โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

"จริง ๆ ผมไม่มีบทบาท" Paul Giamatti เล่าเบื้องหลังการถ่ายทำสุดวุ่นวายใน 'Saving Private Ryan’

BT Beartai

อัพเดต 02 ม.ค. 2567 เวลา 14.42 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2567 เวลา 10.46 น.
“จริง ๆ ผมไม่มีบทบาท” Paul Giamatti เล่าเบื้องหลังการถ่ายทำสุดวุ่นวายใน 'Saving Private Ryan’

หนึ่งในความคลาสสิกของ ‘Saving Private Ryan’ (1998) ผลงานการกำกับคลาสสิกของพ่อมดฮอลลีวูด สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) และอีกหนึ่งผลงานสุดยอดการแสดงของ ทอม แฮงส์ (Tom Hanks) คงไม่ใช่แค่การแสดง การกำกับ และเรื่องราวของปฏิบัติการในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สามารถคว้า 5 รางวัลออสการ์ 2 รางวัลลูกโลกทองคำไปครอง แต่เสน่ห์อันสำคัญของหนังเรื่องนี้ก็คือ การการถ่ายทอดความโหดร้ายของสงครามออกมาได้อย่างสมจริงและสะเทือนใจราวกับสมรภูมิจริง ที่มีเบื้องหลังแสนจะวุ่นวาย

คนหนึ่งที่ยืนยันถึงขั้นตอนการถ่ายทำที่แหวกแนวกว่าหนังฮอลลีวูดทั่ว ๆ ไปก็คือ พอล จิอาแมตติ (Paul Giamatti) นักแสดงผู้รับบทเป็น จ่าสิบเอก วิลเลียม ฮิลล์ (Sergeant William Hill) ที่ปรากฏตัวสั้น ๆ ในฉากสมรภูมิที่เมืองนอยวิลล์ (Neuville) ประเทศฝรั่งเศส ฉากเด่นที่สุดของเขาก็คือ ฉากที่จ่าฮิลล์ทรุดตัวลงนั่งกับซากปรักหักพัง เพราะว่ามีเศษอะไรบางอย่างติดอยู่ในรองเท้า ก่อนที่เขาจะเอามือไปพิงเสา ก่อนจะล้มไปกระแทกกำแพงพังทลาย หน่วยทหารของกัปตันมิลเลอร์ (แฮงส์) จำต้องปะทะกับทหารเยอรมันที่กบดานอยู่ด้านหลังกำแพงแบบไม่ทันตั้งตัว

โดยจิอาแมตติได้เล่าเบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่องนี้กับ GQ ถึงเบื้องหลังการถ่ายทำที่ต่างออกไปจากหนังเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะเทคนิคอันแยบยลที่สปีลเบิร์กนำมาใช้ นั่นก็คือการวางแผนการถ่ายทำเอาไว้แบบคร่าว ๆ มีการวางแผนและออกแบบทุกอย่าง ทั้งนักแสดงและทีมงานเอาไว้แบบไม่ให้ดูเหมือนแสดง เพื่อให้ได้อารมณ์และภาพราวกับว่ากำลังถ่ายสารคดีสงคราม แม้แต่การเพิ่มซีนหน้างานที่ไม่มีในบท ยกตัวอย่างเช่นฉากถอดรองเท้า (และฉากไฮไลต์อีกหลายฉาก) ที่ไม่มีอยู่ในบทดั้งเดิม นอกจากนี้ จิอาแมตติก็เผยว่า อันที่จริง ตัวเขาในหนังเรื่องนี้ก็แทบไม่มีคาแรกเตอร์อะไรด้วยซ้ำ

“ผมเคยถ่ายหนังสงครามมาก่อน แต่นั่นถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ (สปีลเบิร์ก) ใช้ในหนังเรื่องนั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่ามีคนคุมกล้อง Steadicam กี่คนในคราวเดียว คือมันไม่ถึงกับไม่มีโครงสร้างอะไรนะครับ แต่มันมีแบบหลวมมาก ๆ ซะจนตากล้องต้องวิ่งไปรอบ ๆ เพื่อถ่ายทุกอย่างที่เขาจะถ่ายได้เหมือนคนทำหนังสารคดีเลย แล้วบางคนก็ล้มบ้าง วิ่งชนกันบ้าง เขาอยากให้มันเป็นฉากที่มีชีวิต เขาเลยไม่อยากให้ทุกอย่างมันดูประสานกันไปหมด เพราะชีวิตจริงคุณก็คงไม่ได้สั่งคัต หยุด แล้วเริ่มใหม่ตลอดเวลา”

Paul Giamatti 'Saving Private Ryan’
Paul Giamatti 'Saving Private Ryan’

“ผมคิดว่าตอนถ่ายผมก็ล้ม เพราะมันลื่นชิบเป๋ง โคลนโคตรเยอะแบบไม่น่าเชื่อ ทุกคนก็เลยล้มกันตลอด แล้วสปีลเบิร์กก็เลยเริ่มค่อย ๆ คิดได้ว่าอยากให้เท้าของ (จ่าฮิลล์) เกิดรู้สึกติดขัด และมีอะไรอยู่ในรองเท้า และเขาก็เริ่มค่อย ๆ สร้างมันขึ้นมา เขาจะค่อย ๆ เข้ามาบอกสถานการณ์และเรื่องราวบางอย่างให้กับเรา มันเหมือนภาพสเก็ตช์ที่ละเอียดมาก ผมเลยไม่ได้มีส่วนร่วมอะไร อันที่จริงผมแทบจะไม่มีคาแรกเตอร์อะไรด้วยซ้ำ”

ด้วยความที่ ‘Saving Private Ryan’ เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่โดยได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาจากเรื่องจริงอีกที สปีลเบิร์กจึงใส่ใจในขั้นตอนการถ่ายทำทุกส่วนเพื่อให้หนังออกมาสมจริงมากที่สุด ทั้งวิธีการเรียงการถ่ายทำตามลำดับเวลาจริง และใช้วิธีการบรีฟบทแบบสั้น ๆ ในแต่ละวันแทนเพื่อให้นักแสดงค่อย ๆ ซึมซับเรื่องราวและมีพัฒนาการทางอารมณ์ไปตั้งแต่ต้นจนจบ และเกิดแรงสะเทือนใจอันรุนแรงเมื่อต้องเผชิญการสูญเสีย รวมทั้งก่อนหน้าที่จะถ่ายทำ นักแสดงทุกคน (ยกเว้นแฮงส์) ต้องเข้ารับการฝีกทหารจริง ๆ เป็นเวลา 6 วัน

ในฉากไฮไลต์สำคัญที่เป็นฉากเปิดเรื่อง นั่นก็คือฉากวัน D-Day ที่หาดโอมาฮา (Omaha Beach) ความยาว 23 นาที ก็ถือเป็นฉากสำคัญที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็ว่าได้ เพราะเป็นฉากที่ต้องใช้ตัวประกอบจริงราว ๆ 1,500 คน ถ่ายในทะเลที่ประเทศไอร์แลนด์จริง ๆ ทหารที่แขนขาขาดก็ใช้ทหารพิการมาร่วมแสดง โดยไม่ใช้อุปกรณ์เทียมแต่อย่างใด

Paul Giamatti 'Saving Private Ryan’
Paul Giamatti 'Saving Private Ryan’

ส่วนการถ่ายภาพ ตากล้องต้องใช้กล้อง Steadicam ถ่ายทำซีนที่เกิดขึ้นรวดเดียวโดยไม่ได้มีการบล็อกช็อตเอาไว้ก่อน หรือมีการใช้สตอรีบอร์ดเลยแม้แต่น้อย แต่ใช้วิธีแบกกล้องลงไปลุยถ่ายกลางสมรภูมิแบบชนิดที่เลนส์เปื้อนโคลนก็ไม่ยอมให้คัต แค่เฉพาะฉากนี้ใช้เวลาเตรียมงานและถ่ายทำนานถึง 3 สัปดาห์ และใช้งบประมาณไปราว 11-12 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 20% จากงบประมาณทั้งหมด 65-70 ล้านเหรียญ

ด้วยการออกแบบการถ่ายทำที่มีโครงสร้างแบบหลวม ๆ ถ่ายไปวางแผนไปของสปีลเบิร์กนี้เอง ที่ทำให้ ‘Saving Private Ryan’ กลายเป็นหนังสงครามที่สมจริงราวกับสารคดี ชนิดที่เรียกว่าตอนฉาย ทหารบางคนที่มีอาการ PTSD หรือสภาวะทางจิตหลังเจอเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจรุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder) ต้องลุกออกจากโรง เพราะทนดูจนจบไม่ได้จริง ๆ และแน่นอนว่า นี่คือหนังสงครามที่ว่าด้วยการต่อต้านสงคราม (Anti-War) ที่ดีที่สุดอีกหนึ่งเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัย

ที่มา: Screen Rant

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...