โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บลจ.บัวหลวง แนะกลยุทธ์ปรับพอร์ตในภาวะความไม่แน่นอน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 17.20 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2568 เวลา 10.20 น.

บลจ.บัวหลวง แนะกลยุทธ์ลงทุนยืดหยุ่นในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอก คัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง การมองหาโอกาสระยะยาว ชี้โอกาสลงทุนในกองทุน ESGX Series

นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ Managing Director, Head of Fund Management และนายเมธา พีรวุฒิ Senior Vice President, Fund Management Group บลจ.บัวหลวง (BBLAM) มีมุมมองต่อการลงทุนและคำแนะนำการจัดพอร์ตในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีความท้าทายจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ โดยแนะนำกลยุทธ์ลงทุนที่ยืดหยุ่น พร้อมการคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง และการมองหาโอกาสระยะยาว ยังคงเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในช่วงนี้ พร้อมชี้โอกาสการลงทุนในกองทุน ESGX Series

เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่องในรอบ 10 ปี

หากพิจารณาอัตราการเติบโตของ GDP รายไตรมาสย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับค่อนข้างต่ำ และไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (SET EPS) ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนี SET Index เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ Sideways เป็นหลักในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ในบางช่วงที่ผ่านมา กำไรของบริษัทจดทะเบียนสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) และกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนีตลาด จึงมีบทบาทสำคัญใน การขับเคลื่อนตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว

อุปสรรคเชิงโครงสร้างและการขาดการปฏิรูปด้าน Supply-Side

ปัญหาหลักที่จำกัดศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทย คือการขาดความคืบหน้าในการปฏิรูปด้าน Supply-Side เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) การสร้างนวัตกรรมใหม่ และจำนวนสิทธิบัตรใหม่ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานานอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเงิน โดยหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริหารนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง รวมถึงประเทศไทยมีทุนส ารองระหว่างประเทศในระดับสูง คิดเป็นเกือบ 44% ของ GDP ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย

ทำไมกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยไม่เติบโตตามคาด?

  • โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง โดยเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออก, การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการท่องเที่ยวเป็นหลัก เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงส่งผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจในประเทศและการบริโภคภายใน
  • ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากกังวลต่อปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ ส่งผลให้การหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไม่คล่องตัว และกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจส่งผลข้างเคียงทำให้ภาระหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น เสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
  • ผลพวงของดอกเบี้ยต่ำระยะยาว นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ทำให้มูลค่าหุ้นในบางกลุ่มปรับตัวสูงเกินมูลค่าพื้นฐาน (Overvalued) จากความคาดหวังที่สูงเกินจริงของผลประกอบการ และเมื่อกำไรของบริษัทไม่เติบโตตามคาด ความผิดหวังจึงกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้น
  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่อิงกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical) ทั้งนี้ SET Index มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจสูง เช่น พลังงาน ธนาคาร และปิโตรเคมี ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ค่อนข้างมาก

ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก : สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่ากระทบ GDP ราว 1% ทำให้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำเพียง 2% ในปีนี้ (เป็น base case) และกดดันการเติบโตของกำไร SET EPS แม้ว่าการเจรจาในปัจจุบันอาจช่วยผ่อนคลายบรรยากาศในระยะสั้น แต่ในระยะกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง

มุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

บลจ. บัวหลวง คาดว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ตั้งเป้า SET Index สิ้นปี 2568 ที่ประมาณ 1,250–1,300 จุด ความสามารถในการฟื้นตัวของตลาดจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Entertainment Complex หรือการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) เพื่อสร้างแหล่งพลังงานใหม่

กลยุทธ์การปรับพอร์ตในภาวะความไม่แน่นอน

  • แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนเงินสดประมาณ 10% กระจายการลงทุนไปในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Diversification) เลือกหุ้นตาม 4 กลุ่มหลัก
  • หุ้นกระแสเงินสดมั่นคง (Defensive) เลือกบริษัทที่สร้าง Free Cash Flow ได้ดี และมีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่ง
  • หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐหรือ Mega Themes เช่น หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ,หุ้นที่มีการปรับโครงสร้างองค์กรเพิ่มมูลค่าต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว เช่น เพิ่มอัตราเงินปันผลจ่าย (Dividend Payout) ได้อย่างต่อเนื่อง ,หุ้นที่สอดคล้องกับแนวคิด (Theme) ระยะยาว เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)
  • Tactical Play จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง เลือกหุ้นที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
  • หุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Undervalued) ที่มีโอกาสฟื้นตัว เลือกหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ต่ำ และมีโอกาสฟื้นตัวหากเศรษฐกิจฟื้น

กองทุนแนะนำในภาวะตลาดผันผวนสูง (ESGX Series)

  • BMDIV-TESGX - Low Fee ลงทุนหุ้นยั่งยืนไม่เกิน 70% หุ้นปันผลหรือหุ้นที่ราคาเคลื่อนไหวตาม SET Index ในระดับต่ำ สถานะการเงินดี มีสภาพคล่องและเก็บค่าธรรมเนียมต่ำสุดใน 3 กอง
  • BM70-TESGX - ลงทุนหุ้นเติบโต สถานะการเงินแข็งแกร่ง ไม่เกิน 70%
  • BEQD-TESGX - เปิดกว้างในการลงทุนหุ้นยั่งยืนอย่างเต็มที่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ กองทุน - การลงทุน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...