โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CHAYO กำไร Q3/67 พุ่ง 59.24% เดินหน้าซื้อหนี้เข้าพอร์ตช่วงไฮซีซั่น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 พ.ย. 2567 เวลา 09.39 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2567 เวลา 02.39 น.

CHAYO งบไตรมาส 3/2567 รายได้โต 39.83% กำไรพุ่ง 59.24% จากดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อแก่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพและดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้น หลังซื้อพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพฯ เติมอย่างต่อเนื่อง คาดผลงานปีนี้ทำได้ตามเป้ารายได้จะโตไม่ต่ำกว่า 20%

นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน ธุรกิจเจรจาติดตามเร่งรัดหนี้สิน ธุรกิจปล่อยสินเชื่อ และกิจการศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานบริษัทไตรมาส 3/2567 มีรายได้รวม 526.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.83% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 376.43 ล้านบาท

จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ทั้ง 2 ประเภทคือ ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อแก่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพจำนวน 139.36 ล้านบาท และจากดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมที่มีรายได้ 38.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.03% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 10.39 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่รายได้จากการบริการเร่งรัดหนี้สินมีจำนวน 7.26 ล้านบาท ลดลง 15.12% ซึ่งมีสาเหตุจากที่บริษัทมอบหมายพนักงานให้ติดตามทวงถามหนี้เสียที่กลุ่มบริษัทซื้อมาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้การติดตามทวงถามหนี้ของผู้ว่าจ้างภายนอกลดลง

ส่วนรายได้จากการให้บริการจัดหาคนไตรมาส 3/2567 มีรายได้ 6.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 1.47 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาส 3 นี้ บริษัทฯ ได้รับงานจากผู้ว่าจ้างเพิ่มขึ้นส่งผลให้รายได้ธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น

ด้านกำไรสุทธิไตรมาส 3/2567 อยู่ที่ 138.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.24% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่ 87.08 ล้านบาท เพราะสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นได้

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือน บริษัทมีรายได้ 1,498.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,079.32 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นโดยหลักทั้งจากดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อแก่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และจากดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งบริษัทมียอดจัดเก็บจากหนี้ที่ไม่มีหลักประกันและยอดรายได้จากการขายหลักประกันของหนี้ด้อยคุณภาพ จำนวน 572.01 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 89.10% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 302.49 ล้านบาท

เนื่องจากบริษัทมีการซื้อพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพชนิดมาบริหารเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้ดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นตามการปล่อยสินเชื่อ จำนวน 113.81 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 50.22% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 75.76 ล้านบาท และ ณ สิ้น 30 กันยายน 2567 มียอดลูกหนี้เงินให้กู้ยืมอยู่ที่ 1,051.89 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 861.66 ล้านบาท

ส่วนรายได้จากการบริการเร่งรัดหนี้อยู่ที่ 21.14 ล้านบาท ลดลง 22.85% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 27.4 ล้านบาท เนื่องจากให้พนักงานติดตามทวงถามหนี้เสียที่กลุ่มบริษัทซื้อมากขึ้น จึงส่งผลให้รายได้การติดตามทวงถามหนี้ของผู้ว่าจ้างภายนอก ขณะที่รายได้การให้บริการจัดหาคนอยู่ที่ 15.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.09% จากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 12.61 ล้านบาท เพราะบริษัทรับงานมากขึ้นหลังเปิดดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566

ส่วนกำไรขั้นต้นสำหรับงวด 9 เดือนอยู่ที่1,241.31 ล้านบาท หรือคิดเป็น 82.80% ของรายได้ เพิ่มขึ้นจากงวด 9 เดือนของปีก่อนจำนวน 357.09 ล้านบาท หรือ 40.39%

สาเหตุมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นจากธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพสำหรับกำไรสุทธิงวด 9 เดือน อยู่ที่ 286.74 ล้านบาท ลดลง 6.95% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 308.15 ล้านบาท เพราะบริษัทมีการตั้งขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 1/2567 เนื่องจากการปรับประมาณการพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพประกอบกับมีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น

นายสุขสันต์ กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2567 โตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 1,527.07 ล้านบาท จากแผนเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL&NPA) มาบริหารอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าซื้อหนี้เสียเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท ด้วยเงินลงทุน 500 - 1,000 ล้านบาท โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน บริษัทมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (หนี้เสีย) ที่บริหารอยู่ในมือจำนวน 103,528 ล้านบาท

แบ่งเป็นหนี้เสียที่มีหลักประกันจำนวน 20,812 ล้านบาท และหนี้ที่ไม่มีหลักประกันจำนวน 82,716 ล้านบาท (โดยไม่รวมทรัพย์ที่รอการขาย หรือ NPA อีกจำนวน 566.79 ล้านบาท) ขณะที่สถานะทางการเงินปัจจุบันของบริษัทถือว่ายังมีความแข็งแกร่ง มีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.07 เท่า

“ปกติช่วงไตรมาส 3 - 4 จะเป็นฤดูกาลไฮซีซั่นของธุรกิจ เพราะจะมีมูลหนี้ที่ทางสถาบันการเงินเปิดประมูลออกมาจำนวนมากกว่าครึ่งปีแรก ทำให้ราคาไม่สูงนัก และสิ่งที่บริษัทยังเน้นเสมอในการซื้อหนี้ใหม่เพื่อเติมพอร์ต คือต้องมีช่วงระดับราคาที่มีความเหมาะสมและไม่แพงเกินไป เพราะไม่อยากให้กลุ่มลูกหนี้มีภาระทางการเงินเพิ่ม ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือในอีกรูปแบบหนึ่ง

ซึ่งบริษัทประเมินว่าจะมีจำนวนหนี้ด้อยคุณภาพที่เปิดประมูลลดลงหรือใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 400,000 ล้านบาท” นายสุขสันต์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทพร้อมเดินหน้านโยบายการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ตามนโยบายภาครัฐในการช่วยแก้ปัญหาหนี้ของประเทศเพื่อบรรเทาภาระการชำระหนี้ครัวเรือน

โดยมุ่งเน้นการวางแผนผ่อนชำระให้สอดคล้องกับความสามารถของลูกหนี้แต่ละราย เช่นเดียวกับธุรกิจการบริการเร่งรัดติดตามหนี้สินเพื่อเข้าสู่การเจรจา ปรับโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือลูกหนี้เป็นรายกรณี โดยกำหนดวงเงินผ่อนชำระขั้นต่ำให้สอดคล้องกับความสามารถในการผ่อนชำระของลูกหนี้เป็นหลัก

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...