โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

หอการค้าไทย-จีน แนะรัฐหนุนส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

AEC10NEWs

อัพเดต 31 ส.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • AEC10NEWS

ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น หอการค้าไทย-จีน ไตรมาส 4/2567 การค้าโดยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นโอกาสที่ดีต่อการขยายการส่งออกไทย เล็งเห็นว่า รัฐบาลควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการจีน ร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาสที่สี่ ปี 2567 ระหว่างวันที่ 15 ถึง 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยผู้ตอบการสำรวจประกอบด้วย ประธาน คณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และกรรมการหอการค้าไทยจีน ผู้บริหารและกรรมการสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีนอีก เป็นจำนวนทั้งหมด 485 คน ที่ตอบแบบสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นดังกล่าว

คำถามในครั้งนี้มีสองส่วนด้วยกัน ในส่วนแรกเกี่ยวข้องกับการค้าผ่านสื่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และในส่วนที่สองเป็นคำถามที่เกี่ยวกับสถานการณ์การค้าของไทย โอกาสความร่วมมือกับจีน และข้อเสนอแนะต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อกลางสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าขายระหว่างผู้ค้าและลูกค้า และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้นสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย43% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คิดว่า การค้าด้วยพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่เป็นโอกาสต่อการส่งออกของสินค้าไทย ที่การค้าระหว่างประเทศยังไม่พึ่งพาระบบพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์เพราะสินค้าไทยที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม และยังอาจจะเป็นเพราะสินค้าไทยอีกส่วนมาจากการรับจ้างผลิตที่มีคู่ค้าต่างประเทศอยู่แล้ว ส่วน 38% ให้ความเห็นว่าการค้าโดยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นโอกาสที่ดีเพราะไทยสามารถพึ่งพาการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนเพื่อการส่งออกได้ เพราะเป็นโอกาสในการเข้าสู่ตลาดได้ทั้งตลาดจีนและตลาดอื่นๆในภูมิภาค

เนื่องด้วยพาณิชอิเล็กทรอนิกส์เติบโตอย่างรวดเร็ว และน่าเป็นโอกาสการทำตลาดของไทยในบางสินค้า48.5% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เล็งเห็นว่ารัฐบาลควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยให้มีความร่วมมือกับผู้ประกอบการจีนในการพัฒนาโครงสร้างพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ 25% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เสนอข้อคิดเห็นว่ารัฐบาลควรพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เป็นเจ้าของเครือข่ายพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง

ในส่วนของการนำเข้านั้น การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Temu ที่เป็นข่าวนั้น พอจะสรุปได้ว่าผู้ตอบแบบสอบถาม มีจำนวนถึง 85% ที่เคยได้ยิน Temu (1) จำนวน 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ที่เคยสั่งซื้อไปแล้ว โดยแบ่งเป็น 24% ของผู้ตอบแบบสอบถามและครอบครัว เคยสั่งซื้อแล้วและมีความประทับใจทั้งราคาและคุณภาพ แต่ก็มีร้อยละ 15 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอบว่าได้สั่งซื้อแต่ไม่ประทับใจในคุณภาพ (2) อีกส่วนหนึ่ง 46% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ที่ได้รับทราบเรื่องการซื้อสินค้าผ่าน Temu แต่ยังไม่เคยสั่งซื้อ แบ่งเป็น 32% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ยินเรื่องการค้าผ่าน Temu แต่ยังไม่คิดจะสั่งซื้อ และ 14% เคยได้ยินและคาดว่ากำลังจะสั่งซื้อ (3) มีเพียงส่วนน้อย 15% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยได้ยินการค้าผ่านเครือข่าย Temu

ในภาพรวมแล้วสรุปได้ว่าการค้าด้วยพาณิชอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญสำหรับผู้ค้าชาวไทยและในระยะสั้นความร่วมมือใกล้ชิดกับจีนน่าจะผลักดันการค้าของไทยในตลาดโลกได้นอกจากนั้นผู้ประกอบการไทยที่เป็นรายย่อยยังสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางพาณิชอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนได้ในระดับมณฑลส่วนการรุกของจีนด้วยTemu นั้นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและเฝ้าระวังการทุ่มตลาด

การคาดการณ์ การประกอบธุรกิจของไทยในประเทศในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 29.8% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คาดว่าผลประกอบการของธุรกิจที่ค้าขายในประเทศในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จะชะลอตัวลง ขณะที่ 25% คาดว่าจะดีขึ้น แต่เป็นที่น่าสนใจว่า 20.7% ที่ให้ความคิดเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้

ส่วนการคาดการณ์การส่งออกของสินค้าไทยไปยังตลาดโลก ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 27.4% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คาดว่าผลประกอบการของธุรกิจที่ค้าขายในประเทศในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จะชะลอตัวลง ขณะที่ 27.2% คาดว่าจะดีขึ้น ซึ่งมีจำนวนผู้ตอบใกล้เคียงกันมากระหว่างชะลอตัวลงและดีขึ้น แต่ยังมี 20.9% ที่ให้ความคิดเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้

แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่คาดว่าธุรกิจที่ค้าขายในประเทศและการส่งออกจะชะลอตัวลงในไตรมาสที่สี่ของปี2567 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี2566 ก็มีผู้ตอบแบบสอบถามในจำนวนที่ใกล้เคียงกันคาดว่าผลประกอบการน่าจะดีขึ้นอีกทั้งยังมีอีกส่วนหนึ่งที่กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้สรุปได้ว่ายังไม่สามารถฟันธงผลประกอบการในไตรมาสที่สี่ในปีนี้โดยเปรียบเทียบกับไตรมาสสี่ปีที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน

เมื่อพิจารณาพิจารณาถึงสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ที่จีนมีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก คำถามที่สำคัญคือ ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเพื่อการค้าในตลาดโลกจะทำอย่างไร ผู้ตอบแบบสอบถาม เสนอว่า (1) สนับสนุนให้อาเซียนกับจีนมีความร่วมมือกันโดยให้ไทยนั้นมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเพราะไทยมีความได้เปรียบทางภูมิภาค(2) ให้ไทยและจีนร่วมมือกันในการลงทุนและผลิตเพื่อมุ่งไปสู่การส่งสินค้าอุตสาหกรรมออกไปยังกลุ่มประเทศตะวันตก

การค้าโลกในปัจจุบัน การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูง ต้องพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตนานาชาติ กล่าวได้ว่าในการผลิตสินค้าหนึ่งต้องพึ่งพาการผลิตในหลายประเทศ ดังนั้นหุ้นส่วนทางการค้าระหว่างไทยและจีน และอาเซียนและจีนที่มีไทยเป็นจุดเชื่อมโยง จะเป็นการสร้างเสริมประโยชน์ร่วมกันหากได้จีนมาเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ดี ทั้งนี้ควรอาศัยความสัมพันธ์ตามกรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนและจีน และกรอบข้อตกลง RCEP จะทำให้ปริมาณการค้าจะเพิ่มพูน (Trade Creation) ทั้งสินค้าทุน สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และวัตถุดิบ สรุปได้ว่าทั้งสองประเด็นที่นำเสนอ เป็นเรื่องสำคัญ ที่ควรมีการบริหารและจัดการอย่างเร่งด่วน

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งคือการผลักดันสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยเข้าสู่ตลาดจีนด้วยวิธีการเจาะตลาดรายมณฑล โดยเฉพาะมณฑลในภาคกลางและภาคตะวันตกของจีนที่มีกำลังซื้อสูง

ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีโอกาสจะซบเซานั้น ผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ โดยให้ความสำคัญของข้อเสนอแนะ 4 ประการ ตามลำดับดังนี้ (1) สนับสนุนให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อผลิตสินค้าต่างๆ (2) ส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อผลิตสินค้าและบริการ และการอำนวยความสะดวกทางการตลาด (3) ส่งเสริมให้มีนวัตกรรมใหม่สำหรับอุตสาหกรรมใหม่และมีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และ (4) มาตรการลดต้นทุนทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์แก่ผู้ประกอบการ นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

การค้าระหว่างประเทศไทยและจีน ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 66,148 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.43% มีสัดส่วน 18.68% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ส่วนการส่งออกของไทยไปยังจีน มีมูลค่า 20,549 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพียง 0.30% และการนำเข้าของไทยจากจีน มีมูลค่า 44,599 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.52% เนื่องจากการนำเข้าสินค้าทุน ขยายตัวที่ 18.34% เช่น (1) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ (2) เครี่องจักรกลและส่วนประกอบ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับประเทศจีน มูลค่า 24,050 ล้านเหรียญสหรัฐ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประธาน หอการค้าไทย-จีน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ บนเวทีสหประชาชาติ ณ เมืองเซินเจิ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...