มันพาสู่อบายมุขอื่น! เทียบ‘ฝรั่ง’เล่นพนันแสดงอำนาจ‘เงิน’ คนไทยเล่นเพราะ‘ความโลภ’
มันพาสู่อบายมุขอื่น! เทียบ‘ฝรั่ง’เล่นพนันแสดงอำนาจ‘เงิน’ คนไทยเล่นเพราะ‘ความโลภ’
19 กุมภาพันธ์ 2568 พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี หรือ “เสธ.นิด” อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ อดีตนักวิชาการวิทยากร ร.ร.เสนาธิการทหาร ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…
ข้อคิดเกี่ยวกับการพนันอันเป็นอบายมุขตัวร้ายที่สุดเพราะ “มัน” พาสู่อบายมุขตัวอื่นๆ เช่น สุรา นารี การคดโกง ทำร้ายร่างกาย การปล้น การขโมย ชาติไทยมีๆ หยุดๆ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีหลายพระองค์มีพระราชโองการให้ “เลิกเล่นการพนันในราชอาณาจักร”
ฝรั่งเล่นการพนันเพื่อต้องการแสดงความเป็นเศรษฐี จนเป็น “วัฒนธรรม” เพราะ “เป็นชาตินายทุนนิยมล่าเมืองขึ้น”
ทำให้ได้เงินทองมาแบบง่ายๆ ทำให้ฝรั่งมีอุปนิสัยชอบการแข่งขันแย่งชิงมากกว่าชาติใดๆในโลก
หรือได้เงินจากการล่าเมืองขึ้นจึงได้เงินทองมาง่ายดาย หรือค้าขายเอาเปรียบคู่ค้าหรือทำการค้าผูกขาดจึงเหมือนเงินทองได้มาเปล่าๆ ไม่ต้องลงทุนมาก
จึงมีส่วนเกินมากมาย เอามาเล่นการพนันเพื่อความสนุกสนานแสดงอำนาจ “เงิน”
บ่อนการพนันจึงกลายเป็นเวทีแสดงความร่ำรวยและประชาสัมพันธ์ตัวเอง หรือโฆษณาวงศาคณาญาติและฐานะตัวเอง
จึงต้องแต่งตัวหรูหราในอดีต (แต่ปัจจุบันบ่อนส่วนใหญ่แต่งตัวอย่างไรก็ได้ บ่อนจะรับเงินอย่างเดียวจาก “การเล่นเสียของลูกค้า)
คนไทยส่วนใหญ่เล่นการพนันเพราะ “ความโลภ” อย่างเดียว จึงต้อง “เสี่ยงกับโชคลาภ
ผมได้กล่าวเปรียบเทียบระหว่างไทยกับชาติตะวันตก “มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง คนไทยเล่นการพนันเพราะ “ความโลภอย่างเดียวและต้องลงทุนมากมาย”
ในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ การเก็บอาการบ่อนเบี้ยยังมีอยู่ และเก็บได้มากกว่าทุกรัชกาลถึงปีละ ๖๐๐,๐๐๐ บาท เพราะการพนันขยายตัวออกไปเป็นจำนวนมาก แต่พระองค์ก็ทรงยอมสละรายได้ของรัฐจำนวนนี้ เพราะทรงพิจารณาเห็นว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย”
“…การเล่นเบี้ยนั้น เป็นที่ไม่ต้องพระอัธยาศัยมาทุกๆพระเจ้าแผ่นดิน เพราะฉะนั้นควรที่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ผู้ซึ่งมีความนับถือเคารพต่อพระบารมีและพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินสืบๆกันมา
ควรจะคิดตริตรองให้เห็นโทษเห็นคุณตามจริง และงดเว้นการสนุก และการหาประโยชน์ในเรื่องเล่นเบี้ยนี้เสีย จะได้ช่วยกันรับราชการสนองพระเดชพระคุณบำรุงแผ่นดิน เพิกถอนความชั่วในเรื่องเล่นเบี้ยซึ่งอบรมอยู่ในสันดานชนทั้งปวงอันอยู่ในพระราชอาณาเขต เป็นเหตุเหนี่ยวรั้งความเจริญของบ้านเมืองให้เสื่อมสูญไป…”