เทียบฟอร์ม 2 หุ้นเครื่องดื่มชูกำลัง CBG-OSP หลังราคาน้ำตาลปรับขึ้น
#ทันหุ้น-บล.กรุงศรี ได้ออกบทวิเคราะห์ในหุ้นเครื่องดื่มชูกำลัง 2 บริษัท ได้แก่หุ้นบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP และหุ้นบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG โดยมองถึงผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น พร้อมประเมินปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ และราคาเป้าหมาย รวมถึงคำแนะนำการลงทุน
ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ได้ปรับลดราคาเป้าหมายในหุ้น OSP ลง 2.2% เหลือ 35.70 บาท จากการปรับลดประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักในปี 2567 ลง 2.8% และในปี 2568 ลง 2.7% เพื่อสะท้อนถึงการขึ้นราคาน้ำตาล ซึ่งฝ่ายวิจัยได้ประเมินว่าต้นทุนน้ำตาลคิดเป็น 5% ของ COGS และการขึ้นราคา 10.5% ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567 จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง ในปี 2567 (เป็น 34.7%) และในปี 2568 (เป็น 35%) ถึงแม้จะมีการขึ้นราคา แต่เชื่อว่ายอดขายที่คราดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.5% ในปี 2567 และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง จะช่วยหนุนให้กำไรจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น 3% ในปี 2567
ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ระบุว่าผู้บริหาร OSP จะเน้นไปที่ตัวจักรขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ อย่างเช่นเครื่องดื่ม functional drink ใหม่ ๆ ที่อาจจะมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าเครื่องดื่ม energy drink ที่อิ่มตัวแล้ว นอกจากนี้บริษัทจะเน้นเพิ่มยอดขายเครื่องดื่ม functional เดิม (อย่างเช่น Peptein) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ทั้งเครือ สำหรับในระยะยาว บริษัทจะทำดีล M&A เพื่อเสริมการเติบโตของรายได้ โดยฝ่ายวิจัยเชื่อว่าสัดส่วน net D/E ที่ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 0.1 เท่าในปี 2566 จะทำให้บริษัทสามารถเข้าไปซื้อกิจการอื่นได้
กลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำซื้อหุ้น OSP ซึ่งเป็นหุ้นที่ชอบในแง่ของพอร์ตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการกระจายตัวดี และสถานะความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ มองว่าความเสี่ยงหลักอยู่ที่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับกำไรจากธุรกิจหลัก
**หุ้น CBG
ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ได้ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น CBG ลง 4.8% เหลือ 93.60 บาท เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบจากการขึ้นราคาน้ำตาล ซึ่งทำให้ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักปี 2567 ลง 5% และปี 2568 ลง 4.5% มองว่า CBG เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากเป็นอันดับสองจากการขึ้นราคาน้ำตาล รองจาก SAPPE อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงมองบวกกับ upside จากธุรกิจเบียร์ ซึ่งคาดว่ากำไรจะคิดเป็น 15.2% ของกำไรจากธุรกิจหลักในปี 2567
โดยผู้บริหารของ CBG มองว่าธุรกิจเบียร์ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัท น่าจะทำกำไรให้ประมาณ 1 พันล้านบาทในปี 2567 โดยคราวๆ จะมาจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ 600 ล้านบาท และธุรกิจการจัดจำหน่าย 400 ล้านบาท นอกจากนี้ เบียร์คาราบาวจะยังช่วยจ่ายค่าสปอนเซอร์ English Football League (EFL) ครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ CBG ประหยัดเงินไปได้ปีละ 120 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น เบียร์คาราบาวยังจะจ่ายค่า royalty fee ราว 50-60 ล้านให้กับ CBG ในการใช้แบรนด์คาราบาว
ทั้งนี้ ในประมาณการกำไรปี 2567 ของฝ่ายวิจัยใส่กำไรไว้ประมาณครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่บริษัทจะทำได้จากธุรกิจเบียร์ หรือคิดเป็นเพียง 464 ล้านบาท เพราะฝ่ายวิจัยอยากรอติดตามความสำเร็จของธุรกิจเบียร์ก่อน ซึ่งหากบริษัทสามารถทำกำไรจากธุรกิจเบียร์ได้เต็มศักยภาพ (928 ล้านบาท) ก็จะทำให้ราคาเป้าหมายของเรามี upside อีก 14% (เป็น 112 บาท)
ฝ่ายวิจัยพบว่าส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 22.7% ในเดือน ต.ค. 2566 จาก 21.1% ในเดือน มิ.ย. 2566 เพราะบริษัทเป็นผู้เล่นรายเดียวที่ยังคงยืนราคาขายเอาไว้ที่ 10 บาทต่อขวด โดยคาดว่าบริษัทน่าจะยังคงได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอีกพอสมควรหลังจากที่ผู้เล่นรายอื่นๆ หันไปเน้นที่อัตรากำไรมากกว่าเพิ่มส่วนแบ่งตลาด
ฝ่ายวิจัยยังแนะนำซื้อ หุ้น CBG เพราะชอบในแง่ของผลกำไรที่พลิกฟื้นจากต้นทุนที่ลดลง เช่น อลูมิเนียม และยอดขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยความเสี่ยงหลักอยู่ที่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับกำไรของบริษัท
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ที่นี่
FACEBOOK คลิก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
YOUTUBE คลิก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA
Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_
LINE@ คลิก https://lin.ee/uFms4n5
TELEGRAM คลิก https://t.me/thunhoon_news
Twitter คลิก https://twitter.com/thunhoon1