ส่งออกกระบะไทยสะเทือน ออสซี่เข้ม “ก๊าซเรือนกระจก”
ค่ายรถผวาเทรนด์โลกใหม่ แห่ออกกฎคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ล่าสุด “ออสเตรเลีย” ตลาดส่งออกรถกระบะเบอร์ 1 ของไทย มูลค่า 2.3 แสนล้านบาท เตรียมใช้มาตรการ NVES คุมค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดีเดย์ 1 ม.ค. 68 ด้าน ส.อ.ท.ย้ำต้องรักษาตลาดออสเตรเลีย “ลุ้น” โรงงานผลิตรถ EV ตามนโยบาย 30@30 ต้องเริ่มผลิตในปี 2568 ให้ทัน พร้อมประสานรัฐบาลช่วยเจรจา หลัง “นายกฯเศรษฐา” กรุยทางไว้ให้แล้ว แต่ต้องศึกษาให้ดี ลงทุนลดก๊าซเรือนกระจกไปแล้วจะคุ้มค่าในอนาคตหรือไม่
รถยนต์สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 1.3-1.4 ล้านล้านบาทกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากประเทศที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญต่างออก “มาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” เพื่อขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือการปลดปล่อยก๊าซเรือนจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ด้วยการประกาศแผนลดการใช้รถยนต์สันดาป และหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เพิ่มขึ้น
ล่าสุด รัฐบาลออสเตรเลีย ภายใต้การนำของนายแอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ ด้วยการออกกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงการสนับสนุนให้ชาวออสเตรเลียเข้าถึงรถยนต์ที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะยังไม่ได้ยกเลิกการใช้รถยนต์สันดาปเสียทีเดียวก็ตาม
ออสเตรเลียดีเดย์ 1 ม.ค. 68
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศออสเตรเลียได้ประกาศมาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ของออสเตรเลีย หรือ New Vehicle Efficiency Standard : NVES เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568
โดยประกาศฉบับนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลออสเตรเลียตระหนักถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่ามีความสำคัญ ดังนั้น จึงมีการใช้มาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ หรือกฎหมาย NVES ออกมาบังคับใช้
สำหรับรายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ว่า 1) รถยนต์ทั่วไป และรถ SUVs จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 141 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2025 (2568) และไม่เกิน 58 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2029 (2072)
2) รถบรรทุกขนาดเล็ก (รวมถึงรถกระบะและรถตู้) จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 199 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2025 และไม่เกิน 81 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2029
3) ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้จะต้องชำระค่าปรับ “ส่วนเกิน” ของก๊าซเรือนกระจกจำนวน 100 เหรียญออสเตรเลีย/กรัม ทั้งนี้ มาตรการ NVES ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 แต่ผู้ผลิตรถยนต์จะยังไม่ต้องเสียค่าปรับใด ๆ จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2568
ในส่วนของประเทศไทยได้มีการติดตามมาตรการ NVES อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักรถยนต์ไปยังออสเตรเลีย โดยในปี 2566 ตลาดออสเตรเลียถือเป็นตลาดส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของไทย ครองสัดส่วน 16.72% มูลค่า 236,831 ล้านบาท
และล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) 2567 การส่งออกรถยนต์มีมูลค่า 85,926 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.64% ของการส่งออกรถยนต์ทั้งหมดที่มีมูลค่า 460,908 ล้านบาท ดังนั้น การมาตรการดังกล่าวภายใต้กฎหมาย NVES จะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย
สะเทือนรถกระบะไทย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยจะดำเนินการแจ้งข้อห่วงกังวลดังกล่าวกับออสเตรเลีย ทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศที่ออสเตรเลีย ได้มีการแจ้งใช้มาตรการ NVES เพื่อขอเวลาปรับตัวกับผู้ส่งออกจากไทย โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ซึ่งจะเป็นการรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นที่อาจเกิดขึ้นกับไทยดังนี้ 1) มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก “รถกระบะ” เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปยังออสเตรเลีย สัดส่วน 48% ในตลาดออสเตรเลีย หากประสิทธิภาพของรถกระบะที่ผลิตในไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ออสเตรเลียกำหนดไว้ได้
2) แนวโน้มของผู้บริโภคในออสเตรเลียคาดว่าราคารถกระบะที่ออสเตรเลียนำเข้าอาจเพิ่มสูงขึ้น แม้จะยังไม่ผ่านมาตรฐาน NVES ผู้บริโภครถกระบะในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในภาคเกษตรในพื้นที่ส่วนภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้รถกระบะรุ่นเดิมต่อไป ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า EV ที่ผลิตในจีนก็ยังมีราคาสูงมาก และมีสมรรถนะไม่เท่าเทียมกับความต้องการใช้งานของผู้บริโภคในออสเตรเลีย
สถิติการนำเข้ารถกระบะของออสเตรเลีย ปรากฏร้อยละ 48 ที่นำเข้าจากไทยนั้น รุ่นที่นิยมและขายดีที่สุดก็คือ Ford Ranger, Toyota Hilux, Toyota Landcruiser, Isuzu Ute D-Max และ Toyota RAV ปัจุบันประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถกระบะที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
ส.อ.ท.รอลุ้นโรงงาน EV เสร็จทัน
ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและในฐานะโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับทราบถึงแนวทางในการจัดทำมาตรการดังกล่าว และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม แม้ปัจจุบันไทยจะมีการส่งออกรถไฮบริด “ก็มีส่วนช่วย” ก็ตาม
แต่ก็คาดว่าภายในปี 2568 หากโรงงานที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ได้รับการส่งเสริมตามนโยบาย 30@30 โดยรัฐบาลไทย “เริ่มผลิตและสามารถส่งออกได้” ทันตามมาตรการ NVES ก็จะช่วยรักษาตลาดส่งออกออสเตรเลียได้
ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่ไทยส่งออกทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ และในออสเตรเลียไทยถือเป็นผู้ครองตลาดเบอร์สอง รองจากประเทศญี่ปุ่น โดยตลาดออสเตรเลียมีความต้องการใช้รถกระบะภายในประเทศปีละ 1.1-1.2 ล้านคันต่อปี
“ยังดีที่กฎหมาย NVES ใช้ประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงเป็นเกณฑ์ในการจัดทำ ไม่ได้เป็นการห้ามรถยนต์สันดาปภายใน หรือไม่ได้ห้ามแบบปิดประตูไปเลย เพียงแต่ว่าคุณจะทำอย่างไรให้รถที่ผลิตได้มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน โดยการปล่อยมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อย ไฮบริดก็มีส่วนช่วย หรือ EV ซึ่งเราก็หวังว่าไทยที่มีการผลิตรถยนต์ EV พวงมาลัยขวาของบริษัทจีนที่มาลงทุนเสร็จ หากผลิตได้ทันก็จะส่งไปออสเตรเลียได้”
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมองว่า อาจจะมีผลในแง่ของราคา เพราะมาตรการ NVES จะทำให้ต้นทุนการผลิตรถกระบะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคออสเตรเลียได้ สำหรับกระบวนการในการเจรจานั้น ทางภาคเอกชนได้ประสานและส่งเรื่องไปทางรัฐบาล
ในโอกาสที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนประเทศออสเตรเลียก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ได้มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นไปหารือแล้ว หลังจากนี้คงต้องรอติดตามในรายละเอียดว่า ทางออสเตรเลียจะดำเนินการอย่างไร
ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ตลาดส่งออกรถยนต์ส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยก่อนหน้าที่ออสเตรเลียจะประกาศกฎหมายฉบับนี้ ก็มีทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลางบังคับใช้ แต่ใช้เป็นราย ๆ ไป และสหรัฐก็เริ่มใช้กฎหมายนี้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ออสเตรเลียอาจมองว่า
“ตนเองยังดำเนินการเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ช้ากว่าประเทศอื่น จึงได้ออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ในส่วนของไทยตระหนักรู้ว่ามีเทรนด์เรื่องนี้ ทำให้ BOI ต้องออกมาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV และชิ้นส่วนรถยนต์ EV แต่ก็ได้เพียงบางชิ้นส่วนเท่านั้น” นายสุรพงษ์กล่าว
ค่ายรถคิดหนักคุ้มหรือไม่
ด้านนายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนของการศึกษารายละเอียด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับมาตรการ NVES ต่อไป
เช่นเดียวกับแหล่งข่าวระดับบริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์กล่าวย้ำว่า รถยนต์ที่ผลิตจากไทยส่งออกไปยังออสเตรเลียจำเป็นต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ได้ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดใหม่ ซึ่งคาดว่าผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่าง ๆ จะต้องมีการลงทุนเพื่อเตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ปัจจุบันรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยรองรับมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่สูงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทางออสเตรเลียต้องการน่าจะมีระดับความเข้มข้นที่สูงกว่า ซึ่งผู้ประกอบการค่ายรถยนต์จำเป็นจะต้องมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเจรจาเงื่อนไขดังกล่าวผ่านทางรัฐบาลไทย เพื่อดูในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ ให้รอบด้านมากที่สุด
เพราะหากจะส่งรถยนต์เข้าไปทำตลาดตามเงื่อนไขใหม่ ทุกค่ายจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดรับกับมาตรการดังกล่าว “เราต้องมานั่งคุยกันผ่านรัฐบาลไทยว่าจะไปทางไหนได้บ้าง เพราะรถยนต์ในปัจจุบันที่ผลิตอยู่ หากยังไม่รองรับกับข้อกำหนดใหม่ หลายค่ายอาจจะต้องพิจารณาว่าพร้อมจะลงทุนหรือไม่ และต้องมองเรื่องความคุ้มค่าในอนาคตด้วย”
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเพิ่มเติมว่า ในปี 2566 โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเป็นจำนวน 379,044 คัน หรือเพิ่มขึ้น 0.2% จากปี 2565 โดยยอดรวมการผลิตรถยนต์สำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกในปี 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 621,156 คัน หรือลดลง 5.8% จากปี 2565
ส่วนปี 2567 โตโยต้าตั้งเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 358,800 คัน หรือลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ายังต้องเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ตลอดจนภาวะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่ยังคงชะลอตัว
- เนต้า เริ่มผลิต NETA V-II เตรียมส่งมอบคันแรกมิถุนายนนี้
- บุกอาณาจักร VinFast กล้าที่จะแตกต่าง…ไปสู่ความยั่งยืน
- SUBARU แข่งไม่ไหวปิดไลน์ผลิตในไทย พลิกนำเข้าจากญี่ปุ่นทำตลาดแทน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่งออกกระบะไทยสะเทือน ออสซี่เข้ม “ก๊าซเรือนกระจก”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net