โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Apple สุดช้ำ! หุ้นร่วงหนักสุดใน 7 นางฟ้า หลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 25%

PostToday

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 07.29 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2568 เวลา 22.05 น.

ข้อมูลจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต้องสั่นสะเทือนเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% จากผลิตภัณฑ์ของ Apple หากบริษัทยังคงเดินหน้าผลิต iPhone นอกสหรัฐอเมริกา

ส่งผลให้หุ้น Apple ดิ่งลง 3% ในวันเดียว และเป็นการร่วงติดต่อกัน 8 วันทำการ ซึ่งถือเป็นการลดลงที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565

แม้ว่าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาหุ้นจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย 1.7% ก็ตาม

นักวิเคราะห์จำนวนมากยังคงตั้งข้อสงสัยว่ามาตรการภาษีนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

แต่หากเกิดขึ้นจริง Apple จะต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ทั้งการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะกัดกินกำไรและอัตรากำไรของบริษัท

หรือการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการสินค้าลดลงในเวลาที่ Apple กำลังเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอตัวและความท้าทายจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง

Haris Khurshid ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ Karobaar Capital ให้ความเห็นว่า

"ภัยคุกคามนี้อาจมีแรงจูงใจทางการเมือง แต่ตลาดก็ไม่สามารถมองข้ามความเสี่ยงนี้ไปได้"

"วาทศิลป์เรื่องภาษีแบบนี้ แม้จะไม่เกิดขึ้นจริง ก็บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน คุณจะไปบริหารบริษัทมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีระเบิดทางการค้าแขวนอยู่เหนือหัวได้อย่างไร"

ปัจจุบัน Apple เป็นหุ้นที่มีผลงานแย่ที่สุดในกลุ่ม Magnificent Seven (7 หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หรือ 7 หุ้นนางฟ้า) ในปีนี้

โดยราคาหุ้นลดลงถึง 21% ในปี 2568 สวนทางกับการปรับตัวขึ้น 1% ของดัชนี Nasdaq 100 อย่างสิ้นเชิง

หุ้นได้หลุดแนวรับสำคัญหลายจุด แม้จะยังไม่ถึงจุดที่บ่งชี้ว่ามีการขายมากเกินไปตามดัชนี RSI 14 วัน ขณะที่ดัชนี CBOE Apple VIX ซึ่งใช้วัดความผันผวนของราคาหุ้นในอนาคต ก็พุ่งขึ้นกว่า 30% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย? การเมืองป่วนตลาดหุ้น Apple

ในอดีต หุ้น Apple เคยเผชิญกับความผันผวนจากประเด็นทางการเมืองและภาษีมาแล้ว

แต่การร่วงลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้นรุนแรงน้อยกว่าตอนที่ทรัมป์ประกาศเรื่องภาษีครั้งแรกในเดือนเมษายน

ซึ่งตอนนั้นหุ้น Apple เจอกับความผันผวนอย่างหนัก รวมถึงการลดลงสี่วันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์เองก็เคยผ่อนปรนมาตรการภาษีที่รุนแรงหลายอย่าง

โดยเฉพาะการยกเว้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำคัญๆ อย่างสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ออกจากมาตรการภาษีตอบโต้

ขณะที่สหรัฐฯ และจีนก็เคยตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าของกันและกันเป็นการชั่วคราว

Matt Stucky ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนหุ้นของ Northwestern Mutual Wealth Management กล่าวว่า

"นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะประหลาดใจถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง" เขายังเสริมว่า หากนักลงทุนเชื่อว่าอัตราภาษี 25% จะถูกบังคับใช้จริง นักลงทุนน่าจะเทขายหุ้นลงไปมากกว่านี้อีก

สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของทรัมป์เองก็เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว เมื่อวันศุกร์ หลังจากที่เขาโจมตี Apple ผ่านโซเชียลมีเดียได้ไม่กี่ชั่วโมง เขาก็กลับลำมาบอกว่าภาษี 25% จะใช้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่ผลิตในต่างประเทศ

ซึ่งนักวิเคราะห์อย่าง Samik Chatterjee จาก JPMorgan กลับมองว่านี่อาจเป็นผลดีต่อ Apple เพราะหากคู่แข่งทุกรายในอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับอุปสรรคเดียวกัน

"อำนาจในการกำหนดราคาของ Apple ทั้งกับผู้บริโภคและซัพพลายเออร์จะทำให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แทนที่จะเสียเปรียบ"

Apple กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

แม้จะมีข้อดี แต่สถานการณ์นี้ก็ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับ Apple เพราะมีทางเลือกน้อยที่จะทำให้ทรัมป์พอใจ

แนวคิดที่จะผลิต iPhone ในประเทศทั้งหมดนั้นเป็นเหมือน "นิทานที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง" ตามความเห็นของ Daniel Ives นักวิเคราะห์จาก Wedbush

เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานของ Apple นั้นซับซ้อนมาก ตั้งแต่วัตถุดิบ การประกอบ แรงงาน และเครื่องจักร

Bloomberg Intelligence ประมาณการว่าต้องใช้เวลาหลายไตรมาสในการย้ายฐานการประกอบ iPhone มายังสหรัฐฯ

และเมื่อเดือนที่แล้ว Bank of America ก็คำนวณว่า ต้นทุน iPhone อาจเพิ่มขึ้นถึง 90% หรือมากกว่านั้น หากผลิตในสหรัฐฯ จริง

มีข่าวลือว่า Apple กำลังพิจารณาปรับขึ้นราคาอยู่แล้ว แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ดูเหมือนว่าเกี่ยวข้องกับภาษี เนื่องจากทรัมป์เองก็เคยโจมตีบริษัทที่ขึ้นราคาเพราะมาตรการภาษีมาแล้ว

Aaron Rakers นักวิเคราะห์จาก Wells Fargo Securities ไม่เชื่อว่ามาตรการภาษีจะเกิดขึ้นจริง แต่กล่าวว่า Apple จะต้องขึ้นราคา 250-300 ดอลลาร์ต่อ iPhone 1 เครื่องเพื่อรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นไว้

ส่วน Daniel Ives จาก Wedbush คาดว่า iPhone อาจมีราคาสูงถึง 3,500 ดอลลาร์ หากผลิตในสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์หลายคนได้ปรับลดประมาณการกำไรของ Apple ลงเนื่องจากความไม่แน่นอนดังกล่าว

โดยประมาณการกำไรสุทธิของ Apple ในปี 2569 โดยเฉลี่ยลดลง 5.1% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณการรายได้ลดลง 3.9% ในช่วงเวลาเดียวกัน

การปรับลดประมาณการนี้จะส่งผลให้ราคาหุ้นดูแพงขึ้น เพราะจะทำให้ตัวหารในอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E ratio) ลดลง

ปัจจุบัน Apple ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 26 เท่าของประมาณการกำไร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี และสูงกว่าคู่แข่งรายใหญ่ที่คาดว่าจะเติบโตเร็วกว่า

การที่ P/E สูงขึ้นแต่การเติบโตช้าลง บ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่ท้าทาย แม้จะยังไม่รวมเรื่องภาษีก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...