15 ปี สลายการชุมนุมราชประสงค์ กับบทเรียน จาก Jing-Mei White Terror Memorial Park ไต้หวัน
CityZense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
15 ปี สลายการชุมนุมราชประสงค์
กับบทเรียน
จาก Jing-Mei White Terror Memorial Park ไต้หวัน
พฤษภาคมนี้จะครบรอบ 15 ปี การสลายการชุมนุมของมวลชนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ พร้อมกับเหตุอัปยศอย่าง Big Cleaning Day ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ สุขุมพันธุ์ บริพัตร แห่งพรรคประชาธิปัตย์
นับเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยอีกเหตุการณ์หนึ่งที่จบไม่สวย มีการล้อมปราบมวลชนจนเสียเลือดเนื้อด้วยน้ำมือของผู้ที่ผูกขาดการใช้ความรุนแรงอย่างกองทัพ ซึ่งขณะนี้ก็ยังลอยนวลไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
ยังไม่ต้องนับว่าหลังจากเหตุการณ์นี้อีก 4 ปี กองทัพก็ทำการรัฐประหาร
การปราบปรามประชาชนกลางเมืองครั้งนี้ ต่างไปจากทุกครั้งที่มักจะเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์อย่างสนามหลวง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
แต่คราวนี้พื้นที่อยู่ใจกลางย่านเศรษฐกิจและห้างสรรพสินค้าของคนกรุงกันเลย
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเลือนรางไปตามกาลเวลา จนกระทั่งกระแสความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเยาวชนช่วงปี 2562-2563
เหตุการณ์เหล่านี้ถูกกลับมาเล่าใหม่ผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านการจัดแสดงละครในการชุมนุม เรื่องราวของเสื้อแดงถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และสังคมที่มีเสรีภาพและความเสมอภาค
แม้ในที่สุดรัฐบาลเผด็จการประยุทธ์ จันทร์โอชา จะหมดวาระลง รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่โอกาสในการสะสางทั้งประวัติศาสตร์ความทรงจำ และการเอาผิดแก่ผู้ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามการชุมนุมไปจนถึงการรัฐประหารก็ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้
การใช้ความเจ้าเล่ห์ทางกฎหมายอ้างตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์เขียนรัฐธรรมนูญให้ไม่สามารถเอาผิดคณะรัฐประหารย้อนหลังได้ทำให้กลายเป็นข้อกังขาและการล็อกกลอนประตูเพื่อที่จะสะสางปัญหาดังกล่าว
บทความนี้จะพาผู้อ่านไปท่องยังประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประเทศที่เราไม่สู้จะคุ้นเคยนักคือ ไต้หวัน ซึ่งจะเล่าผ่านสถานที่แห่งหนึ่งนั่น Jing-Mei White Terror Memorial Park
หรือคำแปลจากโบรชัวร์ที่แปลเป็นไทยว่า “พิพิธภัณฑ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อนุสรณ์สถานรำลึกความสยองขวัญสีขาว จิงเหม่ย” ที่ไต้หวัน
ในฐานะเครื่องเตือนใจและแหล่งเรียนรู้ว่าไต้หวันเคยถูกเผด็จการปกครองอย่างไร และส่งผลต่อชีวิตผู้คนอย่างร้ายกาจเพียงใด ด้วยความรุนแรงแบบตรงไปตรงมา หรือความยุติธรรมที่ซ่อนรูปมาในนามกฎหมายและการกล่าวโทษอย่างผิดหลักนิติรัฐ
ห้วงเวลาสงครามเย็น ไต้หวันตัวแทนที่ได้รับการหนุนหลังโดยสหรัฐอเมริกา ผู้นำประเทศอย่างเจียงไคเช็กเคยปกครองแผ่นดินใหญ่ เดิมนั้นได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 1947
แต่ภายในปีเดียวรัฐบาลก๊กมินตั๋งก็ประกาศยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเนื่องจากมีภาวะสงครามกลางเมือง
แต่ความพ่ายแพ้ต่อกองทัพแดงของเหมา เจ๋อตง ทำให้พวกเขาต้องระเห็จมาสู่ไต้หวันเมื่อปี 1949 ทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลังเต็มที่ในฐานะยุทธศาสตร์สำคัญในเอเชียตะวันออก เช่นเดียวกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ตามแพตเทิร์นของประเทศเผด็จการทั้งหลาย เจียงไคเช็กได้ใช้อำนาจอันไม่เป็นประชาธิปไตยในการคุกคามผู้คนและกล่าวหาผู้คนว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ศัตรูทางการเมืองเหล่านี้ถูกกำจัดในหลายรูปแบบ
มีระบบการสอดส่องทางสังคม ทั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยสาธารณะ และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองส่งผลต่อการปิดกั้นเสรีภาพส่วนบุคคล และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งหมด
พรรคก๊กมินตั๋งยังควบคุมทางวัฒนธรรม ด้วยการกำจัดแนวคิดและพฤติกรรมที่ต่อต้านรัฐบาล
เหล่านี้นำมาสู่การตั้งสิ่งที่เรียกว่า ระบบเผด็จการที่นำโดยพรรคแห่งรัฐ
เดือนพฤษภาคม 1949 รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึก พลเรือนหากถูกจับจะถูกไต่สวนในศาลทหาร
ปีเดียวกันยังมีการประกาศพระราชบัญญัติกบฏที่มีโทษประหารซึ่งรวมถึงอาชญากรรมที่สร้างความไม่สงบและมีความเกี่ยวข้องกับการรุกรานของต่างชาติ
ปี 1950 ออกกฎหมายจารกรรมในช่วงที่มีการระดมพลปราบกบฏคอมมิวนิสต์
ปีเดียวกันนั้นก็มีการออกฎหมายปราบปรามแก๊งอันธพาลด้วย
นี่คือ สิ่งที่ชาวไต้หวันเรียกมันว่า “ภัยขาว” หรือ White Terror ซึ่งตรงกันข้ามกับสีแดงอย่างภัยจากคอมมิวนิสต์
นอกเหนือจากความรุนแรงแบบตรงไปตรงมาแล้ว การควบคุมในชีวิตประจำวันตั้งแต่การตรวจทรงผม การควบคุมพื้นที่อย่างภูเขา ชายฝั่ง (ที่ต้องมีใบอนุญาตจากรัฐเพื่อเข้าพื้นที่) การเซ็นเซอร์สื่ออย่างเข้มข้น การแสดงออกทางการเมืองทำให้ประชาชนถูกจับกุม ทำให้ชาวไต้หวันเองเฉื่อยชาทางการเมืองและสังคมบนความหวาดกลัวจากอาชญกรรมโดยรัฐ เฉกเช่นสังคมเผด็จการทั้งหลายเป็น
กว่าจะคลี่คลายสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็ต้องเข้ารอจนถึงปี 1987 ที่มีการยกเลิกกฎอัยการศึก ที่ถูกใช้มาอย่างยาวนานกว่า 38 ปี
ภายใต้ระบอบเผด็จการไม่ได้มีแค่กฎหมาย แต่เต็มไปด้วยกระบวนการอันมืดดำในด้านกฎหมายและการลงทัณฑ์ต่างๆ อันไม่เป็นธรรม
ทั้งการจับกุม ไต่สวนจากศาลทหาร ประหารชีวิต กระทั่งการลอบสังหารในต่างประเทศ ความเจ็บปวดทางกายและใจของเหยื่อและญาติสนิทมิตรสหาย ความตายที่ถูกพรากผ่านอาคารสถานที่อย่าง ศาลทหาร เรือนจำ ค่ายกักกัน ฯลฯ
เมื่อระบอบเผด็จการเปลี่ยนผ่าน สิ่งเหล่านี้มิได้ถูกทำให้ลืมๆ ไป จะด้วยวัฒนธรรมแบบขงจื่อที่ให้ความสำคัญกับการบันทึกทางประวัติศาสตร์หรืออะไรก็แล้วแต่
ชาวไต้หวันได้แปลงประวัติศาสตร์และสถานที่อันน่าขมขื่นนั้นให้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อเรียนรู้อดีต
อนุสรณ์สถานรำลึกความสยองขวัญสีขาว จิงเหม่ย ตั้งอยู่ในเขตอดีตเรือนจำของกองบัญชาการรักษาความมั่นคงไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2018
เดิมเป็นสถานที่ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ศาลทหาร ตั้งแต่ปี 1955 และกลายเป็น โรงเรียนศาลทหาร ต่อมาเป็นที่ตั้งของสำนักงานตุลาการทหาร และเริ่มก่อสร้างเรือนจำ “เหรินอ้าย” แล้วเสร็จในปี 1968
เรือนจำที่ว่า คือ พิพิธภัณฑ์ทั้งหลังที่จัดแสดงความทุกข์ทรมานและความตาย
เราเห็นภาพจำลองการใช้แรงงาน ห้องขังที่แม้ในวันที่แดดแรงกล้า ยังอับชื้นและเย็น
การจำลองเสียงลากโซ่ของนักโทษประหาร จดหมายที่ลาตายของพวกเขาที่เราอ่านไม่ออก มีทั้งห้องขังเดี่ยว ขังรวม
อดีตเรือนนอนของทหารที่เฝ้ายาม ถูกใช้เป็นห้องแสดงนิทรรศการภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยของไต้หวัน
อันที่จริง ไต้หวันนั้นถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นมาก่อนตั้งแต่ปี 1895 ยาวนานมาจนถึงจบสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงคราม ไต้หวันเผชิญชะตากรรมคล้ายกับเกาหลีใต้ ตรงที่สหรัฐอเมริกามีบทบาทอย่างยิ่งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงที่หวาดกลัวภัยแดงจากเหล่าคอมมิวนิสต์ เกาหลีใต้มีศัตรูร่วมชาติคือ เกาหลีเหนือ ขณะที่ไต้หวันนั้นคือ จีนแผ่นดินใหญ่
ส่วนอาคาร “ศาลทหาร” เป็นเรือนที่แบ่งเป็น 3 ห้อง มีห้องใหญ่ตรงกลางและศาลเล็กๆ อยู่ทั้ง 2 ข้าง การดำรงอยู่ของศาลทหารที่ใช้ตัดสินพลเรือนเกิดขึ้นมาจากคดีภัยความมั่นคง
คนไทยคงคุ้นเคยกันดีกับข้อหาคอมมิวนิสต์ แต่ที่นี่หนักกว่า เพราะอาจถูกมองว่าเป็น “สายลับ” จากแผ่นดินใหญ่
ผู้ถูกตัดสินมีผู้มีชื่อเสียงหลายคน บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวหญิง บางคนเป็นนักเขียน ที่นี่เองที่ส่งพวกเขาไปอยู่ในเรือนจำ
เรือนจำเป็นอาคารหลักขนาดใหญ่ จะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง หากหันหน้าเข้า ฝั่งขวาจะเป็นแดนใช้แรงงาน ซึ่งว่ากันว่าดีกว่า แต่ก็มีการใช้แรงงานที่เข้มข้น
ที่เหลือเชื่อมากคือ มันคือโรงงานซักผ้าที่ตอนแรกคิดว่าจัดการเฉพาะในเรือนจำ แต่ไม่เลย มันคือโรงงานซักผ้าของเมือง เสื้อผ้าของนายทหาร ข้าราชการ ผ้าในโรงพยาบาล กระทั่งผ้าคลุมในรถเมล์ ก็ถูกส่งมาที่นี่
โรงงานจัดการเหล่านี้ก็ทำตั้งแต่การซักผ้า อบผ้าให้แห้ง และการรีดผ้า พวกเขาได้ค่าแรงก็จริง แต่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึง 5 เท่า
ไต้หวันยังคงปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกต่อมาจนถึงต้นทศวรรษ 1990 แม้จะยกเลิกกฎอัยการศึกในปี 1987 ไม่เพียงนักการเมือง นักข่าว นักวิชาการจะถูกคุกคามและควบคุมทางความคิดภายในประเทศ หากพวกเขาเป็นที่สงสัย ก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ หรืออยู่ต่างประเทศจะเดินทางกลับบ้านของตัวเองก็ไม่ได้
การต่อสู้ของชาวไต้หวันจึงไม่ได้มาจากไหน แต่มาจากพลังของพวกเขาด้วย พร้อมๆ ไปกับการค่อยๆ ทะยานเป็นหนึ่งในประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ตามยุทธศาสตร์ห่านบินที่มีญี่ปุ่นเป็นหัวเรือ (ซึ่งไทยตกขบวนไปแล้ว)
ก่อนจากไป ผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า ที่แห่งนี้จะมีการพานักเรียนมาทัศนาจรตั้งแต่เด็กประถม ถึงระดับวิทยาลัย
ไม่แน่ใจว่าเป็นกระแสหลักแค่ไหน แต่นี่คือหนึ่งในกระบวนการปลูกฝังสำนึกประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพที่ไม่ควรให้ใครมาพรากไปง่ายๆ
กลับมายังเมืองไทย พฤษภาคมปีนี้ จะครบรอบ 15 ปีการสลายการชุมนุมของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่ราชประสงค์ กลางกรุง
แม้ว่าการเกิดขึ้นของอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนจะไม่สามารถเกิดขึ้นโดยง่าย ไม่ว่าจะเพราะการถูกต้านโดยผู้มีอำนาจ หรือการถูกยับยั้งโดยประชาชนด้วยกัน
แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ในอนาคต เราอาจเดินทางไปสู่การเอาผิดผู้ก่อความรุนแรง พร้อมไปกับการสร้างอนุสรณ์สถานในค่ายทหารซักแห่งกลางกรุง
ไม่ว่าจะบนถนนราชดำเนินที่สามารถเชื่อมต่อกับการต่อสู้ของประชาชนบนแกนถนนดังกล่าว
หรือพหลโยธินที่เชื่อมโยงกับราชประสงค์ผ่านรถไฟฟ้าได้ไม่ยาก
เราอาจคิดถึงมันในฐานะโครงการใหญ่ ฉลองวาระครบรอบ 100 ปี การปฏิวัติ 2475
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 15 ปี สลายการชุมนุมราชประสงค์ กับบทเรียน จาก Jing-Mei White Terror Memorial Park ไต้หวัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com