แบงก์กรุงเทพประกาศปักหมุด เป็นสะพานเชื่อมการลงทุนอาเซียน
“ธนาคารกรุงเทพ อยู่ในแต่ละประเทศมาอย่างยาวนาน และอยู่กับประเทศนั้นๆ ในทุกๆ วัฏจักร ไม่ว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งเป็น Value การทำธุรกิจแบบเดียวกับในประเทศไทย ธนาคารมีอายุ 80 ปี สาขาต่างประเทศ สาขาแรกคือ ฮ่องกง มีอายุ 70 ปี ซึ่งสะท้อนว่า ธนาคารไม่เคยถอย อยู่มาตลอด ไม่ว่าในประเทศนั้นๆ จะเป็นอย่างไร”
ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย ขึ้นแท่นเป็นธนาคารชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเครือข่ายสาขาต่างประเทศที่วางรากฐานมาอย่างยาวนานครอบคลุม 9 ประเทศในอาเซียน คือ กัมพูชา อินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และในเอเชียคือ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมทั้งสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
โดยในปี 2563 ธนาคารกรุงเทพได้เข้าซื้อ ธนาคารเพอร์มาตา 1 ใน 10 ธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน และกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วทุกมุมโลก
นอกจากนี้ ยังมี บางกอก แบงก์ เบอร์ฮาด ในมาเลเซีย ซึ่งให้บริการธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ และธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) ซึ่งให้บริการทางการเงินครบวงจรแก่ลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจในประเทศจีน ด้วยเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารสามารถเป็นสะพานเชื่อมให้นักลงทุนไทยที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียน
ในปี 2567 กิจการธนาคารต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ อยู่ในการดูแลของ เจริญลาภ ธรรมาณิชานนท์ ซึ่งเขาเริ่มเข้ามาร่วมงานกับธนาคารกรุงเทพ เมื่อปี 2551 ในฝ่ายงานกิจการธนาคารต่างประเทศ เริ่มแรกทำงานในสำนักงานใหญ่ ประเทศไทย ได้ราว 2 ปี ก่อนจะรับภารกิจไปประจำที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงคโปร์ ซึ่งได้อยู่ที่นั่นนาน 8 ปี หลังจากนั้น ในปี 2562 ได้ย้ายไปประจำที่ธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) ซึ่งสถานะเป็นธนาคารท้องถิ่นของจีนที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารกรุงเทพ และเมื่อปี 2567 ได้รับมอบหมายให้มาดูแลกิจการธนาคารต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพทั้งหมด
เจริญลาภ ธรรมาณิชานนท์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กิจการธนาคารต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผย การเงินธนาคาร ว่า ความท้าทายของธุรกิจในต่างประเทศในปี 2568 หลักๆ คือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯเท่านั้น แต่ก็จะเห็นว่ายังมีเรื่องวิกฤติการณ์รัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งปัญหาในกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้เสมอและเป็นเรื่องเปราะบางที่ต้องจับตาดู
อย่างไรก็ดี มีคาดการณ์ว่า อาเซียนจะเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573 ทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกรวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องการออกไปลงทุนนอกประเทศด้วย
Regionalization & Urbanization
2 ธีมหลักกิจการต่างประเทศ
โดยกลยุทธ์ของกิจการต่างประเทศ ธนาคารจะมุ่งใน 2 ธีมหลัก เรื่องแรก คือ การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค (Regionalization) ด้วยประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าทำให้ความเป็น Globalization หรือการยึดโยงโลกเอาไว้ด้วยกันได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเห็นได้ชัดจากช่วงโควิด-19 ภาพของห่วงโซ่การค้าของโลกไม่เหมือนเดิม
เจริญลาภกล่าวว่า วันนี้คู่ค้าของแต่ละประเทศเริ่มต้องมี จีน +1 เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่ ทำให้การลงทุนในรูปแบบภูมิภาคมีมากขึ้นตามมา ทุกคนต้องการมีส่วนรวมกับอาเซียน มีการเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งเป็นทั้งการลงทุนเพื่อค้าขายในอาเซียน รวมทั้งการส่งออกไปยังสหรัฐฯด้วย
“กลยุทธ์ Regionalization ของเรา นำโดยเรื่อง Supply Chain Relocation หรือ การย้ายฐานผลิตเพื่อเลี่ยงสงครามการค้า และตอนนี้ทุกคนเริ่มตระหนักแล้วว่าจะโฟกัสอยู่กับจีนที่เดียวไม่ได้แล้ว โอกาสการเติบโตของอาเซียนจึงมีอยู่สูง และอาเซียนกำลังมุ่งที่จะเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสี่ของโลกภายในปี 2573”
ธีมที่สอง คือ การเติบโตของสังคมเมือง (Urbanization) หากเจาะลึกในอาเซียนจะพบว่า ประเทศในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย ประเทศเหล่านี้มีการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจที่ขยายตัว ซึ่งจะทำให้เกิดการย้ายเข้ามาสู่เมืองของประชากรในแต่ละประเทศ และในบางประเทศอาจจะไม่ใช่แค่เมืองหลวงแต่ยังมีหัวเมืองหลักสำคัญด้วย
“Urbanization เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เรามองว่าจะทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจของลูกค้า เพราะจะก่อให้เกิดการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน พลังงาน ที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรเมือง และมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม เพราะเมื่อคนเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ก็ต้องอัปเกรดการบริโภค ธุรกิจด้านสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) จะมีโอกาสมาก”
อย่างไรก็ดี การเติบโตในกลุ่มประเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย จะเป็นผลดีต่อกิจการต่างประเทศของธนาคาร โดยหวังว่าจะมีการเติบโตของสินเชื่อและปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศกลุ่มนี้ รวมทั้งธุรกรรมทางการเงิน เช่น การโอนเงิน ที่จะมีปริมาณมากขึ้นตามมาด้วย
เจริญลาภ กล่าวด้วยว่า สำหรับธุรกิจในอินโดนีเซีย ด้วยการที่ธนาคารกรุงเทพมี ธนาคารเพอร์มาตา ทำให้ศักยภาพในการดูแลลูกค้าของธนาคารสูงขึ้นมาก เนื่องจากเพอร์มาตาเป็นธนาคารท้องถิ่น มีฐานเงินทุนที่แข็งแรง มีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง รวมทั้งมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ จึงมีส่วนช่วยให้ธนาคารสามารถบริการลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้สามารถหาพันธมิตรทั้งในอินโดนีเซียและในเครือข่าย เป็นการช่วยต่อยอดได้มากกว่าเดิม
ขณะที่ฟิลิปปินส์ ธนาคารมีความคาดหวัง เพราะเศรษฐกิจเติบโต ประชากรที่ขยายตัว แต่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะขยายสาขาเพิ่ม เพราะปัจจุบันมีสาขาในมะนิลาอยู่แล้ว และมีลูกค้าที่ลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องของ Urbanization ทำให้ธุรกิจด้านสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศฟิลิปปินส์เติบโตได้ดี และมีภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจด้านพลังงานที่มีโอกาสอยู่มากด้วย
“เครือข่ายของธนาคารที่มีอยู่ในตอนนี้เพียงพอสำหรับการทำธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งการเติบโตของกิจการต่างประเทศค่อนข้างสูง เพราะธุรกิจธนาคารจะสอดคล้องกับจีดีพีในประเทศนั้นๆ ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนมีจีดีพีที่เติบโตสูงกว่าประเทศไทย”
เศรษฐกิจ “จีน” รอวันฟื้น
“อินเดีย” กำลังศึกษา
เจริญลาภกล่าวว่า ส่วนธุรกิจในจีนที่เหมือนชะลอลงไปนั้น ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและยังต้องใช้เวลาในการจัดการ จึงอาจจะเห็นการชะงักไปบ้างในบางกลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามครรลองของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละประเทศเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง จะมีช่วงก้าวขึ้นไปอีกขั้น หรือการมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ภาคการผลิตจะกลายเป็นการสร้างมูลค่าให้มากกว่าเดิม
โดยสิ่งที่เกิดในประเทศจีนตอนนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะเคยเกิดมาแล้วในเศรษฐกิจญี่ปุ่น หรือย้อนหลังไปไกลกว่านั้นคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรป จะเห็นว่า เกือบทุกที่ภาคการผลิตจะเริ่มจากหมวดทั่วไปก่อน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งจะปรับตัวเองเพื่อไม่ให้ตันจนไม่โต เช่น ในสหรัฐฯที่เริ่มจากการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ก่อนจะย้ายไปสู่ R&D หรือด้าน Software
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินที่เมื่อก่อนจะอยู่ในสหรัฐฯและเริ่มออกมาผลิตที่ประเทศจีน ซึ่งการที่จีนผลิตอุตสาหกรรมเครื่องบินได้ ก็สะท้อนถึงความสามารถในภาคการผลิตของจีนที่มีศักยภาพสูงแล้ว
“ด้วยพื้นฐานจีนยังมีศักยภาพ และกำลังซื้อในประเทศที่มีอยู่สูง จีนถึงจุดที่ต้องเติบโตไปอีกขั้น สิ่งที่จีนเจอตอนนี้คือ ประชากรไม่ได้ขยายตัวเหมือนแต่ก่อน เขาตระหนักดีว่าประชากรจะน้อยลง แรงงานจะลดลง แต่จะมีความรู้มากขึ้น หากจะก้าวข้ามไปอีกขั้นได้ก็จะต้องเปลี่ยนจาก High Quantity เป็น High Quality เมื่อผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านไปได้จีนจะกลับมา ซึ่งอาจจะใช้เวลาราว 2-3 ปีหรือนานกว่านั้น”
ขณะที่ในเมียนมา ซึ่งอาจจะมีอุปสรรคมากเพราะในแต่ละประเทศมีเงื่อนไขภายในประเทศไม่เหมือนกัน ทำให้การทำธุรกิจในเมียนมามีความท้าทาย จากเศรษฐกิจที่ชะลอลงเพราะไม่มีเม็ดเงินลงทุน(FDI) แต่เมียนมายังมีการบริโภคในประเทศอยู่ อย่างไรก็ตาม โดยรวมธุรกิจของธนาคารในเมียนมาเรียบร้อยดี
ส่วนการมองหาโอกาสใหม่ๆ ตามที่เห็นว่าธนาคารส่งสัญญาณค่อนข้างชัดในเรื่องของตลาด “อินเดีย” ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพ และธนาคารกรุงเทพกำลังศึกษาตลาดนี้อยู่ โดยการทำธุรกิจต้องมีลูกค้าก่อนที่จะเข้าไปลงทุน ดังนั้น ธนาคารจึงต้องศึกษาและมีหลายปัจจัยในการพิจารณาความพร้อม ทั้งเรื่องลูกค้า ความเปิดกว้างของระบบการเงินการธนาคารในประเทศนั้นๆ ด้วย โดยจะไม่เห็นการเข้าไปอย่างรีบเร่ง และทำในสิ่งที่ถนัด ซึ่งธนาคารกรุงเทพถนัดด้านธุรกิจภาคการผลิต (Manufacturing) และ กลุ่ม Real Sector
“ธนาคารกรุงเทพ อยู่ในแต่ละประเทศมาอย่างยาวนาน และอยู่กับประเทศนั้นๆ ในทุกๆ วัฏจักร ไม่ว่าดีหรือไม่ดี ซึ่งเป็น Value การทำธุรกิจแบบเดียวกับในประเทศไทย ธนาคารมีอายุ 80 ปี สาขาต่างประเทศ สาขาแรกคือ ฮ่องกง มีอายุ 70 ปี ซึ่งสะท้อนว่า ธนาคารไม่เคยถอย อยู่มาตลอด ไม่ว่าในประเทศนั้นๆ จะเป็นอย่างไร”
เจริญลาภกล่าวว่า ส่วนในประเทศไทย ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่ สะท้อนจากตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีการเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งมาทั้งฝั่งตะวันตกและจีน
“ธนาคารกรุงเทพมีความพร้อมทุกด้าน ในการสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาลงทุนตรง หรือการมองหาโอกาสในการซื้อกิจการหากนักลงทุนสนใจ”
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันการแข่งขันของธุรกิจธนาคารในภูมิภาคจะเห็นว่าเป็นการแข่งขันกันเองของธนาคารในภูมิภาคนี้ และทุกคนมีธนาคารเจ้าถิ่นในแต่ละประเทศนั้นๆ ส่วนธนาคารจากฝั่งตะวันตกอาจจะไม่ได้เข้ามาแข่งขันโดยตรงเหมือนในอดีต เพราะธนาคารจากซีกโลกตะวันตกมีการปรับกลยุทธ์โดยเปลี่ยนจุดที่โฟกัสไปไม่ได้แข่งแบบเดิม
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2568 ฉบับที่ 515 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/