโลหะ อุตสาหกรรมปิโตร เคมี การผลิตยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหนู และนำมาใช้ในการเตรียมบ่อเพื่อเพาะเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ อีกด้วย

04 การค้นพบ : จุดเริ่มต้นของการกำเนิดไซยาไนด์อยู่ในช่วง ต้นศตวรรษที่ 18 เมื่อ J.C.Dippel และ H.Diesbach ได้ทำการทดลองโดยให้ความร้อนกับเลือดด้วย Potassium Carbonate และ Green Vitrol (Iron Sulfate) จนได้สารสีนํ้าเงิน เรียกสารดังกล่าวว่า Berlin Blue หรือ Prussian Blue ต่อมาปี ค.ศ. 1782 นักเคมีชาวเยอรมัน-สวีเดน ชื่อ Carl Wilhelm Scheele (หรือสะกด Karl) ได้ทำการทดลองโดยให้ความร้อนกับ Prussian Blue ด้วยกรดซัลฟูริกเจือจางจนได้ก๊าซติดไฟที่ละลายน้ำได้และให้ฤทธิ์เป็นกรด ชื่อ Berlin Blue acid หรือ Prussian acid หรือชื่อในปัจจุบันก็คือ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ นับได้ว่า Carl Wilhelm Scheele เป็นนักเคมีคนแรกที่สามารถสังเคราะห์ไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้สำเร็จ ซึ่ง Carl Wilhelm Scheele เป็นนักเคมีคนสำคัญของโลกที่ค้นพบทั้งคลอรีน ออกซิเจน และแมงกานีส

Carl Wilhelm Scheele นักเคมีชาวเยอรมัน-สวีเดน

05 ไซยาไนด์ในพืช : อันที่จริงแล้วไซยาไนด์สามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ มีพืชอย่างน้อย 1,000 ชนิด และจุลินทรีย์มากกว่า 90 สายพันธุ์ที่สามารถสังเคราะห์ไซยาไนด์ตามกลไกธรรมชาติได้ นอกจากนี้ยังมีพืชผลทางการเกษตรที่เราคุ้นเคยกันดีแต่อาจจะไม่รู้ว่ามีไซยาไนด์เป็นองค์ประกอบ (Cyanogenic) เช่น มันสําปะหลัง ข้าวฟ่าง ข้าวโพด อัลมอนด์ ต้นไผ่ และฝ้าย ดังนั้นเวลานำมารับประทานจึงต้องกินอย่างถูกวิธีเพื่อลดค่าไซยาไนด์ เช่น มันสำปะหลัง หากกินดิบทั้งในส่วนหัว ราก ใบ จะมีพิษทำให้ถึงตายได้ เนื่องจากมี cytochrome glycosides ที่มีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและทางเดินโลหิต ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์สมองน้อยลง อาเจียน หายใจขัด ชักกระตุก กล้ามเนื้อไม่มีแรง หายใจลำบาก อาการรุนแรงมาก ลมหายใจมีกลิ่นไซยาไนด์ ร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต หรือเป็นอัมพาตเฉียบพลันได้

06 ไซยาไนด์ในสัตว์ : มีสัตว์จำพวกแมลงหลายชนิดที่สามารถสร้างไซยาไนด์ได้ โดยหน้าที่ของไซยาไนด์ธรรมชาติเหล่านั้นก็เพื่อปล่อยออกมาเพื่อป้องกันภัยจากศัตรู เช่น ตะขาบ กิ้งกือ แมลงปีกแข็ง ผีเสื้อราตรี เป็นต้น

07 ร่างกายมนุษย์มีไซยาไนด์ : นอกจากสัตว์และพืชแล้ว ในร่างกายของมนุษย์ก็มีไซยาไนด์อยู่ด้วย เช่น ในน้ำลายมีไทโอไซยาเนท 0.217 กรัมต่อลิตร ในปัสสาวะมีไทโอไซยาเนท 0.006 กรัมต่อลิตร ส่วนน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไทโอไซยาเนท 0.006 กรัมต่อลิตร

08 ไซยาไนด์ในอุตสาหกรรม: ไซยาไนด์และไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม เช่น การผลิตพลาสติก กาว สารทนไฟ เครื่องสําอาง ยารักษาโรค อุตสาหกรรมเหล็ก การผลิตทองคำ หรือในสมัยสงครามโลกก็เคยนำความเป็นพิษของไซยาไนด์มาเป็นอาวุธ หรือใช้ในการประหารนักโทษก็เคยมี

ไซยาไนด์

09 พิษของไซยาไนด์ : แม้ไซยาไนด์จะมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมหลายชนิด แต่ก็มีอันตรายได้ทั้งพิษเฉียบพลันและเรื้อรัง ปัจจุบันในประเทศไทย ไซยาไนด์ถูกจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย แปลว่าบุคคลทั่วไปไม่สามารถซื้อหาหรือผลิตได้หากไม่ได้รับใบอนุญาต

มนุษย์สามารถรับพิษไซยาไนด์ได้ทั้งจากการสัมผัส ทางปาก และทางลมหายใจ ส่วนพิษของไซยาไนด์นั้นมีทั้งทำให้ความดันเลือดต่ำ การเต้นของหัวใจผิดปกติ หายใจขัดข้อง ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาททำให้มึนงง ขาดสติ ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง เรียกว่าเป็นอันตรายต่อระบบสมองและหัวใจจนทำให้ถึงตายได้

นอกจากพิเษแบบเฉียบพลันจากการได้รับไซยาไนด์ในความเข้มข้นสูงแล้ว ไซยาไนด์ยังมีความเป็นพิษแบบเรื้อรังอันเนื่องจากการได้รับไซยาไนด์ในปริมาณต่ำแต่ได้รับเป็นระยะเวลานาน ส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้หายใจติดขัด แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ อาเจียน ต่อมไทรอยด์โต และสำหรับกลุ่มไซยาไนด์ที่มีระดับความเป็นพิษสูง ได้แก่ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide: HCN) โซเดียมไซยาไนด์ (Sodium Cyanide: NaCN) โพแทสไซยาไนด์ (Potassium Cyanide:KCN) และแคลเซยมไซยาไนด์ (Calcium Cyanide:CaCN)

10 การช่วยเหลือเมื่อได้รับพิษไซยาไนด์ : หลักการเบื้องต้นในการรักษาช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับไซยาไนด์ เริ่มจากการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีการปนเปื้อนพิษไซยาไนด์ หากได้รับพิษทางร่างกายสัมผัสให้ทำความสะอาดร่างกาย ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นต้องรีบสังเกตว่าผู้ป่วยหมดสติหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยมีภาวะการหายใจล้มเหลวต้องรีบช่วยหายใจ หากได้รับพิษโดยการกินและผู้ป่วยยังไม่หมดสติให้ทำให้อาเจียนแล้วค่อยให้ออกซิเจน 100% แต่หากผู้ป่วยหมดสติต้องช่วยหวยใจ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจแล้วรีบพบแพทย์โดยด่วน

อ้างอิง

  • ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไซยาไนด์ โดย จุฑารัตน์ อาชวรัตน์ถาวร สำนักอุตสาหกรรมพื้นฐาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (2546)
  • https://www.britannica.com/science/hydrogen-cyanide

The post 10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ไซยาไนด์ สารเคมีอันตรายที่ถูกค้นพบในต้นศตวรรษที่ 18 appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...