โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ผีเสื้อ” ผีบรรพบุรุษเก่าแก่ ที่มาของชื่อ “แมลงผีเสื้อ”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ธ.ค. 2566 เวลา 00.36 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2566 เวลา 00.34 น.
อีโมจิ ผี เสื้อ ผีเสื้อ

เคยสงสัยหรือไม่ว่า “ผีเสื้อ” สัตว์ที่มีสีสันลวดลายบนปีกสวยงามชนิดนี้ ทำไมจึงถูกเรียกว่า “แมลงผีเสื้อ” มันเกี่ยวข้องกับ “ผี” อย่างนั้นหรือ?

“เสื้อ” หรือ “ผีเสื้อ” เป็นผีในคติความเชื่อของกลุ่มชนไต-ไท สันนิษฐานว่า ผีเสื้อเป็นผีพื้นเมืองเก่าแก่ในอุษาคเนย์ มีมาก่อนการมาถึงของศาสนาพราหมณ์และพุทธ มีลักษณะเป็น “ผีโลกาภิวัตน์” ประเภทหนึ่งก็ว่าได้ เพราะถูกแปรเปลี่ยนปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของสังคมในแต่ละคติความเชื่อ แต่ละพื้นที่ แต่ละยุคสมัย

ผีเสื้อปรากฏในหลักฐานโบราณหลายประเภท เช่น ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า “พ่อเชื้อเสื้อคำมัน”, ในจารึกปู่ขุนจิดบุนจอด ว่า “(ผี) มัน ทั้งเสื้อใหญ่…”, ในนิทานของไทอาหม กล่าวถึงเทวดานามว่า ปู่ผีเสื้อ, ในไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง ท้าววิรุฬหกมีบริวารเป็นกุมภัณฑ์และผีเสื้อ หรือคนตายเป็นเปรต พ้นจากเปรตแต่ยังมีเศษบาปอยู่ ต้องกลับมาเป็นผีเสื้ออีกห้าร้อยชาติ, ในคำให้การชุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ว่า “บวงสรวงพระเสื้อเมืองแลเทวดาอันรักษาพระศาสนาจงมาช่วยป้องกันอันตรายบ้านเมือง”

ผีเสื้อจึงเป็นผีที่ “variety” มาก มีทั้งที่เป็นลักษณแบบผีปู่ผีย่า ผีบรรพบุรุษ ผีอารักษ์ ผีบ้านผีเมือง ฯลฯ แต่ผีเสื้อที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดประเภทหนึ่งก็คือ “เสื้อเมือง”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า ความเชื่อเรื่องเสื้อเมืองทางอุบลราชธานี จะหมายถึง ผีเจ้าต้นสกุล ผู้บูรณะประดิษฐานบ้านเมือง อันเป็นผีบรรพบุรุษที่ปกปักษ์รักษาเมือง ในขณะที่ทางล้านนาเอง ก็มีความเชื่อเรื่องเสื้อเมืองเช่นกัน แต่ไม่ได้มีเฉพาะเสื้อเมืองอย่างเดียว มีเสื้อแยกย่อยอีกหลายประเภท เช่น เสื้อห้วย เสื้อหนอง เสื้อบ้าน เสื้อวัด ฯลฯ

เสื้อเมืองในทางล้านนามีหน้าที่รักษาเมือง ในวรรณกรรมตำนาน มักเรียกรวมกันว่าเสื้อบ้านเสื้อเมือง เวลาทำศึกสงคราม ก็มักกระทำพิธีพลีกรรมแก่เสื้อบ้านเสื้อเมือง บางครั้งก็กล่าวถึงอานุภาพของเสื้อบ้านเสื้อเมือง หากเซ่นไหว้บวงสรวงดีก็จะได้รับผลดี หากละเลยก็จะเกิดความวิบัติฉิบหาย (เสื้อเมืองของอาณาจักรอื่นหรือเมืองอื่น ๆ ก็มีลักษณะคติความเชื่อคล้ายคลึงกัน)

นอกจากนี้ ในทางล้านนา ผีเสื้อน่าจะเป็นผีที่มีอำนาจเทียบเท่า ยักขะ กุมภัณฑ์ คันธัพพะ และนาคา ซึ่งมีหน้าที่รักษาด่านสวรรค์ ดังมีบันทึกในคัมภีร์อรุณวดี ฉบับวัดมะกับตอง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ระบุให้ผีเสื้อรักษาด่านสวรรค์ชั้นที่ 5 เรียกได้ว่า ผีเสื้อเป็นผีพื้นเมืองมีศักดิ์ศรี และฐานะตำแหน่งเทียบเท่าอมนุษย์ในพุทธศาสนา แถมยังมีสิทธิ์ลงสระอโนดาตอีกด้วย

เสื้อเมืองคงจะเป็นผีบรรพบุรุษที่ได้รับการสถาปนาให้รักษาเมืองมาแต่ดั้งเดิม ต่อมา เมื่อกระแสวัฒนธรรมและศาสนาจากอินเดียแผ่ปกคลุม เสื้อเมืองคงกลายรูปไปเป็นเทวดาอารักษ์ ซึ่งมีหน้าที่รักษาเมือง คล้ายเสื้อเมือง แต่หากพูดถึงอารักษ์มักอ้างถึงหรือเชื่อมโยงถึงพุทธศาสนามากกว่า

กล่าวโดยภาพรวมแล้ว แต่เดิมผีเสื้อคงมีพวกเดียวคือผีเสื้อรวม ๆ เท่านั้น ต่อมาคงเกิดความคลี่คลายเปลี่ยนแปลงในความคิดของผู้คนเกี่ยวกับผีชนิดนี้ ผีเสื้อจึงแตกแขนงไปเป็นชนิดต่าง ๆ

ส่วนเหตุที่เรียกสัตว์ปีกชนิดหนึ่งว่า “แมลงผีเสื้อ” นั้น เสฐียรโกเศศ หรือพระยาอนุมานราชธน ให้ความเห็นเอาไว้ว่า

“…คราวนี้เรื่องผีเสื้อยังมีต่อไปว่า ทำไมเราเรียกแมลงชนิดหนึ่งว่า ผีเสื้อ จะเป็นคำเดียวกันหรือไม่ ถ้าใช่ทำไมจึงเรียกแมลงชนิดนี้ว่า แมลงผีเสื้อ เพราะแมลงชนิดนี้ในคำเดิมเขาเรียกว่า ตัวเบื้อ หรือแมงเบื้อ 4 ใช้ว่า กะเบื้อ ก็มี เราเรียกสิ่งที่ประดับด้วยมุกและกระจกว่า มุกแกมเบื้อ เบื้อในที่นี้หมายเอากระจกเงา เห็นจะเป็นเพราะกระจกมีแสงและสีเลื่อมพรายเหมือนปีกของตัวเบื้อ จึงได้เอาชื่อนี้มาตั้งให้แก่กระจกว่าเบื้อ

เกี่ยวกับเรื่องผีเสื้อนี้ ท่านผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า ท่านขึ้นไปโคราชคราวหนึ่ง ‘ได้เห็นที่ข้างทางในดงพระยาไฟ มีผีเสื้อมั่วสุมกันเป็นกลุ่ม ๆ เกาะอยู่ก็มาก บินโฉบฉายอยู่ก็มี ที่มันมั่วสุมอยู่นั้นอยู่ต่ำ ๆ นึกอยากรู้ว่ามันตอมอะไร แต่ไปรถไฟซึ่งไม่มีโอกาสจะลงตรวจดูได้ ครั้นไปถึงโคราชจึงถามเขา แต่ได้ความไปเสียทางหนึ่ง ว่าพวกโคราชกลัวผีเสื้อกันนัก ถือกันว่าผีเสื้อมั่วสุมกันอยู่ที่ไหน เป็นเครื่องหมายว่า ที่นั่นมีโรคภัยไข้เจ็บ คนเดินทางเห็นผีเสื้อเข้าที่ไหน ก็รีบเดินทางหนีไปเสียให้พ้น ไม่มีใครกล้าจะหยุดยั้ง โดยนัยนี้จะว่าผีเสื้อเป็นเชื้อผี คือ ผีเชื้อโรคได้บ้างกระมัง’

ที่ผีเสื้อมัวสุมจับกลุ่มกันในดง มีผู้บอกข้าพเจ้าว่า มันจับกลุ่มตอมกินน้ำค้าง และมีคติทางภาคอีสานว่า ถ้าผีเสื้อบินมามากเป็นกลุ่ม ๆ คือแสดงเป็นลางร้ายบอกให้รู้ว่าจะมีเหตุเภทภัย เช่นเกิดไข้เจ็บเป็นโรคระบาดขึ้น เป็นต้น ชาวอีสานจึงหวั่นหวาดเมื่อเห็นผีเสื้อจับกลุ่มกันมาก ๆ เพราะลักษณะเช่นนี้มักมีแต่ในป่าในดงซึ่งมีไข้ชุมยิ่งกว่าที่อื่น…”

ทั้งนี้ คำว่า แมลงผีเสื้อ เป็นคำศัพท์ภาษากลาง เพราะทางภาคเหนือเรียก กำเบ้อ และทางภาคอีสานเรียก กะเบี้ย กะเบื้อ เหตุที่เรียกแมลงผีเสื้อว่าผีเสื้อนั้น จึงน่าจะสืบทอดแนวคิดมาจากความเชื่อที่ว่า “ผีเสื้อ” หรือวิญญาณของผู้ตาย จะสิงอยู่ในตัว “แมลงผีเสื้อ” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เสฐียรโกเศศ. “เรื่อง ผีสางเทวดา”, พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพ นางเฮียะ เสฐียรโกเศศ ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม 1 พฤษภาคม 2495.

รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล. “เสื้อเมืองทรงเมือง : จากผีบรรพบุรุษสู่เชษฐบิดร,” ใน ผี ในหลักฐานคนตายและคนเป็น. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2557.

มาลา คำจันทร์. “เล่าเรื่องผีล้านนา”, กรุงเทพฯ : มติชน, 2544.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 เมษายน 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...