โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

BKA หุ้นไอพีโอน้องใหม่ ปิดตลาดเช้าพุ่ง 43.33% กำเงินขยายพอร์ตบ้านมือสองแต่งใหม่ ลุยแพลตฟอร์ม Prop Tech หนุนธุรกิจโต

Wealthy Thai

อัพเดต 12 ก.ย 2568 เวลา 16.37 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 05.48 น.

เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เรียบร้อยแล้ว สำหรับบริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BKA ธุรกิจบริการซื้อ-ขายบ้านมือสองตกแต่งใหม่ โดยเปิดการซื้อขายวันแรกที่ระดับ 2.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท หรือ +33.33% ล่าสุดปิดตลาดเช้าที่ระดับ 2.58 บาท เพิ่มขึ้น 0.78 บาท หรือ +43.33% จากราคาไอพีโอที่ 1.80 บาท
ด้านนายพชร ธนวงศ์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความสนใจและวันนี้ดีใจที่หุ้น BKA เปิดตลาดในราคาที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากปัจจัยภายนอกไม่รุนแรงมาก ขณะเดียวกันราคาหุ้นก็อยู่ในระดับราคาที่ไม่แพง มี discount
รวมถึงนักลงทุนน่าจะความเข้าใจธุรกิจของบริษัทมากขึ้น โดยบริษัทไม่ได้เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่เป็นธุรกิจบริการที่เทรดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่เหมาะสมอาจเป็นระดับที่สูงกว่าราคา IPO
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ประมาณ 80% บริษัทจะนำไปขยายพอร์ตให้บริการบ้านแต่ง (Flipping) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบ้านมือสองที่มีศักยภาพการเติบโตจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งมีทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ในระบบจำนวนมาก และเป็นสินค้าบ้านมือสองทำเลดี ราคาคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยเน้นเจาะตลาดในพื้นที่กรุงเทพชั้นในเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นสินค้าบ้านเดี่ยวมือสองตกแต่งใหม่ ระดับราคาตั้งแต่ 5-7 ล้านบาทเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงทางการเงิน ซึ่ง Rejection Rate ในกลุ่มนี้จึงค่อนข้างอยู่ระดับตํ่า จึงมองว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีดีมานด์สูงส่งผลให้บริษัท มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนที่เหลืออีกราว 20% บริษัทจะนำเงินที่ได้ไปเสริมศักยภาพด้านการพัฒนาธุรกิจ Property Technology (Prop Tech) โดยสร้าง Platform ตัวกลางในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการค้นหาข้อมูลให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน และเทคโนโลยีระบบเสมือนจริง (Virtual Reality) มาใช้ในการแนะนำบ้านให้กับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านได้เห็นภาพบ้านเสมือนจริงผ่านระบบออนไลน์ ยิ่งสร้างโอกาสการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
“เงินที่ได้จากจากการระดมทุนเราจะนำไปจะซื้อ NPA เป็นหลัก คาดว่าจะช่วยหนุนให้จำนวนการขายเพิ่มขึ้นราว 70-80 หลังต่อปี สร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โดยเชื่อว่า Business Model แบบ Fipping ยังเติบโตได้ แม้ในภาวะที่กำลังซื้อชะลอตัว แต่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านราคา 5-7 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัทยังมีกำลังซื้ออยู่ ไม่ได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคาร เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดี จึงมองว่ายังมีโอกาาเติบโตได้“
นอกจากนี้ในปี 2568 บริษัทมองว่ายังมีปัจจัยบวกจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองในบ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทจะเน้นกลุ่มนี้เป็นหลัก และภายหลังหมดมาตราการดังกล่าวอาจขยายพอร์ตไปสู่บ้านราคา 10 ล้านบาท ในโซนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโซนที่ราคาบ้านสูงกว่านนทบุรี
อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15-20% ต่อปี โดยในปี 2569 บริษัทคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากบริษัทได้รับเงิน IPO เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 1/68 คาดจะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มดีต่อเนื่องในไตรมาส 2/68 จากความต้องการบ้านแนวราบที่เพิ่มขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...