โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สุชาติ” MOU ประวัติศาสตร์ พร้อมส่งแรงงานฝีมือโกยเงินกลับประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 เม.ย. 2565 เวลา 06.52 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2565 เวลา 02.12 น.

“สุชาติ” ปลื้มเซ็นเอ็มโอยูฉบับประวัติศาสตร์ พร้อมส่งแรงงานไทยไปซาอุฯหวังโกยเงินกลับประเทศ ด้านแรงงานทักษะฝีมือเนื้อหอมเงินเดือนสูงถึง 1แสนกว่า/เดือน ส่วนงานทางเกษตร, อุตสาหกรรม, พนักงานบริการ, นวดแผนไทย แห่ตบเท้าสมัครงานมากที่สุด

MOU ฉบับประวัติศาสตร์

หลังจากที่ประเทศไทยมีนโยบายรื้อฟื้นความสัมพันธ์ด้านแรงงานระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังมีการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25-26 มกราคม 2565 โดยมี “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไทยร่วมเดินทางด้วย พร้อมกับมีการหารือทวิภาคีร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาสังคมของซาอุดีอาระเบีย จึงทำให้ทราบว่าซาอุฯมีความต้องแรงงานจำนวนมากกว่า 8 ล้านคน จากหลายประเทศ โดยหนึ่งในนั้นมีประเทศไทยด้วย เพราะแรงงานไทยมีฝีมือและขยัน

หลังจากนั้น ประเทศไทยพยายามผลักดันความร่วมมือด้านแรงงานระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมกับเร่งดำเนินการขับเคลื่อนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับจัดทำความตกลงด้านแรงงานระหว่างไทย และซาอุดีอาระเบีย จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงด้านแรงงาน 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 ผ่านมา โดยฉบับแรกเป็นความตกลงว่าด้วยการจัดหาแรงงานระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาสังคมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

ส่วนฉบับที่สองเป็นความตกลงว่าด้วยการจัดหาแรงงานทำงานบ้านระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาสังคมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สาระสำคัญของความตกลงด้านแรงงานทั้ง 2 ฉบับเป็นการกำหนดกระบวนการจัดหางานตามกฎหมายของคู่ภาคี ตั้งแต่การจัดหาจนถึงการส่งกลับประเทศ และให้ความสำคัญลำดับแรกกับการจัดหาแรงงาน โดยการจัดการหรือกำกับโดยรัฐบาลของประเทศคู่ภาคี ที่สำคัญ จะต้องเป็นการจัดหาแรงงานโดยหน่วยงานจัดส่งที่ได้รับการจดทะเบียน และมีจริยธรรม พร้อมกับมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด ห้ามหักค่าใช้จ่ายจากการตัดเงินเดือนของแรงงาน ทั้งยังมีการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด

“การลงนามความตกลงด้านแรงงานครั้งนี้ นับเป็นก้าวประวัติศาสตร์สำคัญที่จะทำให้การจัดหาแรงงานไทยไปทำงานในประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศด้านแรงงานของทั้งสองประเทศ และความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ ปกป้องคุ้มครองสิทธิของนายจ้างและแรงงาน รวมถึงการบังคับใช้กฎระเบียบ สัญญาจ้างงานระหว่างกันที่เป็นธรรม โดยแรงงานจะต้องได้รับค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมการจัดหางาน ณ วันที่ 29 มีนาคม 2565 มีแรงงานที่ลงทะเบียนเพื่อประสงค์ไปทำงานที่ประเทศซาอุฯ จำนวน 1,274 คน โดยแรงงานที่ประสงค์ไปทำงานมากที่สุดมาจากกรุงเทพมหานคร, อุดรธานี, นครพนม, นครราชสีมา, ขอนแก่น, มหาสารคาม, สุโขทัย, บุรีรัมย์, ชัยภูมิ, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส ส่วนตำแหน่งงานที่แรงงานไทยต้องการทำมากที่สุด ได้แก่ คนงานเกษตร, อุตสาหกรรม, พนักงานบริการ และพนักงานนวดแผนไทย

ค่าแรง

ส่งแรงงานฝีมือโกยเงินซาอุฯ

นายบรรจง ฉุดพิมาย รองประธานที่ปรึกษา สมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน บ็อสส์ดีไล้ท์ แมนพาวเวอร์ จำกัด วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการจัดหาแรงงานตำแหน่งแม่บ้านชาวไทยไปซาอุฯว่า โอกาสในการหาแม่บ้านไทยไปทำงานค่อนข้างน้อย เพราะค่าแรงไม่จูงใจ และจากที่พูดคุยกับนายจ้างซาอุฯมีการเสนอให้ค่าจ้างตำแหน่งแม่บ้านที่ 1,000-1,200 ริยัลซาอุดีอาระเบีย/เดือน หรือคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 8,900-11,000 บาทเท่านั้น

ถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการไปทำงานในประเทศอื่น ๆ จึงคอมเมนต์ไปว่าให้ค่าแรงน้อยมาก และตอนนี้ทางซาอุฯกำลังพิจารณาใหม่ เพื่อหาแนวทางในการนำเข้าแรงงานมุสลิมชาวไทย โดยทางซาอุฯจะช่วยค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจญ์ให้กับแรงงานกลุ่มนี้

“อย่างไรก็ตาม หากทางไทยหาแรงงานแม่บ้านให้ซาอุฯไม่ได้ในจำนวนที่มากพอ ทางเขาก็คงหันไปหาแรงงานจากประเทศอื่น ๆ เพราะซาอุฯยังขาดแรงงานอีกประมาณ 3.4 ล้านคน ซึ่งผมมองว่าไม่มีปัญหา เพราะเรามีแรงงานด้านอื่นที่จะได้ค่าจ้างดีกว่าส่งไปได้ เช่น วิศวกร, ช่างเชื่อม, ช่างพ่นสี, ช่างไม้ เป็นต้น นอกจากนั้น ไทยยังมีความร่วมมือกับซาอุฯอีกหลายด้าน เช่น การค้าการลงทุน, การส่งออกไก่ เป็นต้น”

“ที่สำคัญ ตอนนี้ค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานไทยไร้ทักษะอยู่ที่ 17,000-20,000 บาท/เดือน, แรงงานกึ่งทักษะ 25,500-76,500 บาท/เดือน และแรงงานมีทักษะประมาณ 127,500 บาท/เดือน ดังนั้น ทางไทยจึงเจรจาขอส่งแรงงานกึ่งทักษะ และแรงงานมีทักษะไปก่อน ส่วนเรื่องการจัดหาคนว่าจะให้บริษัทจัดหางานเอกชนในไทยร่วมหรือไม่ และเริ่มหาคนให้เมื่อไหร่นั้น คงต้องรอทาง รมว.แรงงาน กลับมาจากซาอุฯ และมาอัพเดตข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงเรื่องค่าจ้างด้วย”

คนไทยเดินสาย 117 ประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565 ระบุว่า มีคนไทยเดินทางไปทำงานทั่วโลกกว่า 117 ประเทศ โดย 3 อันดับแรกที่มีแรงงานไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน 47,852 คน, อิสราเอล 20,074 คน และเกาหลีใต้ 13,876 คน

เนื่องจาก 3 ประเทศดังกล่าวได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลไทย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำค่อนข้างจูงใจ โดยตามข้อมูลของกรมการจัดหางานระบุอีกว่า แรงงานไทยที่ทำงานในไต้หวันได้รับเงินเดือน 29,322 บาท/เดือน, เกาหลีใต้ 49,907 บาท/เดือน และอิสราเอล 55,300 บาท/เดือน จนทำให้ข้อมูลประมาณการรายได้ที่คนหางานในต่างประเทศส่งกลับผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่มกราคม-กุมภาพันธ์ 2565 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 38,439 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...