โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"มันไม่ใช่กงการอะไรของไทย" ตะวันตกยังไม่หยุดใช้อุยกูร์กดดันไทยเพื่อไปกระแทกจีน

The Better

อัพเดต 21 มี.ค. 2568 เวลา 00.49 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2568 เวลา 09.50 น. • THE BETTER

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ เพราะชาติตะวันตกก็ยังไม่เลิกรากับไทยกรณีอุยกูร์

แม้ว่ารัฐบาลไทยจะส่งคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้สื่อข่าวเดินทางไปให้เห็นกับตาเรื่องสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับไปจีน แล้วพบว่าชีวิตของพวกเขาก็อยู่เย็นเป็นสุขในบ้านเกิดของตัวเอง ไม่ได้เอาไปฆ่าไปแกงเหมือนที่พวกชาติตะวันตกโฆษณาชวนเชื่อ

แต่พวกองค์กรที่เป็นมือเป็นเท้าของชาติตะวันตกก็ยังไม่ยอมเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดาไว้แล้ว เพราะทางนั้น "มีธงไว้ในใจ" เรื่องซินเจียงและอุยกูร์ ต่อให้จีนเชิญไปให้ดูกับตาก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิด

เพราะเรื่องนี้ "ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง" ไม่ได้มีเจตนาที่เมตตากรุณาต่อชาวอุยกูร์จริงๆ

หลังจากรัฐบาลตะวันตกรุมไทยไปแล้วยกหนึ่ง คราวนี้เป็นบทขององค์กรที่สนองตอบนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจตะวันตก คือ Human Rights Watch ซึ่งออกมา "ดิ้น" ในเรื่องที่คณะผู้แทนไทยไปดูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์

ที่ต้องใช้คำว่า "ดิ้น" เพราะองค์กรนี้ใช้คำว่า "ดิ้น" (choreography) กับฝ่ายไทยก่อน เพื่อความแฟร์จึงต้องตอบสนองด้วยถ้อยคำเดียวกัน

เพราะอีเลน เพียร์สัน (Elaine Pearson) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขอ Human Rights Watch บอกว่า “คณะผู้แทนไทยที่เยือนซินเจียงไม่ควรมีส่วนร่วมในการดิ้นไปตามทำนองและการสร้างภาพของรัฐบาลจีน แต่ควรรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์อย่างแท้จริง และ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเริ่มฟื้นฟูชื่อเสียงที่เสียหายเกี่ยวกับสิทธิในการส่งชายอุยกูร์กลับจีนด้วยการยืนกรานว่าต้องเข้าถึงและรายงานต่อสาธารณะเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของชายอุยกูร์ 40 คนอย่างไม่จำกัด”

ผมทราบดีว่า อีเลน เพียร์สัน (ชาวออสเตรเลีย) ทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนมานานหลายปี แต่เธอไม่ยอมเปิดใจจนไม่น่าให้อภัย เพราะไทยเราก็ไปดูให้เห็นกับตาและรายงานกลับมาอย่างเป็นกลางโดยสื่อที่ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง และรัฐบาลก็ไม่ได้จิ้มเลือกสื่อไปด้วยไปโดยเตี๊ยมกันไว้แล้ว

ขนาดนี้แล้วเธอก็ยังงอแงจะโน่นเอานี่อีก เพราะเธอนั้นไม่เชื่อว่าจีนจะจริงใจ และไทยทำงานอย่างบริสุทธิ์ใจ ถ้ามีธงปักที่กลางใจขนาดนี้แล้ว คงไม่ต้องไปอธิบายอะไรกันอีก เพราะพูดไปก็ไร้ประโยชน์

ที่จะมีประโยชน์กว่าคือควรทำความรู้เบื้องลึกของ Human Rights Watch กันดูบ้างว่าจริงแล้ว "ทำงานให้ใคร?"

องค์กรนี้แม้ชื่อจะบอกว่า "ดูแลสิทธิมนุษยชน" แต่ก็มักจะถูกตำหนิว่ามีอคติ ลำเอียง และไม่เป็นธรรม เนื่องจากมักจะสนใจแต่ "ปัญหาสิทธิมนุษยชน" ของบ้านเมืองอื่นๆ แต่ไม่ได้สนใจเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของสหรัฐอเมริกา

เรื่องนี้ปัญญาชนชาวโลกที่มีความเป็นธรรมย่อมทราบดี ดังจะเห็นได้จากจดหมายเปิดผนึกเมื่อปี 2014 ที่วิจารณ์ Human Rights Watch โดยบรรดาผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและอดีตเจ้าหนาที่ระดับสูงของสหประชาชาติ เนื้อของจดหมายเปิดผนึกได้เปิดโปงเบื้องหลังขององค์กรนี้ไว้ว่า

"Human Rights Watch เรียกตัวเองว่า "องค์กรอิสระชั้นนำของโลกที่อุทิศตนเพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง Human Rights Watch กับรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ความเป็นอิสระขององค์กรต้องถูกตั้งคำถาม" จากนั้นก็ยกตัวอย่างพนักงานระดับสูงขององค์กรนี้ที่เคยเกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำกรุงวอชิงตันในขณะนั้น เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดีบิล คลินตัน และนักเขียนคำปราศรัยของแมเดอลีน ออลไบรท์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หรือจะเป็น ซูซาน มานิโลว์ รองประธานคณะกรรมการบริหารที่สนิทสนมกับ บิล คลินตัน และเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานให้กับคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครตหลายสิบงาน

คณะกรรมการที่ปรึกษาของ Human Rights Watch ยังมีอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำโคลอมเบีย และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายละตินอเมริกาของ National Endowment for Democracy (NED) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ มีวิเคราะห์ของสำนักข่าวกรองกลาง (CIA)

เอาแค่คนเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่า Human Rights Watch มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่นับการกระทำที่เหมือนช่วยปกป้องรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น ในจดหมายเปิดผนึกยกตัวอย่าง "เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2013 Human Rights Watch ได้อธิบายอย่างถูกต้องว่าการใช้ขีปนาวุธของซีเรียในสงครามกลางเมืองเป็นสิ่งที่ 'ผิดกฎหมาย' อย่างไรก็ตาม Human Rights Watch นิ่งเฉยต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจนจากการที่สหรัฐฯ ขู่จะโจมตีซีเรียด้วยขีปนาวุธในเดือนสิงหาคม"

ดังนั้น สิ่งที่องค์กรนี้พูดออกมาให้สงสัยเอาไว้ก่อนว่าเป็น "ภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ต่างประเทศสหรัฐฯ"

จึงไม่ต้องแปลกใจที่องค์กรนี่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไทยเข้าไปยุ่งกับเรื่องอุยกูร์ไม่หยุดหย่อนแม้ว่ามันจะไม่ใช่กงการอะไรของประเทศเราแล้วก็ตาม

ลองดูจากแถลงการณ์ว่าองค์กรนี้ไม่รู้จักมารยาททางการเมืองระหว่างประเทศแค่ไหนถึงกล้าใช้คำสั่งกับไทยให้ไปตรวจสอบประเทศจีน ว่า "รัฐบาลไทยควรกดดันทางการจีนให้เปิดเผยที่อยู่ของชาวอุยกูร์ 40 คนที่ถูกส่งตัวกลับจากไทย และให้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติและนักการทูตเข้าถึงข้อมูลเพื่อยืนยันความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ได้อย่างไม่มีอุปสรรค"

ถามว่านี่มันหน้าที่อะไรของไทยอีก ในเมื่อเราต้องแบกรับปัญหานี้มานับสิบปี?

ถ้า Human Rights Watch (หรือรัฐบาลสหรัฐฯ) ต้องการอะไร ทำไมไม่ไป "อ้อนวอน" เอากับทางการจีนเองเล่า? หรือว่าที่จริงแล้วทำไม่ได้ เพราะเล่นไปโจมตีประเทศเขาไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งพนักงานระดับสูงถูกขึ้นบัญชีดำไปแล้ว?

ส่วน เพียร์สัน ก็ยังแสดงความไม่รู้เหนือรู้ใตเรื่องอธิปไตยของชาติต่างๆ อีกโดยเรียกร้องราวกับมีอำนาจบาตรใหญ่วา “รัฐบาลที่เกี่ยวข้องควรกดดันจีนให้อนุญาตให้นักการทูตและสื่อมวลชนเข้าถึงซินเจียงได้โดยเสรี การติดตามดูแลความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ 40 คนนี้ไม่ใช่การดำเนินการเพียงครั้งเดียว แต่จะต้องให้รัฐบาลเหล่านี้ผลักดันการเข้าถึงต่อไป”

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เพียร์สัน มีวิธีคิดเหมือนกับพวก 'นักเลงการเมืองโลก' ซึ่งสหรัฐฯ และชาติตะวันตกมักจะแสดงออกแบบนี้อยู่บ่อยๆ นั่นคือต้องแทรกแซงให้ได้และต้องกดดันเท่านั้น ซึ่งถามจริงๆ ว่าประเทศที่มีสติปัญญาปกติประเทศไหนเขาจะยอมให้ทำแบบนั้น?

แบบนี้เขาเรียกว่า 'ละเมิดอธิปไตย' ซึ่งอาจนำมาซึ่งผลที่เลวร้ายกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียอีก เช่น การตัดสัมพันธ์ทางการทูตจนกระทบต่อชีวิตประชาชนสองชาติอย่างร้ายแรง หรือแม้กระทั่งอาจนำไปสู่สงคราม

คนที่ทำงานองค์กรระหว่างประเทศจะคิดเรื่องนี้ไม่ออกเลยหรือ? หรือเพราะมี Mindset แบบรัฐอันธพาลจึงคิดแบบอื่นไม่ได้?

ผมเขียนมาถึงขนาดนี้แล้ว หลายคนอาจจะด่าว่า "เป็นพวกคัดค้านสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า?" ตอบว่า "ตรงกันข้าม เพราะผมห่วงใยสิทธิมนุษยชนจึงไม่อาจปล่อยปละละเลยการกระทำที่มีเจตนาซ่อนเร้นเอาไว้ได้"

อันที่จริงแล้วแล้วการมีอยู่ขององค์กรแบบนี้เป็น "คุณ" ต่อโลกเราไม่น้อยเพราะช่วยสอดส่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน "จริงๆ"

แต่ปรากฏว่าองค์กรพวกนี้มักจะรับใช้การเมืองอยู่เบื้องหลัง ทำให้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่แท้จริงๆแล้ว ยังทำให้หมดความน่าเชื่อถือ ซึ่งนำไปสู่การละเมดสิทธิมนุษยชนจริงๆ จะถูกละเลยเพราะประเทศต่างๆ ระแวงว่าพอองค์กรไหนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา "มันจะต้องมีเจตนาร้ายทางการเมืองแน่ๆ"

ดังนั้น จดหมายเปิดผนึกของปัญญาชนเมื่อหลายปีก่อนต่อ Human Rights Watch จึงแนะนำให้องค์กรนี้เลิกจ้างพวกที่เคยเกี่ยวข้องกับรัฐบาลสหรัฐฯ ซะ จะได้ห่วงใยปัญหาสิทธิมนุษยชนได้อย่างบริสุทธิใจ

และที่สำคัญ องค์กรพวกนี้ควรจะรู้จักมารยาทเอาไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าจะมาสั่งให้ประเทศโน้นประเทศนี้ทำตามที่ตัวเองบอกตามใจชอบ นอกจากจะทำให้ประเทศที่ถูกเอ่ยถึงต้องขัดแย้งกับอีกประเทศหนึ่งแล้ว ความไร้มารยาทแบบนี้ยังทำให้ความพยายาม "ทางการทูต" ในด้านสิทธิมนุษยชนต้องล้มเหลวด้วย

พูดง่ายๆ คือ องค์กรพวกนี้ไม่รู้จักการทูตที่โอภาปราศรัยกัน แต่ทำงานเหมือนเป็น "เจ้าโลก" อยากจะได้ดั่งใจไปเสียหมด ดังนั้น จึงไม่มีใครที่จะยอมฟัง และยังมีส่วนลดทอดความสำคัญของปัญหาสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

ป.ล.
กับข้อกล่าวหาของชาติตะวันตกต่อ 'กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง' นั้นส่วนใหญ่มาจาก 'ฝ่ายต่อต้านจีน' ในตะวันตกทั้งนักการเมืองและสื่อหากไล่รายชื่อดูก็จะราบว่าคุณสมบัติของนักการเมืองและสื่อเหล่านั้นต่างก็น่าสงสัยในความตรงไปตรงมาเหมือนกับ Human Rights Watch

ความไม่ตรงไปตรงมาของสื่อเหล่านี้ที่ชัดที่สุดมักจะใช้คำว่า 'disinformation' กับสื่อที่ให้ข้อมูลโต้งแย้ง และให้วิธีการ name-calling ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็น 'pro-Beijing' (พร้อมด้วยกระบวนการทำให้คำนี้มีนัยด้านลบ) โดยที่ยกตัวเองว่าเป็นพวก 'ประชาธิปไตย' และ 'พิทักษ์สิทธิมนุษยชน'

ยกตัวอย่างเช่น ใครก็ตามที่ท้าทายข้อมูลของ เอเดรียน เซนซ์ (Adrian Zenz) ที่เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาเผยแพร่ข้อมูล 'กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง' ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นเพวก 'โปรจีน' หรือ 'ปฏิบัติการไอโอให้ความเท็จ'

หากจะใช้วิธีตราหน้าโดยไม่แยแสข้อมูลแบบนี้ ฝ่ายตรงข้ามก็ออกมาเปิดโปงได้เช่นกันว่า เอเดรียน เซนซ์ ก็มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ ประการแรกคือเขาเป็นพวกฝ่ายขวาที่มีความลำเอียงในทางการเมืองจากการที่เขาที่สังกัดมูลนิธิ Victims of Communism Memorial (อวค์กรต่อต้านคอมมิวนิสต์) และเป็นพวก Jamestown Foundation ซึ่งเป็นกลุ่มนีโอคอนเซอร์เวทีฟ นายจ้างของ เอเดรียน เซนซ์ กล่าวถึงเขาว่าเป็น “หนึ่งในนักวิชาการชั้นนำของโลกเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่มีต่อทิเบตตะวันตกและเขตปกครองตนเองซินเจียง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเป็นนักคริสต์นิกายหัวรุนแรงขวาจัดที่สอนในสถาบันเทววิทยาแห่งหนึ่ง และเคยกล่าวว่าเขา “เป็นผู้นำในการต่อสู้กับรัฐบาลจีนโดยการชี้นำจากพระเจ้า” การตรวจสอบอย่างละเอียดโดยสื่อฝ่ายซ้าย คือ Grayzone เกี่ยวกับการวิจัยของเขาพบว่าคำกล่าวอ้างของเขาเกี่ยวกับ 'การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ในซินเจียงมีการดัดแปลงเนื้อความ คัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่ตอบสนองกับเป้าหมายของตน มีเนื้อหาแบบโฆษณาชวนเชื่อ และเป็นคำกล่าวที่ไม่สอดคล้องกัน

หากจะเข้าใจ 'กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง' ก็ควรจะเข้าใจต้นเหตุแห่งการปล่อยข้อมูลออกมาเพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้ขึ้นในเรื่องนี้ว่า "เป็นเรื่องการเมือง" ดังนั้นควรที่จะ "เปิดโปงเบื้องหลังการเปิดโปง" ของฝ่ายตะวันตกต่อจีนอย่างละเอียดต่อไป

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Pedro PARDO / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...