โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หวนคืนอีกครา ไม่ขอเป็นพระชายาที่โง่เขลา Ver.02

นิยาย Dek-D

อัพเดต 28 ก.พ. 2567 เวลา 23.55 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2567 เวลา 23.55 น. • ชาไทยเย็น
หนึ่งชีวิต หนึ่งหัวใจที่สูญเสียไปให้กับคนที่ไร้หัวใจ ชาตินี้ข้าไม่ขอร่วมทางเดินกับเขาอีก… แต่ทำไมมันไม่ง่ายเช่นนั้น เหตุใดเรื่องราวจึงได้แตกต่างไปจากเดิมเช่นนี้ แล้วข้าจะหนีหัวใจตัวเองพ้นได้เช่นไร

ข้อมูลเบื้องต้น

แจ้งก่อนอ่าน

ตอนที่ 1 - 3 ดำเนินเรื่องเหมือนกับ Version.01 ค่ะ

เรื่องราวจะเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนที่ 4 เป็นต้นไปค่ะ

เวอร์ชั่นนี้เป็นคนละเรื่องราวกับเวอร์ชั่นที่ 1 นะคะ

เรื่องราวจะเปลี่ยนไปหลังจากที่นางเอกของเราย้อนเวลามาเกิดใหม่อีกครั้ง

ส่วนจะแตกต่างจากเวอร์ชั่นแรกอย่างไรนั้น…. ฝากกดติดตามไร้ต์ด้วยนะคะ

ตัวอย่างบางส่วนค่ะ

“เป็นอะไรไป ข้าทำเจ้าตกใจงั้นหรือ”

“เปล่าเพคะพระองค์ทรงมีสิ่งใดจะตรัสหรือเพคะ หม่อมฉันออกมานานแล้วท่านแม่คงจะ….”

“เล่อชุนหลัน เจ้าคิดเช่นไรเรื่องข่าวลือว่าเจ้าจะเป็นผู้ถูกเลือกให้อภิเษกกับข้า”

(อะไรนะ จู่ ๆ ทำไมเขาถามเช่นนี้)

เล่อชุนหลันเรียบเรียงความคิดไม่ถูกเมื่อจู่ ๆ ท่านอ๋องก็ตรัสถามขึ้นมา นางจำได้ว่าชาติก่อนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้และคนอย่างหยางอี้เหรินไม่มีทางเดินเข้ามาสนทนากับนางก่อน แต่นางตัดสินใจมาแล้วว่าจะไม่ย้อนกลับแม้ว่าใบหน้าและสายตาของเขาจะยังทำให้นางใจสั่นอยู่มากก็ตาม

“ท่านอ๋องอย่าได้ทรงกังวลพระทัย หม่อมฉันจะไม่ยอมอภิเษกกับพระองค์และจะไม่ทำให้พระองค์รู้สึกอึดอัดพระทัยเพราะถูกบีบคั้นเป็นอันขาดเพคะ ท่านอ๋องไม่ต้องเป็นห่วงหม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์… เอ่อ…”

นางเงยหน้ามองเขาด้วยความรู้สึกมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะพอใจแต่คาดไม่ถึงว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าทำท่าราวกับถูกนางเอาไม้ตีแสกหน้าเขา สีพระพักตร์ที่เริ่มกัดกรามแน่นและมองนางด้วยความโมโหช่างไม่แตกต่างกับเมื่อตอนอยู่ในตำหนักที่เยือกเย็นนั่น นางคุ้นเคยกับสายตาเช่นนี้ของเขาดีบัดนี้นางจึงไม่กลัวอีกต่อไป

“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์คงอยากจะตรัสเรื่องนี้เพราะไม่อยากถูกกดดัน ไม่ต้องห่วงนะเพคะหม่อมฉันและสกุลเล่อจะไม่บีบบังคับพระองค์เพียงเพราะข่าวลือเหล่านั้นอย่างแน่นอนเพคะ”

“นี่เจ้ากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่!!”

เล่อชุนหลันตกใจเสียงที่เขาตะคอกขึ้นมาอีกครั้ง แม้นางจะคุ้นเคยแต่ทุกครั้งที่โดนเช่นนี้นางก็ยังคงกลัวไม่เปลี่ยน เขาหันมามองหน้านางที่ตกใจเมื่อถูกเขาตะคอกใส่จึงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้ง

“หม่อมฉัน…พูดสิ่งใดระคายพระทัยหรือเพคะ หม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์มิได้มีใจชอบพอ และหากพระองค์มีสตรีอื่นในพระทัยแล้วก็ควรจะอภิเษกกับนางดีกว่าฝืนใจแต่งกับคนที่พระองค์มิได้รักเพคะ”

“กดดัน บังคับ สตรีในใจอะไรนี่เจ้ากำลังพูดเหลวไหลเรื่องอันใดกัน หากข้าไม่ยินยอมมีหรือที่ผู้ใดจะมาบังคับข้าได้”

“เช่นนั้นที่ทรงเรียกหม่อมฉันไว้ พระองค์ทรงหมายจะคุยเรื่องใดกันแน่เพคะ”

“เจ้าเอาแต่ปฏิเสธข้าเช่นนี้คงมิใช่เพราะขุนนางหนุ่มหน้าอ่อนที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งคนเมื่อครู่นี้หรอกกระมัง หรือว่าเจ้ากับเขา… ชอบพอกันอยู่”

“เพคะ?? พระองค์ทรงตรัสว่าอย่างไรนะเพคะ?”

“เล่อชุนหลัน”

“ทิ้งอาวุธไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่านาง”

“เจ้าขู่ผู้ใดกัน เจ้ามองไม่เห็นหรือว่าตรงหน้าเจ้าคือผู้ใด”

“อย่าพูดมาก”

“นี่ ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้ไว้นะ ข้ากับเขาเป็นศัตรูกัน เจ้าจับผิดคนเสียแล้วล่ะ”

“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้านังตัวดี”

“ไม่เชื่อหรือ มองสายตาเขาสิ เขาสนใจใครที่ไหนกันเจ้ามองดูดี ๆ เจ้ารู้จักเขานี่ ชินหยางอ๋องผู้นี้มีหัวใจด้วยหรือข้ามิใช่สตรีของเขา และเขาก็เกลียดข้ามากหากข้าตาย… เขาคงจะดีใจมากกว่าพวกเจ้าเสียอีก”

หยางอี้เหรินไม่รู้ว่านางพูดอะไรกับคนร้าย แต่เขารู้สึกว่ามันกำลังฟังนางอย่างตั้งใจซึ่งเขาไม่ชอบและไม่อยากให้มันแตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผมของนาง

“เจ้าพูดจริงหรือ”

“ไม่อย่างนั้นเขาจะปล่อยให้เจ้าจับข้าได้งั้นหรือ ข้านี่มันอาภัพนักดันไปรักคนที่ไม่สมควรรัก”

“ไร้ประโยชน์ เช่นนี้จะเก็บเจ้าไว้ทำไม”

“เก็บไว้เป็นแม่เจ้าอย่างไรเล่า!!”

พระชายาแต่ในนาม

ตำหนักชินหยางอ๋อง / เหลียงโจว

“ท่านอ๋อง!! หากพระองค์ไม่เคยรู้สึก…รักหม่อมฉันเลยสักนิด เหตุใดจึงไม่…”

“เหตุใดจึงไม่ปฏิเสธเจ้างั้นหรือ!! เจ้าเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ เจ้าใช้ฐานะสตรีสูงศักดิ์และบุตรีเสนาบดีเล่อมาบีบบังคับข้า และหากข้าไม่ยอมแต่งงานนั่นก็เท่ากับว่าขัดพระทัยเสด็จพ่อ เจ้ามันร้ายกาจมากแผนการยิ่งกว่าที่ข้าคิดเอาไว้ มาตอนนี้ยังต้องการสิ่งใดอีก”

“หยางอี้เหริน” ชินหยางอ๋องแห่งเหลียงโจวมองมายังพระชายาที่เขาพึ่งจะแต่งตั้งเข้ามาในตำหนักเพียงสามวันด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก เขากับนางมิได้รักกันแต่เพราะความกดดันในสถานการณ์และการบีบคั้นรอบด้านในราชสำนักทำให้เขาต้องแต่งพระชายาเช่นนางเข้ามาโดยไม่เต็มใจ

“ท่านจะเข้าหอกับนางแต่ท่านอ๋องไม่แม้แต่จะ…. คืนที่เราอภิเษกกันท่านไม่เข้าแม้แต่พิธีรับตัวเจ้าสาว!!”

“แต่ตอนนี้เจ้าก็เป็นพระชายาแล้วมิใช่หรือ จากนี้ก็จงทำตัวให้ดี ดูแลตำหนักหลังตามหน้าที่ที่เจ้าควรจะทำ เจ้าอยากเข้ามาที่นี่เพื่อสิ่งนี้มิใช่หรืออย่างไรเล่อชุนหลัน”

“หากรู้ว่าท่านมิได้มีใจ ข้าคงไม่คิดจะฝืนใจท่าน”

ท่านอ๋องหนุ่มกำหมัดแน่น กรามเขาตึงจนขึ้นสันเมื่อได้ยินนางเอ่ยถ้อยคำนี้ออกมา “หากรู้ว่า…” งั้นหรือ

“เจ้ามาพูดเรื่องนี้ในตอนนี้เพื่อสิ่งใดกัน เจ้าก็รู้ว่ามันไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตนเถอะ”

นางค่อย ๆ หลับตาเพื่อไล่น้ำตาของตนออกไป ตอนนี้เองที่ท่านอ๋องพึ่งจะรู้สึกปวดหนึบที่กลางดวงพระทัยราวกับทำบางสิ่งพลาดไป แต่สตรีตรงหน้าเขามากเล่ห์เจ้าแผนการจนเขาแทบจะมองนางดี ๆ ไม่ได้เลยสักครั้ง ทำให้เขาแสดงออกกับนางเช่นนี้

“เล่อชุนหลัน” ได้ชื่อว่าเป็นพระชายาท่านอ๋อง ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่นางเคยใฝ่ฝันมาโดยตลอดตั้งแต่นางพบเขาเมื่อหลายปีก่อน เวลานั้นท่านอ๋องพึ่งมาปกครองเมืองเหลียงโจวตามบัญชาของฝ่าบาทและพึ่งชนะศึกแคว้นหว่านยงกลับมา ตั้งแต่ครั้งนั้นนางที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งและเป็นบุตรีของเสนาบดีผู้เรืองอำนาจก็มิเคยชายตามองบุรุษอื่นนอกจากเขา เพราะตำแหน่งของบิดาที่มิอาจปฏิเสธทำให้ท่านอ๋องต้องยอมรับนางเข้ามาเป็นพระชายา

“เอาล่ะ เจ้ารีบกลับไปที่ตำหนักของตนเองเถอะ ส่วนเรื่องพิธีการคงไม่ต้องรบกวนเจ้า เพราะข้าสั่งคนจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”

เมื่อตรัสเสร็จแล้วท่านอ๋องก็หันเดินจากไปทันที หลังจากนั้นนางก็มิได้ออกมายุ่งวุ่นวายในพิธีของเขาแต่กลับมีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อพิธีส่งตัวถูกคนก่อกวนและแน่นอนว่าเป้าหมายที่จะถูกเพ่งเล็งย่อมไม่พ้นนาง

“ข้าเตือนเจ้าแล้วนะเล่อชุนหลัน!! ว่าอย่าก่อเรื่อง”

เล่อชุนหลันวางจอกชาในมือลงที่โต๊ะด้วยความตกใจเพราะนางกำลังจะเข้านอนแต่กลับได้ยินเสียงโวยวายด้านนอก ท่านอ๋องในชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดซึ่งนางไม่เคยเห็นในวันที่นางแต่งเข้ามาที่นี่ยืนอยู่ตรงหน้านาง

“ท่านว่าอะไรนะ ข้า…อ๊ะ!!”

เขาผลักนางลงไปที่เตียงและหันไปตะคอกนางอีกครั้ง

“เป็นเจ้าสินะที่แอบเอายาถ่ายใส่ในน้ำชาของจินเซียน แล้วยังสั่งให้คนจุดประทัดก่อกวน!!”

“อะไรนะ!! หม่อมฉัน…!!”

“เจ้ามันร้ายกาจเกินคาดเดาเหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้ การรับนางเข้ามาข้าก็บอกกล่าวเจ้าก่อนแล้ว แต่เจ้ากลับยังหาเรื่องนางไม่เลิก!!”

เล่อชุนหลันตั้งสติได้ถึงกับนั่งหัวเราะตัวโยนเมื่อหันมามองเขาที่โกรธจนตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของนางในตอนนี้

“นี่เจ้าเป็นบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ หรือว่าเจ้ากำลังยอมรับงั้นหรือ”

“หึ ท่านอ๋องต่อให้หม่อมฉันไม่ยอมรับพระองค์ก็โยนความผิดนี้มาให้หม่อมฉันอยู่ดีมิใช่หรือเพคะ เช่นนั้นมันจะแตกต่างอันใด ทำหรือไม่ทำพระองค์ก็ทรงตัดสินโทษหม่อมฉันไปแล้ว”

“เจ้า!!”

“ออกไปเถิดเพคะ รีบไปทำพิธีให้เสร็จเถิดอย่าได้มายุ่งกับหม่อมฉันอีกเลยหม่อมฉัน…จะเข้านอนแล้ว”

“เล่อชุนหลันนี่เจ้า…”

“หรือพระองค์อยากจะค้างกับหม่อมฉันในคืนนี้เพคะ พอดีเลยเพราะหม่อมฉันยังไม่เคยเห็นพระองค์แต่งกายในชุดเจ้าบ่าวเลยสักครั้ง”

“เล่อชุนหลัน อย่าให้ข้าสืบรู้ว่าเจ้าอยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ก็แล้วกัน”

คนพูดไม่ได้สนใจความรู้สึกของผู้ฟังเลยสักนิด เมื่อพูดเสร็จเขาก็เดินโมโหออกไปจากตำหนัก ทิ้งให้นางรู้สึกเจ็บและผิดหวังอยู่ในนั้นเพียงคนเดียว

“พระชายาเพคะ เป็นอะไรหรือไม่เพคะ”

“ข้าน่ะหรือ…จะเป็นอะไรได้เล่า ก็เป็นคนที่เขาไม่รักน่ะสิ ข้ามันโง่เองที่รักเขาจนหลงลืมคำเตือนของคนรอบกายไปหมดสิ้น”

นางสิ้นหวังกับรักที่มีเพียงหนึ่งเดียวกับหยางอี้เหริน และเริ่มเหนื่อยเหลือเกินแล้วที่ต้องอยู่อย่างไร้ความหมายเช่นนี้

“ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าเขาจะเกลียดข้าได้ถึงเพียงไหน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในงานสมรส”

“ได้ข่าวว่าพระชายารองถูกวางยาในสุรามงคลเพคะ แต่นั่นเป็นยาถ่าย ตอนนี้นางจึง….”

“หึ ฮ่า ๆ ๆ ใครหนอช่างทำเสียจริง เขาไม่คิดจะสงสัยผู้อื่นเลยช่างน่าสมเพชตัวเองยิ่งนัก”

คิดว่าเรื่องราวจะจบเพียงเท่านั้น แม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่มีเรื่องใดร้ายแรงแต่ขอเพียงแค่มีเล่อชุนหลันอยู่ใกล้ ๆ พระชายารองที่เขาพึ่งรับเข้าจวนมาก็พร้อมที่จะกล่าวโทษนางทันที

“ท่านพี่ ช่วยไม่ได้นะเพคะก็ท่านไม่ควรจะทำให้สำรับของท่านอ๋องตกเช่นนั้นเลย คืนนี้ก็นอนในห้องเก็บฟืนไปนะ ปิดประตูแล้วเฝ้าเอาไว้อย่าให้ผู้ใดแอบนำอาหารมาให้นางได้เล่า”

สามเดือนถัดมา

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เล่อชุนหลันตกเป็นเหยื่อ จนสามเดือนถัดมา ที่ เมืองชุ่นเกิดกบฏ ท่านอ๋องต้องจัดทัพไปออกศึกหลังจากที่พระชายารับโทษมาหลายต่อหลายครั้งโดยที่ไม่เคยปริปากบ่น ไม่โมโหและหากจะพูดตามความเป็นจริงคือ นางแทบจะไม่พูดสิ่งใดอีกเลยจนก่อนที่เขาจะออกทัพอีกสองวัน ท่านอ๋องจึงมาเสวยอาหารเย็นกับนางที่ตำหนักเป็นครั้งแรก

“ข้าคงไปไม่นาน เรื่องในตำหนักก็ฝากเจ้าดูแลด้วย”

“เพคะ”

“เจ้าไม่สบายงั้นหรือเหตุใดดูซูบลงไป”

“ท่านอ๋องตรัสถามเช่นนี้ ไม่ทราบจริง ๆ หรือเพคะว่า…”

“จินถิง”

พระชายาเรียกนางเอาไว้เพื่อไม่ให้นางพูดสิ่งใดที่ระคายพระกรรณท่านอ๋องเพราะเขากำลังจะออกศึกสำคัญไม่ควรต้องมากังวลใจเรื่องเล็กน้อยที่นางพบเจอในจวนอ๋องที่โหดร้ายแห่งนี้

“พระชายา บ่าว…”

“เจ้าไปเอาห่อยาที่ข้าเตรียมเอาไว้มาให้ท่านอ๋องติดตัวไปในกองทัพ แล้วก็ผ้าห่มที่เรา… พึ่งซื้อมานั่นด้วย”

“เพคะพระชายา”

“เจ้าไม่น่าลำบาก นี่เจ้าออกไปซื้อ…”

เมื่อเขาถามแล้วหันไปมองที่นิ้วมือของสตรีที่มักจะพูดว่านางร้ายกาจ และเป็นสตรีน่ารังเกียจที่บีบบังคับเขาทางอ้อมเพื่อให้แต่งนางเข้ามาก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะนิ้วของนางเกือบทุกนิ้วมีแต่บาดแผลซึ่งเกิดจากมีดหรือเข็มเขาก็ไม่แน่ใจนัก เมื่อชามน้ำแกงถูกวางลงเขาหมายจะเอื้อมออกไปดึงมาดูแต่นางกลับรีบดึงมันกลับทำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ควรจะต้องหาผ้าห่มไปเพิ่มให้มากหน่อยเพคะ”

“อ่อ ใช่ ขอบใจเจ้ามาก แล้วช่วงนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

“สบายดีทุกอย่างเพคะ”

เขาไม่เคยคิดจะถามเรื่องนี้แต่เกือบหกเดือนที่นางมาอยู่ที่นี่แม้ว่าเขาจะเคยรับฟังเรื่องที่นางกลั่นแกล้งชายารองแต่ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเพราะเรื่องตำหนักหลังเขามอบให้นางดูแลแต่เท่าที่ดูจากสภาพนางในตอนนี้ ทั้งผอมซูบและขอบตาคล้ำอีกทั้งสุขภาพที่ดูอ่อนแอลง เขาคงจะละเลยนางไปมากจริง ๆ

“มือของเจ้า…”

“หม่อมฉันชอบปอกเม็ดเกาลัดไม่ทันระวังก็เลยมีแผลโปรดอย่าทรงกังวลเพคะ”

“เล่อชุนหลัน”

“ท่านอ๋องเพคะ นี่ก็ค่ำแล้วจินถิงเองก็ยกของไปที่ตำหนักกลางให้พระองค์แล้ว เสด็จกลับไปพักผ่อนเถอะเพคะ”

“แต่…”

“หม่อมฉันมีเรื่องอื่นที่ต้องทำคงไม่ไปส่งนะเพคะ”

นางโค้งคำนับให้เขาหลังจากที่เดินมาส่งเพียงหน้าตำหนักและรีบปิดประตูทันที ท่านอ๋องรู้สึกจุกที่ลำคอทั้ง ๆ ที่พึ่งกินอาหารมาเต็มท้อง เขาไม่รู้เลยว่าช่วงระยะเวลาไม่นาน พระชายาของเขาจะเปลี่ยนไปเช่นนี้แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องนี้ การศึกอยู่ตรงหน้าเขาต้องรีบจัดการเสียก่อน

“พระชายาเพคะ!!”

“รีบไปเอากระโถนมา ฮึก!!”

นางกระอักเลือดออกมาไม่น้อยเมื่อพยายามอัดอั้นเอาไว้รอให้ท่านอ๋องกลับไปและรีบกลับเข้ามา แม้นว่าเขาจะไม่ค่อยใส่ใจนางแต่ในช่วงเวลานี้ที่กำลังจะออกศึกสำคัญเช่นนี้นางไม่อยากให้เขาต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ถึงท่านอ๋องจะไม่เคยคิดเป็นห่วงนางเลยก็ตาม

“พระชายาเพคะหม่อมฉันคิดว่าควรบอกเรื่องนี้ให้ท่านอ๋องทรงทราบนะเพคะ”

“อย่าโวยวาย เจ้าอย่าร้องไห้เงียบ ๆ เอาไว้ข้าไม่เป็นไร พิษแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกรีบไปเอายามาให้ข้า”

“เพคะ”

แม้ไม่ต้องเดานางก็รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือผู้ใด เพื่อตำแหน่งใหญ่ในราชสำนักเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ยังว่างอยู่ ท่านอ๋องยังมิได้ตัดสินพระทัยแต่งตั้งผู้ใด บุตรขุนนางขั้นสองอย่างลี่จินเซียนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยบิดานางอยู่แล้ว ขอเพียงขึ้นเป็นพระชายาได้ ตำแหน่งเสนาบดีของพ่อนางก็ไม่เกินเอื้อม แต่ต้องกำจัดผู้ที่ขวางนางเสียก่อน

“ช่างชั่วช้ายิ่งนัก ข้าจะทำเช่นไรดี ฮือ…”

“จินถิงอย่าเสียงดัง ท่านอ๋องกำลังจะออกศึกสำคัญเจ้าอย่าได้ให้เรื่องนี้หลุดรอดออกไป พิษนั้นเรื่องเล็กบ้านเมืองเรื่องใหญ่ต่อให้เขาไม่เคยรักข้าเลยแต่เราจะยอมให้เขามีกังวลเรื่องในจวน…ไม่ได้”

“เพคะ หม่อมฉันทราบแล้ว”

สองวันถัดมา

ท่านอ๋องจัดกองทัพเพื่อเตรียมจะเดินทางไปเมืองชุ่น ห่อยาที่นางให้ไปวันก่อนอยู่ในมือของเขา

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าเห็นพระชายาบ้างหรือไม่”

“ท่านอ๋อง หม่อมฉันมาส่งพระองค์เพคะนี่เป็นเครื่องรางที่วัดหย่งไท่ซือ หม่อมฉัน…”

“อืม ขอบใจเจ้าสุขภาพไม่ค่อยดี พวกเจ้าพาชายารองเข้าไปพักเถอะ”

“เพคะท่านอ๋อง”

“เช่นนั้นหม่อมฉันขออวยพรให้พระองค์โชคดีนำชัยชนะกลับมาเหลียงโจวเพคะ”

ชายารองหันไปแล้วแต่เสียงที่ท่านอ๋องเอ่ยถามองครักษ์ประจำกายนั้นดังขึ้นมาตามหลังซึ่งนางได้ยินเต็มสองหู

“เจ้าไม่ได้แจ้งพระชายาหรอกหรือว่าข้าจะออกศึกในวันนี้ เหตุใดนางจึงไม่ออกมาส่งข้า”

“ลี่จินเซียน” กำหมัดแน่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเดินกลับไปที่ตำหนักทันทีพร้อมกับสอบถามสาวใช้

“แน่ใจแล้วใช่หรือไม่ว่ามันจะลุกขึ้นมาไม่ได้”

“เพคะพระชายารองหม่อมฉันมั่นใจเพคะ”

“ดี จากนี้ยังไม่ต้องวางยามัน ปล่อยไปก่อนถ้ามันตายช่วงที่ท่านอ๋องไม่อยู่จวนจะยิ่งน่าสงสัย”

“เพคะ บ่าวทราบแล้ว”

ท่านอ๋องที่พะว้าพะวังเมื่อมองไปยังด้านหลังทางเข้าตำหนักของนาง เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใดที่เขามักจะมองไปที่นั่นเสมอ แต่ก็ยังไม่มีเงาของเล่อชุนหลัน

“หรือนางจะไม่สบาย ข้าจะไปดูหน่อย!!”

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ จวนจะได้เวลาแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่ว่านาง…”

“ท่านอ๋องเพคะ”

“เล่อชุนหลัน!! เหตุใดเจ้าเดินมาจากทางนี้”

ชุนหลันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อนางแอบเห็นแววตาดีใจของเขาแวบหนึ่งแต่ก็คิดว่าตาฝาดเพราะหลังจากนั้นท่าทีของบุรุษหนุ่มในชุดเกราะสีขาวนั้นก็นิ่งเฉยไปอีกครั้ง

“เหตุใดเจ้าจึงมาช้านัก”

“หม่อมฉันตื่นมาทำขนมเอาไว้ให้พระองค์ ตอนเดินทางจะได้ไม่หิวเพคะ จินถิงเอาออกมา”

สาวใช้ยื่นห่อขนมไปให้องครักษ์ของท่านอ๋องอย่างไม่เต็มใจจนเสิ่นกงนึกแปลกใจกับท่าทีนั้น แต่ท่านอ๋องกลับคว้าห่อผ้าในมือเสิ่นกงขึ้นมาเก็บเอาไว้เอง

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ห่อนั้นยังร้อนอยู่”

“ขอบใจเจ้ามากนะพระชายา ข้าไม่อยู่เจ้าเองก็…. ดูแลตัวเองด้วย รอข้ากลับมา”

เล่อชุนหลันเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง แต่สายตาของนางที่มองเขารู้สึกว่าจะเปลี่ยนไปมากแม้จะยังยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่อ่อนแรงเต็มที หรือว่านางจะป่วยจริง ๆ โดยที่เขาไม่รู้มาก่อน

“เพคะ หม่อมฉันขออวยพรให้พระองค์นำชัยชนะกลับมาเหลียงโจวโดยเร็วนะเพคะ"

ความเจ็บปวดฝังลึก

หกเดือนผ่านไป

ศึกชายแดนยืดเยื้อกว่าที่คิดมากนัก จนในที่สุดในตอนเที่ยงของวันที่ฝนกำลังจะหยุดตก ราชสำนักก็ได้รับข่าวดีว่าท่านอ๋องทรงชนะศึกและกำลังเดินทางกลับเมืองเหลียงโจว

“พระชายาเพคะ พระองค์ยังเป็นหวัดอยู่ไม่ต้องออกไปรับเสด็จก็ได้กระมังเพคะ”

“ไม่ได้ ท่านอ๋องกลับมาพร้อมชัยชนะ ข้าในฐานะพระชายาหากว่าไม่ไปเจ้าคิดว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไรกับสกุลเล่อ เหล่าขุนนางจะคิดเช่นไรกับท่านพ่อของข้า ในตอนนี้มีแต่ผู้ที่ต้องการให้บิดาของลี่จินเซียน…รับตำแหน่ง….”

“พระชายาเพคะ”

“ช่างเถอะ ไข้หวัดเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเป็นกันอยู่แล้วรีบแต่งตัวให้ข้าเถอะ วันนี้อากาศดีฝนพึ่งหยุดตกช่างเป็นวันที่ดียิ่งนัก”

เล่อชุนหันได้ยินเสียงแตรที่ให้สัญญาณเมื่อกองทัพและเหล่าอาชาศึกค่อย ๆ เคลื่อนพลเข้ามา รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมาหลายเดือนเริ่มฉายแววมากขึ้นเมื่อกองทัพเริ่มเคลื่อนขบวนพร้อมกับธงที่โบกสะบัดอยู่ในมือขุนศึกผู้กล้า แต่เมื่อกองทัพเคลื่อนเข้ามา รอยยิ้มที่มีก็เริ่มลดลงจนกลายเป็นคิดไม่ถึง

“อะไรกัน นางคือผู้ใดกัน!!”

สตรีในชุดสีขาวที่มากับท่านอ๋อง นางนั่งม้าตัวเดียวกันกับเขาเคลื่อนเข้ามาจนถึงด้านหน้าและค่อย ๆ เคลื่อนมายังตำหนักท่านอ๋อง

“แม้แต่ในยามนี้ท่านก็ยังทำร้ายจิตใจข้าไม่หยุดยั้ง หยางอี้เหรินข้ารู้สึกเหนื่อยเหลือเกินแล้ว”

เล่อชุนหลันรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อนางเห็นว่ามีสตรีอยู่บนหลังม้านั่งมากับเขาท่ามกลางความยินดีของเหล่าชาวเมืองเหลียงโจว

“จินถิงข้าเหนื่อยแล้ว อยากกลับเข้าไปพักผ่อน”

“ท่านพี่!! นี่ท่านจะมองอยู่เฉย ๆ เช่นนี้น่ะหรือเพคะ!!”

เสียงที่โกรธจัดของพระชายารองลี่จินเซียนแผดขึ้นทำให้ชุนหลันยิ่งปวดหัวหนักกว่าเดิม แต่นางไม่ต้องการเห็นไม่อยากรับฟังและได้ยินอะไรอีกแล้ว จินถิงและสาวใช้ในตำหนักค่อย ๆ พยุงนางกลับไปที่ตำหนัก

ท่านอ๋องที่มองเห็นรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่พระชายาไม่ทันจะต้อนรับเขาก็เดินกลับเข้าไป มีเพียงชายารองที่ยืนปั้นหน้าด้วยยิ้มท่าทางประหลาดเต็มทีอยู่หน้าตำหนักเพื่อรอเขา

“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ ยินดีด้วยที่ชนะการศึกกลับมาเพคะ”

“อืม ขอแนะนำ ผู้นี้คือแม่นาง “หวังเจียวเมิ่ง” นางเป็นหมอที่เก่งกาจมากและตอนทำศึกครั้งนี้นางได้ช่วยกองทัพเอาไว้หลายครั้งดังนั้น…”

“ท่านอ๋องเพคะ พระองค์ทรงเหนื่อยแล้วรีบกลับเข้า…”

“ชายารองเจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดงั้นหรือ เจ้ากล้าดีเช่นไรพูดขัดจังหวะข้า!!”

ลี่จินเซียนถึงกับตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของท่านอ๋องที่กล้าตำหนินางต่อหน้าเหล่าทหารและกองทัพ อีกทั้งสตรีที่พึ่งมากับเขาก็เห็นได้ชัดว่านางผู้นั้นลอบยิ้มอย่างพอใจอยู่ด้านหลังท่านอ๋อง

“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ แต่ว่า…”

“หึ พระชายาไปไหนเหตุใดยังไม่ทันได้มาต้อนรับก็กลับเข้าไปในตำหนัก”

“นะ…นาง…ช่วงนี้พระชายาเป็นไข้หวัดเพคะ หม่อมฉันเองก็เตือนท่านพี่แล้วว่าอย่าได้ออกมาจะได้…สุดท้ายนางก็ทนยืนไม่ไหวก็เลย….”

“เอาล่ะ ท่านหมอหวังข้าคงต้องรบกวนให้ท่านพักที่นี่ก่อน เสิ่นปา เสิ่นกง ให้คนจัดหาที่พักให้นางด้วย”

""พ่ะย่ะค่ะ""

“อะไรนะเพคะท่านอ๋อง ให้นางพักที่นี่งั้นหรือเพคะนางจะมาพักนานหรือไม่แล้วนางมาในฐานะอันใดเพคะ”

ท่านอ๋องหันไปด้วยสายตาที่ดุดัน เหี้ยมเกรียมที่ไม่เคยใช้มองนางมาก่อนเมื่อนางกล้าถามเขาเช่นนี้

“ข้าไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้กับเจ้าทุกเรื่อง ทหาร!! ตามข้าเข้าวัง!!”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ชุนหลันได้รับข่าวจากเสิ่นปา องครักษ์ส่วนพระองค์ของท่านอ๋องแล้วว่าจะมีแขกมาพักด้วยนางเป็นท่านหมอหญิงที่ช่วยเหลือกองทัพที่ช่วยท่านอ๋องและเหล่าทหารเอาไว้

“รู้แล้ว ข้าจะสั่งให้คนจัดที่พักให้นางตามคำสั่งท่านอ๋อง”

“พระชายาเพคะ แต่ว่าพระองค์…ยังไม่หายดี”

“แขกของท่านอ๋องต้องดูแลนางให้ดี”

“พระชายา…”

“เจ้าไปเอาเสื้อคลุมมาให้ข้าแล้วรีบตามมา”

จินถิงส่งสายตาโกรธมาให้องครักษ์หนุ่มข้างกายท่านอ๋อง นางไม่พอใจอย่างที่สุด เสิ่นปาและเสิ่นกงนั้นคุ้นเคยกับสายตาของสาวใช้ผู้นี้ดี และพวกเขาต่างก็เข้าใจที่นางจะโกรธด้วย

เรือนรับรองแขก

“หวังเจียวเมิ่งถวายบังคมพระชายาเพคะ”

“ท่านหมอตามสบายเถิด ข้าจัดที่พักให้แล้วถ้าเจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการเพิ่มก็แจ้งสาวใช้ได้ หากว่าไม่สะดวกสิ่งใดก็ให้คนมาแจ้งข้าส่วนรถม้าและองครักษ์ข้าจะให้เสิ่นปาจัดการให้เจ้าหากเจ้ามีธุระจะออกไปนอกจวน”

“ขอบพระทัยพระชายาเพคะ พระองค์สีหน้าไม่สู้ดีให้หม่อมฉันตรวจพระอาการให้สักหน่อยดีหรือไม่เพคะ”

“ไม่รบกวนท่านหมอ ท่านเดินทางมาไกลพักผ่อนเถิด”

“ขอบพระทัยเพคะพระชายา”

นางยิ้มให้หมอหญิงอย่างรวยรินเต็มทีและเดินกลับมาที่ตำหนักทั้งความโกรธและไม่พอใจของจินถิงที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระชายาต้องไปดูแลหมอหญิงผู้นั้นด้วย

“เจ้าอย่าได้โกรธไปเลย เรามีหน้าที่ต้องดูแลในฐานะที่นางเป็นแขกของท่านอ๋อง”

“แต่ว่าท่านก็ป่วยอยู่นะเพคะ”

“ตัวข้าน่ะแทบจะไม่มีความรู้สึกเจ็บอะไรแล้ว รู้สึกราวกับว่ามันเจ็บซ้ำ ๆ จนแทบจะไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เขาได้ในฐานะพระชายา”

“ไม่นะเพคะพระชายาอย่าทรงตรัสเช่นนี้เลยนะเพคะ พระองค์จะต้องหายดีในเร็ววันนะเพคะ เพียงแค่ไข้หวัดเท่านั้นมิอาจจะทำร้ายพระองค์ได้หรอกเพคะ”

ชุนหลันหันมายิ้มและลูบศีรษะสาวใช้เคียงกายด้วยความเอ็นดูอีกครั้ง นางเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดชุนหลันที่สุดทุกเวลา แต่ในยามนี้นางรู้แล้วว่าต่อให้ทำดีเพียงใด ผู้ที่ไม่รักทำอย่างไรก็มิอาจรักนางได้

“ไข้ของข้าเป็นไข้ใจที่ไม่มีหมอคนใดสามารถรักษาให้หายได้หรอกจินถิง และข้า…ก็จะไม่เสียเวลาที่จะรักษามันอีกต่อไปแล้ว”

“เจ้าบอกว่าท่านอ๋องไปพักที่เรือนพักของหมอหวังทุกคืนงั้นหรือ”

“เพคะ ตอนนี้พระชายารองก็กำลังจะไปที่นั่นเพคะ”

“ช่างเถอะไม่ใช่เรื่องของข้าเสียหน่อย เขามีชายารองได้หนึ่งคนจะมีอนุเพิ่มอีกสักคนก็ไม่เห็นแปลก ก่อนหน้านี้พวกเขาก็อยู่ในกองทัพมาด้วยกัน”

“พระชายาเพคะ หรือเราจะกลับจวนสกุลเล่อดีเพคะ”

“ไม่ได้ เจ้าคิดว่าหากข้ากลับจวนในตอนนี้ท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่จะคิดเช่นไรกับท่านอ๋อง”

“พระชายาเพคะ!! ท่านอ๋องไม่แม้แต่จะใส่พระทัยท่านเลยสักนิด กลับจากกองทัพมาเกือบเจ็ดวันแล้วแต่ก็ไม่เคยแวะมาหาท่านเลยสักครั้ง พระองค์ยังจะห่วงคนเช่นนั้นอีกหรือเพคะ”

“เจ้าว่าข้าโง่มากเลยใช่หรือไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่แต่ข้าคิดดีแล้วเรื่องนี้เป็นข้าที่ตัดสินใจเอง ดังนั้นจึงไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่ยอมรับยาจากหมอหวังผู้นั้น คิดว่าไม่นานเขาคงต้องมาหาเรื่องข้าอีกเป็นแน่”

“พระชายา……”

“ท่านอ๋องเสด็จ!!”

“ไม่ทันขาดคำ…. คราวนี้มีเรื่องอันใดอีกเล่า”

เล่อชุนหลันเพียงแค่นั่งดื่มยาอยู่ด้านในและไม่สนใจที่จะออกไปต้อนรับเขาด้วยซ้ำ ท่านอ๋องเดินพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของนางด้วยความโมโห แต่เมื่อเห็นนางในสภาพที่อิดโรยตรงหน้าเพราะพิษไข้หวัด สายพระเนตรนั้นจึงอ่อนลงและค่อย ๆ เดินเข้ามา

“เหตุใดเจ้า…จึงปล่อยให้พระชายารองก่อเรื่องกับแขกที่มาพักในตำหนักได้”

“หม่อมฉันมีเพียงสองตาสองมือและสองเท้า มิอาจควบคุมดูแลได้ทั่วทั้งวังหลังให้พระองค์หรอกเพคะ ที่พักสาวใช้และอาหารก็จัดให้แล้วหากว่าพวกนางยังวุ่นวายเช่นนี้ ก็คงต้องย้อนถามแล้วว่าต้นเหตุมันเริ่มต้นมาจากผู้ใด”

“นี่เจ้ากำลังกล่าวโทษข้างั้นหรือ”

พระชายาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาท่านอ๋องที่กำลังโกรธอยู่แต่เขาก็เถียงนางไม่ออก เล่อชุนหลันในวันนี้มิใช่สตรีที่เขาจะกล้ามีเรื่องด้วยเหมือนเช่นในวันวานอีกแล้ว เพียงแค่นางมองเขาเช่นนี้คำพูดร้ายกาจและอัดอั้นต่าง ๆ ก็ถูกกลืนลงคอไปหมดสิ้นเมื่อเห็นสายตาเย็นชาราวแผ่นน้ำแข็งของพระชายาตรงหน้าอีกครั้ง

“เรื่องนี้ข้าไม่โทษเจ้า ที่ข้าพาหมอหวังมาก็เพื่อ…”

“พวกนางล้วนเป็นสตรีที่พระองค์พาเข้ามา หม่อมฉันมีหน้าที่ดูแลให้พวกนางเป็นอยู่อย่างไม่ลำบากตามฐานะและหน้าที่ ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่หม่อมฉันมิอาจจัดการได้ เชิญพระองค์ลงไปจัดการเองเถิดเพคะหม่อมฉันรู้สึกเหนื่อย อยากพักผ่อนแล้ว”

“เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินยาที่นางจัดมาให้”

“ขอประทานอภัยแต่หม่อมฉันมียาที่กินอยู่ประจำและในเวลานี้หม่อมฉันอยากจะนอนพักเพคะ”

“เจ้าออกไปได้แล้ว”

ท่านอ๋องหันไปสั่งจินถิงด้วยเสียงที่ดังมากพอจะทำให้ทั้งคู่ตกใจ

“ท่านอ๋องเพคะ”

“เจ้ามีปัญหาอันใด คืนนี้ข้าจะนอนค้างที่ตำหนักนี้!!”

""อะไรนะเพคะ?""

ทั้งนายและบ่าวต่างพากันตกใจ ก็แน่ล่ะสิตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีผ่านมานี้ท่านอ๋องไม่เคยเฉียดใกล้ตำหนักของพระชายามาก่อนเลย หากมาแล้วไม่ทะเลาะกันออกไปเห็นจะมีเพียงครั้งที่มาเสวยอาหารเย็นกับพระชายาก่อนออกศึกเมืองชุ่นเท่านั้น

“พวกเจ้าตกใจอันใดกัน ข้าจะค้างกับพระชายาของตัวเองยังต้องสงสัยถึงเพียงนี้เชียวงั้นหรือ”

“หึ ทำไปเพื่อสิ่งใดกัน ก็แค่หนีปัญหาชั่วคราวเท่านั้น”

“เจ้าบ่นพึมพำอะไร”

“หามิได้เพคะ หม่อมฉันจะถอดฉลองพระองค์ให้”

ท่านอ๋องยืนตรงหน้าและให้นางถอดชุดออกให้เหลือเพียงชุดนอน ฝนเริ่มตกอีกครั้งหลังจากสองวันมานี้แทบไม่ตกเลย ชุนหลันหันเอาชุดของท่านอ๋องไปเก็บและเดินกลับมาพบว่าเขาเอนกายลงนอนที่เตียงของนางก่อนแล้ว

“ไม่นอนงั้นหรือ ฝนเริ่มตกแล้วรีบมานอนเถอะอากาศเย็นเดี๋ยวจะไม่สบายเพิ่มเข้าไปอีก”

“หม่อมฉันไม่คุ้นเคยกับการนอนร่วมกับผู้อื่น…”

“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องฝึกเอาไว้เพราะมันเป็นหน้าที่ของพระชายา”

ชุนหลันรู้สึกใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาเสียให้ได้เมื่อสิ้นคำของบุรุษหนุ่มที่นางหวังจะนอนร่วมเตียงเคียงหมอนเช่นนี้กับเขามาโดยตลอด แต่ว่าในวันนี้ความรู้สึกของนางมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ต่อให้เขาจะนอนกอดนางเอาไว้เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้ก็มิได้ช่วยทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจที่มันสะสมมาแรมปีลดลงไปได้

“เหตุใดเจ้าจึงตัวสั่นเช่นนี้ หนาวงั้นหรือ”

“เปล่าเพคะพระองค์บรรทมเถิด หม่อมฉันเพียงแค่…รู้สึกตกใจเสียงฟ้าร้องเท่านั้น”

“อืม….”

เสียงของเขาเงียบไปแล้วพร้อมกับลมหายใจที่เริ่มนิ่งเมื่อนางค่อย ๆ ขยับตัวออกมาและหันไปมองใบหน้าของบุรุษซึ่งนางเคยรักและหลงใหลในตัวเขาจนได้แต่งงาน แต่ท้ายที่สุดก็มิอาจหลีกหนีความจริงเรื่องที่เขาไม่เคยรักนางเลย และยังต้องทนเห็นเขาเข้าพิธีส่งตัวกับสตรีอื่น อีกทั้งในตอนนี้เขาก็ยังพาสตรีอีกคนเข้ามาในจวนเพิ่มอีก

(“ขอบคุณสำหรับความเจ็บปวดนี้ มันควรจบสิ้นเสียที….”)

ร่างบางค่อย ๆ ลดมือลงจากใบหน้าที่เริ่มมีเคราขึ้นมานิดหน่อยแต่ใบหน้าคมคายยามหลับใหลก็ยังทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย แม้ว่าในตอนนี้นางจะรู้สึกอบอุ่นมากที่สุดเมื่อเขากอดนางเอาไว้ แต่นางในยามนี้ต้องการอ้อมกอดนี้หรือไม่นั้น ตัวนางเองก็ยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้เลย

เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งแต่เล่อชุนหลันที่อยู่ในอ้อมกอดของเขานิ่งไปแล้ว ชุนหลันคงหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาที่พึ่งกินเข้าไปอีกทั้งตัวนางยังคงอุ่นรุม ๆ ราวกับมีไข้ที่ไม่ลดลงเสียที ท่านอ๋องค่อย ๆ ลืมตามองเล่อชุนหลันที่นอนขดตัวซุกเข้าหาแผงอกกว้างของเขา ยามหลับสนิทเช่นนี้เขาพึ่งได้พินิจมองนางอย่างเต็มตาอีกครั้ง

“เล่อชุนหลัน ความเจ็บปวดที่เจ้าได้รับข้าจะต้องใช้ทั้งชีวิตของข้าชดใช้คืนให้กับเจ้า ข้าผิดต่อเจ้ามานานจากนี้… จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก ข้าจะทำอย่างไรให้เจ้ายอมดื่มยาถอนพิษในร่างกายเจ้าได้กันนะ”

เลือกจบปัญหาครั้งสุดท้าย

สองวันถัดมา / เรือนรับรองท่านหมอหวัง

“นังแพศยาเจ้ากล้าดีเช่นไรใช้มารยาหลอกล่อท่านอ๋องให้ลุ่มหลงวันนี้ข้าจะจัดการเจ้าที่บังอาจ…”

“พระชายารองท่านเองก็เป็นเพียงแค่เมียรองเท่านั้น ขนาดเมียเอกยังไม่พูดสิ่งใดท่านจะกล้าพูดอะไรอีกงั้นหรือ แหม ว่าก็ว่าเถอะนะท่านอ๋องเองก็ไม่น่าปล่อยให้ท่านนอนแห้งแล้งรอจนถึงวันนี้ ดูท่าแล้วนอกจากตำหนักของพระชายากับ…เรือนเล็ก ๆ ของข้าแล้ว ท่านอ๋องคงมิได้ใส่ใจไปแวะหาท่านเลยสินะ”

“นังคนอับปรีย์ ข้าจะฆ่าเจ้า จะฆ่าเจ้า”

“โอ๊ะ อย่าทำอะไรเลยเพคะ หม่อมฉันไม่มีแรงสู้กับพระองค์หรอกนะเพคะ เมื่อคืนอยู่อยู่กับท่านอ๋องทั้งคืนหม่อมฉันแทบจะไม่ได้นอนพักเลย”

“กรี๊ด!!! นังคนสารเลว!!”

“พระชายาเพคะ!!”

“จินถิง!! พาข้ากลับตำหนัก เดี๋ยวนี้”

“เพคะพระชายา”

เล่อชุนหลันไม่คิดว่าจะได้มาฟังเรื่องเช่นนี้ที่นี่ในวันนี้ คืนก่อนหน้านี้ท่านอ๋องพึ่งจะไปนอนค้างกับนางและเมื่อคืนนี้ เขากับหมอหญิงผู้นี้…

“พระชายาเพคะ พระองค์ยังเดินไหวอยู่หรือไม่เพคะ”

“ข้าไม่เป็นไร”

“ชุนหลัน!! เจ้าเป็นอะไรไป มานี่ข้าจะพานางไปเอง!!”

ท่านอ๋องที่พึ่งจะประชุมราชสำนักเสร็จรีบเดินเข้ามาหาพระชายาที่ทำท่าจะหกล้มแต่เมื่อเห็นเขาเดินมานางกลับปัดมือหนานั้นทิ้งและถอยออกมา

“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะเพียงแค่เดินสะดุดเท่านั้น จินถิงเรารีบกลับกันเถอะ”

“ให้ข้า….”

“กรี๊ด!!”

เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นมานั้นทำให้เล่อชุนหลันหลับตาแน่นราวกับไม่อยากรับรู้ ท่านอ๋องรู้ได้ในทันทีว่าชุนหลันไปที่ใดมา

“อย่าเพคะพระชายารอง อย่าเพคะ”

“ปล่อยข้านะข้าจะฆ่ามัน นังสารเลว นังปีศาจจิ้งจอก"

"นั่นมันเกิดอะไรขึ้น!!”

“พระชายารอง ก็แค่ท่านอ๋องไม่นอนกับท่านแต่ใช้เวลากับข้าทั้งคืนก็เท่านั้นเอง โอ๊ย ท่านถึงกับโมโหเพียงนี้ โอ๊ย!!”

ท่านอ๋องตกใจสุดชีวิตเมื่อหันมามองใบหน้าซีดราวกระดาษไร้น้ำหมึกของพระชายาตรงหน้าที่แทบจะล้มทั้งยืน เขารีบหันไปคว้ากายนางเอาไว้แต่ชุนหลันถอยออกมาพร้อมกับน้ำตาที่รื้นเต็มสองดวงตา

“พระองค์รีบไปจัดการ “คน” ของพระองค์เถิดเพคะ หม่อมฉันคงจัดการแทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทูลลาเพคะ”

“ชุนหลัน!! ข้าไม่ได้…เดี๋ยวสิเล่อชุนหลันฟังข้าก่อน”

“กรี๊ด!!!”

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ พระชายารองเอาน้ำร้อนสาดท่านหมอหวัง”

“อะไรนะ!!” พวกเจ้ารีบไปเร็วเข้า ชุน…."

เล่อชุนหลันเดินจากไปแล้ว ตำหนักนางเองก็ปิดประตูแล้วเช่นกันเมื่อนางเข้าไปด้านในแล้ว เขาหันกลับไปมองที่เรือนพักด้านหน้าและจึงรีบวิ่งไปสะสางเรื่องที่นั่นก่อน

ตำหนักพระชายา

“พระชายาเพคะ เป็นเช่นไรบ้างเพคะ”

“จินถิงเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าที ข้าอยากจะ…อาบน้ำเสียหน่อย”

“แต่ว่าจะปล่อยให้พระองค์อยู่คนเดียวเช่นนี้หาได้ไม่ หม่อมฉันไม่วางใจ”

“ข้าอยากอาบน้ำ เจ้ารีบไปเตรียมน้ำเถอะ”

“พระชายาเพคะ”

“เด็กโง่ ยังมีเรื่องใดในจวนนี้ที่ข้ายังรับไม่ได้อีกงั้นหรือ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้พวกเราเจอมา เรื่องเพียงเท่านี้เจ้าคิดว่าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ”

“พระชายา…บ่าวเสียใจที่มิอาจช่วยอะไรพระองค์ได้เลย บ่าวมันไม่ได้เรื่อง ฮืออ….”

"รีบไปเถอะ ข้าอยากจะอาบน้ำแล้ว"

“เพคะ เช่นนั้นบ่าวจะรีบไปเตรียมน้ำนะเพคะ”

“รีบไปเถอะ”

เล่อชุนหลันมองตามหลังสาวใช้ผู้ภักดีเพียงคนเดียวของนางในตำหนักที่เย็นดุจถ้ำน้ำแข็งแห่งนี้ แต่วันนี้นางจะจบเรื่องนี้ลงเสียที พอกันทีกับความรักโง่เขลาที่มอบให้กับคนที่ไม่สมควรได้รับมัน

นางไม่ควรคิดและไม่ควรคาดหวังสิ่งใดในตัวท่านอ๋องผู้ใจร้ายอย่าง “หยางอี้เหริน” อีกต่อไป เรื่องในวันนี้เป็นบทพิสูจน์ที่เพียงพออยู่แล้วสำหรับนาง ต่อให้รักเขาสักปานใดแต่ในหัวใจของเขาก็ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับนางเลย

“หยางอี้เหริน วาสนาด้ายแดงในชาตินี้ข้าขอตัดขาดกับท่านด้วยตัวเอง หากแม้นชาติหน้าพบกันอีก ข้าไม่ขอผูกวาสนาใด ๆ กับคนใจร้ายเช่นพระองค์อีก!!”

ปิ่นเงินคมกริบที่นางเตรียมเอาไว้อยู่ตลอดเวลาถูกดึงออกมา น้ำตาที่ไหลราวม่านน้ำตกมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดที่รออยู่ตรงหน้า เมื่อเล่อชุนหลันค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อให้คุ้นเคยกับสิ่งที่กำลังจะพานางจากไป

มีดบนปิ่นในมือกรีดไปที่คองามระหงนั้น เลือดเริ่มสาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทางพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดออกมาและใบหน้าของคนที่นางทั้งรักทั้งเกลียดในชาตินี้ แต่สายตาและหูนางแทบจะไม่เห็นและไม่ได้ยินอันใดอีกแล้ว แม้แต่น้ำตาและเสียงร้องไห้ที่เจ็บปวดของบุรุษที่นางเคยรักมากกว่าชีวิต นางก็หาได้ยินมันไม่…..

“ชุนหลัน!!!!!…..ไม่นะ!!!!!”

เสียงนกร้องในยามเช้าพร้อมกับเปลือกตาที่หนักอึ้งทำให้เล่อชุนหลันรู้สึกราวกับว่าตกจากที่สูง หนักจนนางแทบจะลุกไม่ขึ้นและไม่อยากคิดเลยว่านางจะถูกช่วยเอาไว้ นางอยากตายแต่กลับไม่ตายงั้นหรือ แม้แต่สวรรค์ก็ไม่อยากต้อนรับนางเช่นนั้นหรือ

“ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู ท่านจะล้างหน้าเลยหรือไม่เจ้าคะ”

“อะไรนะ เจ้าเรียกข้าว่า…”

สาวใช้หน้าตาอ่อนวัยกว่านางเดินเข้ามาจนเกือบจะชิดเตียงระหว่างที่ชุนหลันค่อย ๆ จับที่คอและค่อย ๆ ลุกจากเตียงท่ามกลางความตกใจของสาวใช้ที่มองตามนางไปและนางเองก็ต้องตกใจอีกครั้ง

“บาดแผลล่ะ ใบหน้าข้าเหตุใดจึงงดงามเต่งตึงราวกับสาวแรกรุ่นเช่นนี้กัน”

“คุณหนูเจ้าคะนายท่านกับฮูหยินรอกินข้าวอยู่นะเจ้าคะ วันนี้จะต้องไปส่งคุณชายที่กรมคลังท่านลืมแล้วหรือไม่เจ้าคะ”

“อะไรนะ!! ที่นี่….ไม่จริง!!”

เล่อชุนหลันมองไปรอบ ๆ ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง นางแค่อยากตายเท่านั้นแต่มิได้อยากจะกลับมาเสียหน่อยแต่ก็ …..

“คุณหนูท่านร้องไห้ทำไมเจ้าคะ ท่านฝันร้ายงั้นหรือเจ้าคะ”

“ใช่ จินถิงเจ้าช่างแสนดีน่ารักเสียจริง ข้าฝันร้ายยาวนานเหลือเกิน แต่ว่า…จริงสิข้าในตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้วงั้นหรือ”

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านพึ่งพ้นพิธีปักปิ่นมาปีกว่า ๆ ตอนนี้ท่านอายุสิบเจ็ดแล้วเจ้าค่ะ เหตุใดท่านจึงถามอะไรแปลก ๆ เมื่อคืนนี้ท่านฝันเห็นอะไรกันแน่เจ้าคะ”

“สิบเจ็ด เยี่ยมไปเลย!!”

“เจ้าคะ? อะไรที่เยี่ยมไปเลย เมื่อวานคุณหนูยังบอกว่าคุณหนูอยากจะโตมากกว่านี้เพื่อจะได้เหมาะสมกับท่านอ๋องหยางผู้นั้นให้มากกว่านี้นี่เจ้าคะ”

“อะไรนะ ข้า…”

นางค่อย ๆ นึกทบทวน คงจะเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ๆ นางอยากจะโตให้เร็วเพื่อจะได้เป็นพระชายาท่านอ๋องได้ แม้ว่าใคร ๆ ในเหลียงโจวต่างลงความเห็นว่าบุตรีของท่านเสนาบดีเล่องดงามเป็นอันดับหนึ่ง ในตอนนั้นนางไม่สนใจสักนิด ตำแหน่งเดียวที่นางสนใจและหมกมุ่นกับมันหลังผ่านพิธีปักปิ่นมาคือ “พระชายาท่านอ๋อง” เท่านั้น

“งี่เง่าชะมัด”

“คุณหนู ท่านด่าข้าอยู่งั้นหรือเจ้าคะ”

“เปล่า ๆ จะไปด่าเจ้าได้เช่นไรกันรีบไปเถอะเจ้าบอกว่าท่านพ่อท่านแม่รอข้าอยู่มิใช่หรือ พี่ใหญ่เล่าแต่งตัวเสร็จหรือยัง”

“เจ้าค่ะ ๆ ข้าจะรีบไปเตรียมน้ำเจ้าค่ะ”

จินถิงออกไปแล้ว เล่อชุนหลันเดินไปส่องกระจกอีกครั้ง นางรู้สึกพอใจกับใบหน้าในกระจกนี้มากเป็นพิเศษ ในเมื่อสวรรค์ให้นางย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้นั่นก็เท่ากับให้นางมีโอกาสได้เลือกสินะ

“วันนี้เป็นวันที่พี่ใหญ่เข้าทำงานในกรมคลังวันแรก เกิดอะไรขึ้นกันนะ ใช่แล้ว!!…”

วันนี้เป็นวันที่พี่ใหญ่ของนางเข้าไปทำงานในกรมพระคลังวันแรกพร้อมกับสหายของเขา และในคืนนี้ก็จะเป็นวันที่มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นในช่วงค่ำและท่านอ๋องก็ถูกกดดันให้เลือกอภิเษกกับผู้ที่เหมาะสมเพราะเขาขอเลื่อนเวลามามากกว่าสองปีแล้ว

“เช่นนั้นวันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดนั่น ขอเพียงข้าปฏิเสธเขาไปแทนที่จะเป็นคนกดดันเขาให้เลือกข้าเป็นคู่อภิเษกเหมือนครั้งนั้นเรื่องทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น จากนี้ข้าจะขอผูกวาสนาด้ายแดงด้วยตัวเอง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับข้าเท่ากับท่าน หยางอี้เหริน”

โต๊ะอาหาร

“ท่านพ่อท่านแม่ คิดถึงเหลือเกินเจ้าค่ะ”

เล่อชุนหลันโผเข้ากอดบิดามารดาของตัวเองด้วยเสียงสั่นเครือและเริ่มร้องไห้จนเล่อฮูหยินรู้สึกตกใจที่บุตรสาวที่เคยร่าเริงและสดใสจู่ ๆ ก็กระโดดกอดนางและร้องไห้เช่นนี้

“หลันเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไปหรือว่าเมื่อคืนเจ้าฝันร้ายอีกแล้ว”

“ฮ่า ๆ นั่นสิ เจ้าฝันร้ายทีไรต้องร้องไห้เช่นนี้ทุกที”

“ไม่เอาน่าหลันเอ๋อร์เจ้าจะอ้อนท่านแม่เกินไปแล้วนะ โตขนาดนี้แล้วไหนบอกว่าต้องพยายามทำตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาท่านอ๋องอย่างไรเล่า ยังร้องไห้เป็นเด็กขี้แยเช่นนี้เมื่อไหร่จะโตเสียที”

“พี่ใหญ่!!”

“เอาล่ะ ๆ หลันเอ๋อร์รีบมานั่งเถอะ รีบกินข้าววันนี้เราจะไปสายไม่ได้นะ "จื่อหลง" เจ้าก็รีบกินเข้า"

“ขอรับท่านพ่อ”

“ข้าไม่อยากเป็นพระชายาอะไรนั่นแล้วเจ้าค่ะ”

""หา อะไรนะ!!""

ทุกคนบนโต๊ะอาหารรวมถึงสาวใช้ของนาง จินถิงเองก็มองด้วยความตกใจ มิใช่ว่าพวกเขาต้องกินข้าวกับหยางอ๋องเพราะนางพร่ำพรรณนาถึงอ๋องหนุ่ม พระโอรสคนที่แปดของฝ่าบาทอยู่ทุกวันตั้งแต่พบกันครั้งแรกในพิธีปักปิ่นหรอกหรือ นางแทบจะเป็นตัวเลือกเดียวสำหรับท่านอ๋องสำหรับตำแหน่งพระชายาและนางเองก็ยอมรับมาโดยตลอดแต่มาวันนี้กลับ…

“เจ้าพูดตลกอันใดกัน หึ ฮูหยินลองชิมนี่หน่อยเนื้อนี่อร่อยมาก”

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่”

“ข้าพูดจริง ๆ นะเจ้าคะเหตุใดพวกท่านไม่เชื่อข้า”

“หากว่าเจ้าไม่ได้พูดเรื่องท่านอ๋องกับพี่และท่านพ่อท่านแม่ทุกวันมาโดยตลอดสองปีนี้พี่ก็ยังจะเชื่อเจ้าอยู่ แต่ว่าเจ้ามาพูดในตอนนี้มันออกจะแปลก ไปหน่อยก็เท่านั้นเอง”

“แปลกตรงไหนกัน ข้าก็แค่ไม่อยากเป็นพระชายาอะไรนั่นแล้วและก็ไม่อยากรักคนที่เขาไม่รักเราด้วย มันทรมานนะเจ้าคะข้าอยากจะมีชีวิตคู่เหมือนกับท่านพ่อท่านแม่ที่รักกันยาวนาน พวกท่านยังดูแลกันอย่างดีจนถึงตอนนี้ ต่อให้ไม่เป็นอ๋องแล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะ ใช่ว่าข้าสนใจเรื่องนั้นสักหน่อย”

“หลันเอ๋อร์ หรือว่ามีผู้ใดมาพูดอะไรให้เจ้าไม่พอใจหรือไม่ พ่อจะไปจัดการมันให้เอง”

“ไม่มีเจ้าค่ะไม่มี ลูกก็แค่เริ่มคิดได้ว่าตลอดเวลาสองสามปีที่ผ่านมานี้ ท่านอ๋องผู้นี้มิได้สนใจมองลูกเลยด้วยซ้ำ”

ทุกคนหันมามองหน้ากันและต้องรีบหลบสายตาไปในทันที ก็ใช่ว่าพวกเขาจะไม่ทราบเรื่องนี้แต่ในเมื่อบุตรสาวชอบพอท่านอ๋องถึงเพียงนี้คนเป็นบิดาจะทำสิ่งใดได้นอกจากรับฟังนาง ที่สำคัญเรื่องการแต่งงานของเชื้อพระวงศ์เช่นท่านอ๋องเองก็ถูกกำหนดมาแล้ว หากเขาไม่แต่งกับบุตรสาวขุนนางในราชสำนัก ก็ต้องแต่งงานกับองค์หญิงต่างแคว้นที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า

“ชุนหลัน เจ้าคิดให้ดี ๆ นะ หากว่าเจ้าพูดเพียงอารมณ์ชั่ววูบ หลังจากนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้อีก เพราะอีกไม่กี่เดือนองค์หญิงของแคว้นอานฉวนก็จะเสด็จมาที่นี่ แต่หากเจ้ายังรับปากเรื่องงานหมั้นหมาย องค์หญิงผู้นั้นคงจะต้องไปยังเมืองอื่นที่องค์ชายหรือท่านอ๋องยังไม่แต่งงาน”

“ข้า…”

“เอาน่า ๆ คืนนี้เจ้าก็ลองตัดสินใจดูอีกครั้ง หากว่าเจ้าไม่อยากแต่งงานจริง ๆ พ่อก็จะกราบทูลฝ่าบาทและทูลท่านอ๋องให้เจ้าเอง เขาจะได้แต่งงานกับสตรีต่างเมืองผู้นั้นเพื่อผูกสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นแทน”

“เจ้าค่ะ อย่างไรลูกก็ยังยืนยันว่าลูกจะไม่แต่งงานกับท่านอ๋องเจ้าค่ะ ต่อให้ถามลูกอีกกี่ครั้ง คำตอบก็ไม่ต่างกัน”

บิดามารดาและพี่ชายนางมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจเพราะนึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะมีวันที่บุตรสาวจะเอ่ยคำว่า “ไม่อยากเป็นพระชายาท่านอ๋อง” ออกมาเพราะก่อนหน้านี้ผู้ใดในเหลียงโจวจะไม่รู้ว่านางเป็นผู้ที่ “เหมาะสม” กับตำแหน่งนี้มากที่สุด

“อาหารที่บ้านอร่อยที่สุดจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ”

“พูดอย่างกับว่าเจ้าเคยไปกินอาหารจวนอื่นมาเช่นนั้นแหละ เอากินผักบุ้งนี้หน่อยหวานกรอบดีนะ”

เล่อชุนหลันชะงักไปนิดหน่อยเมื่อมารดาเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ แม้ว่านางจะไม่สามารถบอกได้แต่นางในเวลานี้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ย้อนกลับไปใช้ชีวิตที่แสนโง่เขลาเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว

“อย่างน้อยชีวิตนี้ข้าก็มีสิทธิ์เลือกที่จะไม่ไปกินข้าวที่จวนอื่นก็แล้วกันเจ้าค่ะ”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...