บลจ.บัวหลวง แนะกลยุทธ์ปรับพอร์ตในภาวะความไม่แน่นอน
บลจ.บัวหลวง แนะกลยุทธ์ลงทุนยืดหยุ่นในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอก คัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง การมองหาโอกาสระยะยาว ชี้โอกาสลงทุนในกองทุน ESGX Series
นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ Managing Director, Head of Fund Management และนายเมธา พีรวุฒิ Senior Vice President, Fund Management Group บลจ.บัวหลวง (BBLAM) มีมุมมองต่อการลงทุนและคำแนะนำการจัดพอร์ตในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีความท้าทายจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ โดยแนะนำกลยุทธ์ลงทุนที่ยืดหยุ่น พร้อมการคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง และการมองหาโอกาสระยะยาว ยังคงเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในช่วงนี้ พร้อมชี้โอกาสการลงทุนในกองทุน ESGX Series
เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่องในรอบ 10 ปี
หากพิจารณาอัตราการเติบโตของ GDP รายไตรมาสย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับค่อนข้างต่ำ และไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (SET EPS) ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนี SET Index เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ Sideways เป็นหลักในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ในบางช่วงที่ผ่านมา กำไรของบริษัทจดทะเบียนสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) และกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนักสูงในดัชนีตลาด จึงมีบทบาทสำคัญใน การขับเคลื่อนตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว
อุปสรรคเชิงโครงสร้างและการขาดการปฏิรูปด้าน Supply-Side
ปัญหาหลักที่จำกัดศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทย คือการขาดความคืบหน้าในการปฏิรูปด้าน Supply-Side เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) การสร้างนวัตกรรมใหม่ และจำนวนสิทธิบัตรใหม่ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานานอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเงิน โดยหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริหารนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง รวมถึงประเทศไทยมีทุนส ารองระหว่างประเทศในระดับสูง คิดเป็นเกือบ 44% ของ GDP ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย
ทำไมกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยไม่เติบโตตามคาด?
- โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาปัจจัยภายนอกสูง โดยเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออก, การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการท่องเที่ยวเป็นหลัก เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงส่งผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจในประเทศและการบริโภคภายใน
- ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่ธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากกังวลต่อปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ ส่งผลให้การหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไม่คล่องตัว และกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจส่งผลข้างเคียงทำให้ภาระหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น เสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว
- ผลพวงของดอกเบี้ยต่ำระยะยาว นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ทำให้มูลค่าหุ้นในบางกลุ่มปรับตัวสูงเกินมูลค่าพื้นฐาน (Overvalued) จากความคาดหวังที่สูงเกินจริงของผลประกอบการ และเมื่อกำไรของบริษัทไม่เติบโตตามคาด ความผิดหวังจึงกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้น
- โครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่อิงกับวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical) ทั้งนี้ SET Index มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจสูง เช่น พลังงาน ธนาคาร และปิโตรเคมี ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ค่อนข้างมาก
ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก : สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ
สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่ากระทบ GDP ราว 1% ทำให้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำเพียง 2% ในปีนี้ (เป็น base case) และกดดันการเติบโตของกำไร SET EPS แม้ว่าการเจรจาในปัจจุบันอาจช่วยผ่อนคลายบรรยากาศในระยะสั้น แต่ในระยะกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง
มุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
บลจ. บัวหลวง คาดว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ตั้งเป้า SET Index สิ้นปี 2568 ที่ประมาณ 1,250–1,300 จุด ความสามารถในการฟื้นตัวของตลาดจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Entertainment Complex หรือการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) เพื่อสร้างแหล่งพลังงานใหม่
กลยุทธ์การปรับพอร์ตในภาวะความไม่แน่นอน
- แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนเงินสดประมาณ 10% กระจายการลงทุนไปในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Diversification) เลือกหุ้นตาม 4 กลุ่มหลัก
- หุ้นกระแสเงินสดมั่นคง (Defensive) เลือกบริษัทที่สร้าง Free Cash Flow ได้ดี และมีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่ง
- หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐหรือ Mega Themes เช่น หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ,หุ้นที่มีการปรับโครงสร้างองค์กรเพิ่มมูลค่าต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว เช่น เพิ่มอัตราเงินปันผลจ่าย (Dividend Payout) ได้อย่างต่อเนื่อง ,หุ้นที่สอดคล้องกับแนวคิด (Theme) ระยะยาว เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)
- Tactical Play จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง เลือกหุ้นที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
- หุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่แท้จริง (Undervalued) ที่มีโอกาสฟื้นตัว เลือกหุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ต่ำ และมีโอกาสฟื้นตัวหากเศรษฐกิจฟื้น
กองทุนแนะนำในภาวะตลาดผันผวนสูง (ESGX Series)
- BMDIV-TESGX - Low Fee ลงทุนหุ้นยั่งยืนไม่เกิน 70% หุ้นปันผลหรือหุ้นที่ราคาเคลื่อนไหวตาม SET Index ในระดับต่ำ สถานะการเงินดี มีสภาพคล่องและเก็บค่าธรรมเนียมต่ำสุดใน 3 กอง
- BM70-TESGX - ลงทุนหุ้นเติบโต สถานะการเงินแข็งแกร่ง ไม่เกิน 70%
- BEQD-TESGX - เปิดกว้างในการลงทุนหุ้นยั่งยืนอย่างเต็มที่