ทุ่ม6.5หมื่นล้าน อุ้มข้าว ลุ้นดึงราคา-ชาวนาเฮ
ทุ่ม6.5หมื่นล้านอุ้มข้าว
ลุ้นดึงราคา-ชาวนาเฮ
การแทรกแซงราคาข้าว ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลเศรษฐา 1 กำลังเข้าโค้งแรก หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทยอยเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 2566/67
ประกอบด้วย 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2566/67 แยกเป็น 2 มาตรการ คือ เห็นชอบราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 25% จะให้สินเชื่อตันละ 12,000 บาท และให้ค่าเก็บรักษาคุณภาพ ระยะเวลา 5 เดือน ตันละ 1,500 บาท และเกษตรกรได้ชดเชยดอกเบี้ยทั้งหมด
หากเกษตรกรเก็บรักษาผลผลิตด้วยตัวเอง (เก็บยุ้งฉางของชาวนา) จะได้เงินสินเชื่อรวมค่าฝากเก็บ 13,500 บาทต่อตัน หากเกษตรกรไม่มีที่เก็บ (ยุ้งฉางต้องไปฝากสถาบันเกษตรหรือสหกรณ์ช่วยเก็บ) ค่าเก็บรักษาคุณภาพ 1,500 บาท แบ่งเป็นสหกรณ์ได้ 1,000 บาท เกษตรกรได้ 500 บาท โดยมีเป้าหมายดูดซับข้าวเปลือกประมาณ 3 ล้านตัน
2.โครงการสินเชื่อสถาบันการเกษตรหรือสหกรณ์ เข้าไปแทรกแซงตลาดหรือรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 12,000 บาท โดยรัฐช่วยเหลือดอกเบี้ยสินเชื่อให้สหกรณ์ 3.85% และสหกรณ์แบกรับภาระ 1% จากอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เก็บ 4.85% เป้าหมายดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน ทั้ง 2 โครงการเริ่ม 1 ตุลาคม 2566 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567
3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับสหกรณ์และโรงสีที่รับซื้อข้าวและเก็บสต๊อก เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยมีเป้าหมาย 4 ล้านตัน ซึ่งโรงสีได้ขอให้ชดเชยดอกเบี้ย 4% จากที่จ่ายดอกเบี้ย 7-8%
4.การสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ให้สิทธิครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งมีเกษตรกรประมาณ 4.68 ล้านครัวเรือนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะเวลาโครงการเริ่ม 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 โดย ธ.ก.ส.ขอรับจัดสรรงบรายจ่ายประจำปี
เบื้องต้นทั้ง 4 โครงการ จะใช้วงเงินรวมกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท เป้าหมายชะลอข้าวออกตลาดพร้อมกัน 8 ล้านตันภายใน 1-2 เดือน เป็นทยอยออก 5-10 เดือนแทน โดยจำนวนเงินทั้งหมดจะเป็นเงินให้ขาดกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ที่รัฐช่วยปัจจัยการผลิต ชดเชยต้นทุนเงิน ธ.ก.ส. และค่าบริหารจัดการ
นอกจากกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 1.2 หมื่นบาทแล้ว มติ ครม.ยังกำหนดราคารับซื้อข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 10,500 บาท ข้าวหอมปทุม ตันละ 1 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเจ้า 9 พันบาท และข้าวเปลือกเหนียว 1 หมื่นบาท
ทั้งนี้ ประเมินผลผลิตข้าวเปลือกปีการผลิต 2566/67 ไว้ที่ 32 ล้านตันข้าวเปลือก แยกเป็นข้าวเปลือกนาปี 25.57 ล้านตัน ลดลง6% จากฤดูกาลครั้งก่อน และข้าวเปลือกนาปรัง 6.78 ล้านตัน ลดลง 12%
ขณะที่ราคาข้าวส่วนใหญ่อยู่ในราคาทรงตัวสูง แม้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 10% เนื่องจากรอดูความชัดเจนของนโยบายแทรกแซงที่รัฐบาลจะทยอยประกาศออกมา ดังนั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ อยู่ที่ 15,400 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 12,800 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 11,550 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียว 13,800 บาทต่อตัน
ถึงวันนี้ วงการข้าวต่างมีความเห็นอย่างไร?
หากถามชาวนา “ปราโมทย์ เจริญศิลป์” นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ระบุว่า มาตรการที่ออกมา ชาวนาพอใจ เพราะเป็นสิ่งที่ชาวนาได้นำเสนอ และดีใจที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับไปขับเคลื่อน
ฟากฝั่งผู้ส่งออก “เจริญ เหล่าธรรมทัศน์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้ความเห็นถึงมาตรการแทรกแซงราคาข้าวที่รัฐบาลประกาศออกมา ว่า ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพียงแต่ไม่มีคำว่าประกัน และจำนำ แต่นโยบายอื่นๆ เช่น รวบรวมข้าวเปลือก จำนำยุ้งฉาง ชดเชยดอกเบี้ยบางส่วนให้โรงสีเก็บข้าวเปลือก เป็นมาตรการที่เคยทำมาแล้วทั้งสิ้น แต่ปีนี้เน้นบทบาทของสหกรณ์ในการรวบรวมข้าวเปลือก จึงต้องติดตามผลการดำเนินงาน เพราะยังไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงต้องพิสูจน์ความสามารถของแต่ละสหกรณ์ด้วย
ประเด็นนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า แม้กำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิตัดสด ไว้ที่ตันละ 12,000 บาท ที่ความชื้น 25% ใกล้เคียงกับราคาตลาด และเชื่อว่าผู้ซื้อและเก็บไว้ขายจะได้ราคาขายที่ดี จากข้อมูลอาจได้ถึง 14,000-15,000 บาทต่อตัน และมีสหกรณ์สนใจเข้าโครงการแล้วกว่า 480 แห่ง
ขณะที่ผู้ประกอบการโรงสี แสดงความห่วงในหลายประเด็น คือ การตั้งราคารับซื้อข้าวเปลือกแบบตัดสด อย่างหอมมะลิตันละ 12,000 บาท ความชื้นไม่เกิน 25% แต่ขณะนี้ข้าวหอมมะลิตัดสดมีความชื้น 28-30% ราคาได้จริงจะต่ำกว่า 10,100 บาท
ส่วนมาตรการแทรกแซง หากเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวเอง เก็บเกี่ยวเอง และมียุ้งฉางเก็บเอง ไม่มีภาระหนี้สินจนต้องเร่งขาย ก็ถือว่าได้ประโยชน์ เพราะเมื่อเกี่ยวข้าวและจัดเก็บในยุ้งฉาง ที่ขึ้นบัญชีเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อเข้ากู้และมีบัญชีกับ ธ.ก.ส.ก็จะได้รับเงินทันที 13,500 บาท
หากเก็บไว้ 5 เดือนก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยที่ ธ.ก.ส.คิด 4.85% เทียบกับราคาประกันรายได้ปีก่อนอยู่ที่ตันละ 11,000 บาท และดอกเบี้ย 4% ถือว่าชาวนาได้ราคาข้าวเพิ่มจากปีก่อน 1,000 บาทต่อตัน และได้ค่าเก็บอีก 1,500 บาท หรือหากไม่มียุ้งฉางแต่ฝากไว้ที่สหกรณ์หรือสถาบันการเกษตร ก็ยังได้ 500 บาท
วิธีการนั้นก็เสมือนชาวนาจำนำข้าวไว้กับ ธ.ก.ส. แต่มีหลักประกันจากภาครัฐที่ออกมาตรการแทรกแซงช่วยเหลือดอกเบี้ยจูงใจสหกรณ์และโรงสีเข้าแย่งซื้อ กำหนดราคารับซื้อเหมือนกับประกันรายได้ เพื่อลดการแย่งนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวพร้อมกันออกสู่ตลาดทันที อย่างช่วงนี้ข้าวนาปีฤดูการผลิตใหม่ 2566/67 เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว 10%
ทั้งนี้ ข้าวพร้อมเก็บเกี่ยวจะมากสุดในช่วงวันที่ 15-30 พฤศจิกายนนี้ ถือว่าปริมาณออกสู่ตลาดพีคสุดของข้าวเปลือกหอมมะลิ มาตรการที่รัฐออกมาจะออกหัวหรือออกก้อยก็ช่วงนี้ หากชาวนาพอใจมาตรการจูงใจของรัฐ ตัดแล้วเก็บและทยอยขายจนถึงเข้าฤดูการผลิตปี 2567/68 และไถ่ถอนข้าวออกขายเมื่อราคาข้าวสูงขึ้น ก็จะบรรลุเป้าหมายที่รัฐต้องการชะลอการขาย เพื่อลดผลผลิตล้นตลาดที่ทำให้ราคาตกต่ำได้
แต่ถ้าเป็นตรงกันข้าม หากเกิดเหตุการณ์ภายนอกกระทบส่งออกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวลดลง อย่างข้าวหอมมะลิที่ส่งออก 40% ของผลผลิตรวม เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนก็จะไม่มีใครไถ่ถอน รัฐโดย ธ.ก.ส.ก็ต้องหาทางระบาย รัฐก็ต้องแบกรับภาระจ่ายชดเชยเพื่อลดภาระ ธ.ก.ส.หรือไม่
“อย่างไรก็ตาม หากมองโดยภาพรวม วิธีการที่รัฐออกมานั้นถือว่าถูกทาง เพราะมุ่งไปดูแลเกษตรกรโดยตรง เพราะเมื่อปลูกข้าวเอง เกี่ยวเอง เก็บในยุ้งฉางของตน เหมือนเป็นสินทรัพย์ของตนเอง ก็จะดูแลคุณภาพข้าวอย่างดี คนซื้อมั่นใจเรื่องคุณภาพ และไม่มีการปลอมปน แต่หากปลูกและเกี่ยวส่งพ่อค้า ก็ห่วงเรื่องคุณภาพ ในระยะยาวอำนาจต่อรองในตลาดเสรีก็จะไปที่ชาวนา แต่ผู้ส่งออกอาจเจอปัญหาเรื่องต้นทุนและการรับคำสั่งซื้อใหม่ๆ เพราะอาจเกิดความผันผวนของราคาข้าวขาขึ้น กำไรจะหดตัวลง” ผู้ประกอบการโรงสีระบุ
ด้านอุตสาหกรรมค้าข้าวมองว่า แทรกแซงชะลอการขายข้าว จะดีกว่าการจำนำ และประกันรายได้ เพราะทุ่มเงินมหาศาลเป็นแสนๆ ล้านบาท ในการอุ้มราคาข้าว
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการแทรกแซงราคาข้าว จะลุล่วงไปด้วยดีนั้น วงการข้าวยังห่วงใน 2 เรื่อง คือ วงเงินหมุนเวียนในการดูดซับข้าวในตลาดและเก็บเป็นสต๊อกเพื่อทยอยขายนั้น จะมีเพียงพอแค่ไหน
เมื่อกลุ่มโรงสียังไม่ได้คำตอบถึงหลักเกณฑ์พิจารณาให้กู้เงินกับโรงสีหรือพ่อค้าข้าว และการส่งออกข้าวปี 2567 จะยังเป็นขาขึ้นอย่างปี 2566 ที่ยังรักษาตัวเลขไว้เกิน 7 ล้านตันหรือไม่…และราคาข้าวเปลือกจะสูงเป็นที่พอใจของชาวนาแค่ไหน
คำตอบรออยู่ข้างหน้า