โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCGD ผู้นำตกแต่งพื้นผิว-สุขภัณฑ์ในอาเซียน ปรับโครงสร้างต่อยอดดันมาร์จิ้นพุ่ง...

ทันหุ้น

อัพเดต 14 พ.ย. 2566 เวลา 02.59 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2566 เวลา 02.59 น.

“SCGD เป็นผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในอาเซียน โดยปี 2564 มีส่วนแบ่งตลาดกระเบื้องเซรามิกอันดับ 1 ใน ประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ 33.0% 26.4% และ 16.8% ตามลำาดับ และส่วนแบ่งตลาดสุขภัณฑ์ อันดับ 1 ใน ประเทศไทย 32.8% ประกอบกับยังมีแบรนด์สินค้า แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับทั่วภูมิภาค ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม”

#SCGD #ทันหุ้น- SCGD พลิกโฉมครั้งใหญ่! ปรับโครงสร้างสว็อบหุ้น และนำหุ้น SCGD เข้าตลาดหลักทรัพย์แทน COTTO พร้อมเดินหน้าขายไอพีโอ 439.1 ล้านหุ้น หวังปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่ม Synergy และระดมทุนอัพแกร่ง คาดเข้าเทรด SET ปลายปีนี้ แถมสบช่องรุกหนักสยายปีกตลาดสุขภัณฑ์ในอาเซียนเต็มสูบ อัพฐานดันมาร์จิ้นพุ่ง ทว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไรคงต้องให้ “นำพล มลิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ ฉายภาพให้รับรู้

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เป็นแกนหลักของกลุ่ม บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ในการดำเนินธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ (Decor Surfaces & Bathroom) ผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีประสบการณ์ ดำเนินงานมาแล้วกว่า 40 ปี ปัจจุบัน SCGD เราเป็นผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ที่มีฐานผลิตกระเบื้องปูพื้น บุผนัง ในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และฐานผลิตสุขภัณฑ์ในประเทศไทย รวมถึงมีช่องทางจัดจําหน่ายที่หลากหลาย ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกรูปแบบทั่วภูมิภาคอาเซียน

เปิดพอร์ต SCGD

SCGD มีธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจตกแต่งพื้นผิว เป็นสัดส่วนรายได้หลักประมาณ 80% ได้แก่ กระเบื้องปูพื้น บุผนัง ผลิตภัณฑ์กระเบื้องไวนิล SPC (Stone Plastic Composite) และกระเบื้อง ไวนิล LVT (Luxury Vinyl Tile) ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดที่อยู่อาศัยและอาคารเชิงพาณิชย์ เนื่องจากติดตั้งง่าย และมีลวดลายธรรมชาติเสมือนจริง รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น กาวซีเมนต์ กาวยาแนว เป็นต้น และ 2) ธุรกิจสุขภัณฑ์ ได้แก่ สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ห้องน้ำ คิดเป็นสัดส่วนรายได้เกือบ 20% และมีอัตรากําไรที่ดี

อย่างไรก็ดี เดิมก่อนที่ SCGD จะดำเนินการปรับโครงสร้างเพื่อรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้บริษัท SCC มีบริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ดำเนินธุรกิจกระเบื้องเซรามิกและโฟกัสอยู่แค่ในประเทศไทย และกลุ่ม CLM เป็นหลัก แต่เมื่อรวมกลุ่มกันอยู่ภายใต้ SCGD ซึ่งจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนCOTTO นั้น ทำให้มีธุรกิจสุขภัณฑ์เพิ่มขึ้น และมีพื้นที่ตลาดใหญ่ขึ้น หากเทียบจำนวนประชากรของไทยที่มี 70 ล้านคน กับประชากรในอาเซียนที่มี 560 ล้านคน เท่ากับ เราจะสามารถขยายตลาดออกไปได้มากถึง 8 เท่า โดยปี 2564 มีมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์รวมกันกว่า 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ180,000 ล้านบาท) และคาดว่าในปี 2565-2569 ภาพรวมอุตสาหกรรมกระเบื้องเซรามิกและสุขภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซียจะมีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะสูงกว่าอัตราการเติบโตในประเทศไทย โดยมีปัจจัยจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมืองและที่อยู่อาศัย (อ้างอิงจาก Euromonitor)

จุดแข็ง

SCGD เป็นผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในอาเซียน โดยปี2564 มีส่วนแบ่งตลาดกระเบื้องเซรามิกอันดับ 1 ในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ 33.0% 26.4% และ 16.8% ตามลำดับ และส่วนแบ่งตลาดสุขภัณฑ์ อันดับ 1 ใน ประเทศไทย 32.8% ประกอบกับยังมีแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับทั่วภูมิภาค ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มและหลากหลายผลิตภัณฑ์และมีทีม R&D จำนวนกว่า 250 คนที่เชี่ยวชาญการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าสูง (HVA)

นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และความหลากหลาย ซึ่งเป็นผลจากการมีกระบวนการผลิตที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านการนำกระบวนการผลิตกึ่งอัตโนมัติเข้ามาปรับใช้ เช่น ระบบลำเลียง Storage Car แบบอัตโนมัติ, เครื่องวัดเฉดสีกระเบื้อง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในโรงงานสุขภัณฑ์COTTO ซึ่งช่วยในการบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีช่องทางการจําหน่ายที่ครอบคลุมในภูมิภาคและมีร้านค้าปลีกของตนเอง ตลอดจนยังมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในแง่ความคืบหน้าการเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนนั้นปัจจุบันทางสำนักงานคณะกรรมการกับกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติให้ SCGD เสนอขายหุ้น และแบบแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) มีผลใช้บังคับแล้ว

พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมปรับโครงสร้างโดยการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ COTTO ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2566 ที่ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น และชำระค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุน SCGD ที่ช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นเท่ากับ IPO ที่ 11.20 – 15.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นเบื้องต้นจำนวน 4.6667 – 6.2500 หุ้น COTTO ต่อ 1 หุ้น SCGD (กรณีที่มีเศษหุ้นจะปัดทิ้งทั้งหมด) ภายหลังการปรับโครงสร้างและการ IPO หุ้น COTTO จะถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้น COTTO ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว กลายเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGD ซึ่งจะเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แทน โดยทาง SCGD จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนรวมจำนวนไม่เกิน 439,100,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 26.61 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อรองรับการแลกหุ้นกับ COTTO และเพื่อเสนอขาย IPO โดยคาดว่าน่าจะสามารถเปิดจองซื้อและเข้าทำการซื้อขายใน SET ได้ปลายปี 2566

ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนผ่านการเสนอขาย IPO ครั้งนี้ ทาง SCGD นั้นจะนำไปใช้ขยายธุรกิจ ทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ชำระคืนเงินกู้ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ การปรับโครงสร้างเงินทุน รวมถึงการควบรวมกิจการหากมีโอกาสในอนาคต

เป้าหมายอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้นกลยุทธ์การเติบโตของ SCGD จะเน้นการขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงมียอดขายและส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากที่ผ่านมา SCGD ยังไม่ได้ทําการตลาดสุขภัณฑ์ในต่างประเทศมากนัก จึงเป็นกลยุทธ์ที่คาดว่าสามารถสร้างยอดขายจากต่างประเทศให้เพิ่มขึ้นได้มากขึ้น และช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว โดยจะอาศัยจุดแข็งของ SCGD ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำในธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในหลายๆ ประเทศในอาเซียน มาช่วยขยายให้ธุรกิจสุขภัณฑ์เติบโตได้มากขึ้น ประกอบกับมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ใหม่และสินค้านวัตกรรมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เช่น กลุ่มCOTTO Smart Toilet นวัตกรรมตอบโจทย์ด้านสุขภาพและอนามัย พัฒนาสินค้าแบรนด์ Quil เพื่อขยายตลาดพรีเมียมมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจตกแต่งพื้นผิว SCGD ตั้งเป้าที่จะต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะผ่านการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า เช่น ตลาดกลุ่มกระเบื้องไวนิล SPC และกระเบื้องไวนิล LVT สินค้านวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่อาทิ “Hygienic Tile” กระเบื้องยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ได้มากกว่าร้อยละ 90 และมี Silver Nano ปล่อยประจุบวกเพื่อกำจัดเชื้อ “AIR ION” กระเบื้องฟอกอากาศ รวมถึงการผสานความร่วมมือระหว่างฐานการผลิตแต่ละประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น เวียดนามที่ผลิตกระเบื้องเซรามิกในต้นทุนต่ำและมีคุณภาพดี ใช้ฐานการผลิตในไทยเพี่อผลิตสุขภัณฑ์ที่เน้นนวัตกรรม เป็นต้น รวมถึงเพิ่มการซอร์สซิ่งกระเบื้องจากผู้ผลิตภายนอกเป็น 20 ล้านตารางเมตรต่อปีภายในปี 2567 จากปัจจุบัน 12 ล้านตารางเมตรต่อปี และขยายไปยังกลุ่มสุขภัณฑ์และอื่นๆ

อนึ่ง นโยบายการปันผลของทางSCGD จะดำเนินการจ่ายไม่ต่ำกว่าระดับ 30% กำไรสุทธิตามงบการเงินรวม (หลังหักสำรองต่างๆ และหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...