เปิดแผนรุกส่งออกครึ่งปีหลัง ดัน ‘ข้าว-มัน’ ฝ่าวิกฤตราคาตก
สถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรครึ่งปีแรกไทยเหนี่อย ส่งออกข้าวไทย 5 เดือนแค่ 3 ล้านตัน ลด 25.61% ชี้เหตุผลผลิตล้น แถมอินเดียดัมพ์ราคา ขณะที่มันสำปะหลังขายเพิ่มแต่ได้ราคาลดลง เร่งอัดกิจกรรมดันยอดครึ่งปีหลัง พร้อมเข้มงวดสกัดสินค้าสวมสิทธิรับมือเจรจาภาษีทรัมป์ ล่าสุด กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2568 และแผนการเดินหน้าครึ่งปีหลัง ทั้งการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ข้าวและมันสำปะหลัง รวมไปถึงการเร่งใช้มาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเจรจาภาษีทรัมป์
ล่าสุด นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ได้แถลงแนวทางการทำงาน ในฐานะหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ที่มีพันธกิจสำคัญในการยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในทุกระดับ
ส่งออกข้าว 5 เดือนแรกลด 25%
เมื่อดูสถิติการส่งออกสินค้าข้าวไทยช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) จะพบว่าไทยส่งออกข้าว 3.05 ล้านตัน ลดลง 25.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 4.10 ล้านตัน และมีมูลค่า 63,098 ล้านบาท หรือประมาณ 1,878 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 34.03% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 95,645 ล้านบาท หรือ 2,688 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสาเหตุจากปริมาณผลผลิตข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น
ซึ่งคาดว่าผลผลิตข้าวโลกปี 2568 จะมีประมาณ 541 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 17 ล้านตัน อินเดียกลับมาส่งออกข้าวได้ตามปกติ และมีปริมาณผลผลิตข้าวภายในประเทศปริมาณกว่า 150 ล้านตัน ทำให้แซงจีนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ อินเดียมีสต๊อกข้าวปริมาณกว่า 60 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18% จึงมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา อีกทั้งผู้นำเข้าสำคัญโดยเฉพาะอินโดนีเซียมีความต้องการนำเข้าข้าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดส่งออกสินค้าข้าวที่สำคัญ ได้แก่ อิรัก โดยไทยส่งออกข้าวไปอิรักมากเป็นอันดับหนึ่งที่ 0.41 ล้านตัน คิดเป็น 13.44% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13.89% รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 0.37 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.82% แอฟริกาใต้ 0.28 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21.74% จีน 0.25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 78.57% และฟิลิปปินส์ 0.13 ล้านตัน ลดลง 55.17%
“สหรัฐมีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเฉลี่ยปีละประมาณ 1.36 ล้านตัน โดยนำเข้าข้าวจากไทยมากที่สุดเป็นสัดส่วนสูงถึง 58% และข้าวไทยครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดข้าวสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มข้าวพรีเมี่ยม อย่างข้าวหอมมะลิไทย และสหรัฐยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง และในปัจจุบันผู้บริโภคในสหรัฐจำนวนมากหันมาสนใจด้านสุขภาพมากขึ้น และมีแนวโน้มบริโภคข้าวเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งประชากรเชื้อสายเอเชียและกลุ่มฮิสแปนิก (Hispanic) ในสหรัฐมีความนิยมบริโภคข้าวคุณภาพดีอย่างข้าวหอมมะลิไทยเพิ่มขึ้นด้วย”
อย่างไรก็ดี แม้ไทยส่งออกข้าวลดลงประมาณ 25.61% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสามารถส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง อเมริกา และยุโรปได้เพิ่มขึ้น และเพื่อให้การส่งออกข้าวไทยโต กรมมีแผนงานส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2568 (ก.ค.-ธ.ค.) ทั้งออนไซต์และออนไลน์ เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวไทย และช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทยตลอดทั้งปี ส่วนเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2568 อยู่ที่ 7.5 ล้านตัน
มันส่งออกเพิ่มแต่ราคาลด
ส่วนการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) มีปริมาณ 4.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 37.16% จากปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกที่ 2.96 ล้านตัน และมีมูลค่าประมาณ 45,358.32 ล้านบาท หรือ 1,351.09 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.11% จากปีก่อน ที่มีมูลค่าประมาณ 51,848.40 ล้านบาท หรือประมาณ 1,454.57 ล้านเหรียญสหรัฐ) ตลาดสำคัญคือจีนเป็นส่วนใหญ่ 51.38% รองลงมาเป็น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
กรมมีแผนงานขยายตลาดมันสำปะหลังในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2568 (ก.ค.-ธ.ค.) ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะมีการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ณ กรุงเทพมหานคร (29-31 ก.ค. 68) จะเป็นการเปิดโอกาสเจรจาการค้าพร้อม ทั้งนี้ กรมจะจัดคณะผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ เดินทางไปเจรจาขยายตลาดและผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ช่วงเดือน ส.ค. 2568
เข้มงวดสินค้าสวมสิทธิส่งออก
ขณะที่ตลาดสหรัฐถือว่าเป็นตลาดสำคัญของไทย ตอนนี้ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐ และความสำคัญที่สหรัฐติดตาม และเห็นว่าไทยควรจะปกป้องเอกชนผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะการสวมสิทธิ กรมได้ดำเนินการออกประกาศปรับปรุงบัญชีรายการสินค้าเฝ้าระวังในการส่งออกไปสหรัฐ จาก 49 รายการ เป็น 65 รายการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ค. 2568 ซึ่งจะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งหากดำเนินการปรับปรุงรายการสินค้าเฝ้าระวังแล้วเสร็จ กรมจะออกประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
นอกจากนี้ กรมยังมีแนวทางเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form C/O ทั่วไปของไทย สำหรับรายการสินค้าเฝ้าระวังในการส่งออกไปสหรัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สหรัฐ ว่าสินค้าที่ส่งออกมีถิ่นกำเนิดไทยจริง
เยียวยาปกป้องผู้ผลิตในประเทศ
กรมยังทำหน้าที่ปกป้องและสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ผลิตในประเทศที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากการทุ่มตลาด การอุดหนุน และการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาตรการเยียวยาทางการค้า ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) ไทยมีการบังคับใช้มาตรการ AD กับ 22 ประเทศ 22 กรณี โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าเหล็ก และไทยถูกใช้มาตรการ AD จาก 18 ประเทศ 73 กรณี (สินค้าเหล็ก เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง ฯลฯ)
มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duties : CVD) ไทยยังไม่มีการใช้มาตรการ CVD แต่ถูกใช้มาตรการ CVD จาก 3 ประเทศ 7 กรณี ได้แก่ อินเดีย 4 กรณี (ลวดทองแดง, ไม้อัด, ท่อทองแดง, กรดไขมันอิ่มตัว) สหรัฐอเมริกา (เหล็กแผ่นรีดร้อน, เซลล์แสงอาทิตย์) และเวียดนาม (น้ำตาล) มาตรการปกป้อง (Safeguard Measures : SG) ไทยไม่มีการใช้มาตรการ SG แต่ถูกใช้มาตรการ SG จาก 9 ประเทศ 19 กรณี (สินค้าเหล็ก เคมีภัณฑ์ และอื่น ๆ) และมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti-Circumvention : AC) ไทยมีการบังคับใช้มาตรการ 1 กรณี คือสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออัลลอยจากผู้ผลิตจีน 17 ราย และไทยถูกใช้มาตรการ AC จาก 3 ประเทศ 6 กรณี
อย่างไรก็ดี แผนการดำเนินงานการใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า ในช่วง 6 เดือนหลัง ปี 2568 (ก.ค.-ธ.ค.) แยกเป็นงานไต่สวน อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ AD 2 กรณี AC 3 กรณี และ Safeguard 1 กรณี, การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการเพื่อยื่นคำขอใช้มาตรการ AD 9 กรณี SG 3 กรณี และ AC 2 กรณีเป็นต้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดแผนรุกส่งออกครึ่งปีหลัง ดัน ‘ข้าว-มัน’ ฝ่าวิกฤตราคาตก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net