โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

บรรพชนคน บุรีรัมย์ - คนอีสานมาจากไหน? กินอะไรกันในยุคแรกเริ่ม?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 ก.พ. 2566 เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2566 เวลา 09.36 น.
ปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์

ก่อนที่ บุรีรัมย์ จะได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัด และถูกพัฒนาเป็นเมืองกีฬาและการท่องเที่ยว หากย้อนกลับไปถึงรากเหง้าในอดีตกับคำถามว่าคนบุรีรัมย์มาจากไหน เชื่อว่าเป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัยกันว่าเมื่อหลายพันปีก่อน คนบุรีรัมย์และชาวอีสานมาจากไหน

ข้อมูลจากสุจิตต์ วงษ์เทศ ในหนังสือ“บุรีรัมย์ มาจากไหน?” อธิบายว่า บรรพชน บุรีรัมย์ เป็นพวกเดียวกับบรรพชนคนสุวรรณภูมิ, อีสาน และคนไทย มีอายุราว 5 แสนปีมาแล้ว

ผู้เขียนหนังสืออธิบายว่า “มีคำสมมติเรียกว่า มนุษย์ลำปาง (Lampang Man) เพราะพบหลักฐานบริเวณหน้าปากถ้ำ อ.เกาะคา จ.ลำปาง ต้องนับเป็นบรรพบุรุษคนสุวรรณภูมิและคนไทยด้วย”

สำหรับหลักฐานที่พบนั้นเป็นชิ้นส่วนกะโหลกของโฮโมอีเรคตัส (Homo Erectus) มีอายุราว 5 แสนปีมาแล้ว แม้หลักฐานนี้อาจต้องนำมาเปรียบเทียบกับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความชัดเจนให้มากขึ้น แต่สุจิตต์ เชื่อว่าหลักฐานเหล่านี้ชี้ชวนให้เห็นว่า “บรรพชนคนสุวรรณภูมิและคนไทยร่อนเร่ตามแนวชายขอบเทือกเขาด้านตะวันตกตั้งแต่ยูนนานลงมาถึงพม่า-ไทย ต่อเนื่องไปถึงมาเลเซีย สิงค์โปร์ และพื้นที่ “ซุนดา” ถึงฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตั้งแต่ 5 แสนปีมาแล้ว”

หากย้อนกลับไปมากกว่า 10,000 ปีมาแล้วก็อาศัยอยู่ตามเพิงผาที่บ้านไร่ (ไฮ่) ต.สบป่อง กับถ้ำลอด ต.ถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เลือกตั้งถิ่นฐานตามถ้ำหรือเพิงผา

ลักษณะของบรรพชนในยุคนี้มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายหลักแหล่งไปตามแหล่งทรัพยากร มีเครื่องมือหินกะเทาะ และเครื่องมือที่ทำจากกระดูกสัตว์ ฝังศพในเพิงผาด้านใน โดยหลักฐานทางโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกท่างอตัว

เมื่อมาถึงยุค 5,000 ปีก่อน บรรพชนคนบุรีรัมย์ รวมถึงคนอีสานจึงเริ่มมีหลักแหล่งถาวร ตั้งหมู่บ้านชุมชนกระจายอยู่ตามพื้นที่ทางตอนบนและตอนล่างของเทือกเขาภูพาน มีทั้งจุดอ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น และอ.โนนสูง อ.สูงเนิน และอ.สี่คิ้ว จ.นครราชสีมา

จากข้อมูลของสุจิตต์ ยังระบุว่า คนกลุ่มนี้เริ่มรู้จักปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ ทำภาชนะดินเผา หล่อสัมฤทธิ์เป็นเครื่องมือ และช่วง 5,000-7,000 ปีที่แล้ว คนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิ บรรพชนของคนบุรีรัมย์ และคนอีสานเริ่มปลูกข้าวเหนียว รับประทานข้าวนึ่งเนื่องจากพบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นเปลือกข้าวที่ถ้ำปุงฮุง จ.แม่ฮ่องสอน และที่โนนนกทา ต.บ้านโคก อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยความเปลี่ยนแปลงเรื่องอาหารของคนกลุ่มนี้ จากเดิมก่อนหน้านี้กิน “ของป่า” ที่หาได้ เมื่อรู้จักข้าวป่า และรู้ว่าข้าวป่ากินได้ จึงนำมาปลูกด้วยการหว่านเมล็ดหรือหยอดเมล็ดข้าวลงในรูดิน เมื่อน้ำค้างหรือฝนตกลงมาก็เติบโตไปตามธรรมชาติ

สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้าวพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่คนสุวรรณภูมิได้กินในช่วงแรก ปัจจุบันเรียกกันว่า “ข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่” ซึ่งเติบโตบนที่สูง และ “ข้าวเหนียวเมล็ดป้อม” บนที่ลุ่ม

บรรพชนคนบุรีรัมย์ยังมี “คนภายนอก” ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งจนเป็นชาวบุรีรัมย์และคนอีสาน สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายว่า การเคลื่อนย้ายมาจากทั้งพื้นที่ใกล้และไกล และทั้งทางบกและทางทะเล เมื่อช่วง 3,000 ปีที่แล้ว

ส่วนบรรพชนคนพื้นเมืองดั้งเดิมของอีสาน สุจิตต์ ระบุว่า ไม่มีหลักฐานพอให้ระบุชัดเจนว่าบรรพชนคนอีสานพวกแรกเป็นเผ่าพันธุ์ใด แต่โดยคร่าวๆ ถือเป็นคน 2 พวก คือ พวกบนที่สูงอยู่ในป่าเขาซึ่งชำนาญการถลุงโลหะ และพวกที่ราบในที่ราบลุ่มในหุบเขา ชำนาญทำนาปลูกข้าวในที่ลุ่ม

ทั้งสองพวกติดต่อแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน จนกระทั่งพวกที่อยู่บนที่สูงลงมาอยู่ที่ราบ ทำให้วัฒนธรรมและสังคมเริ่มผสมกลมกลืนกัน มีร่องรอยในนิทานปรัมปราหลายเรื่อง เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มมีคนเรียกกลุ่มคนที่มาจากการผสมผสานนี้ว่า “ชาวสยาม”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุจิตต์ วงษ์เทศ. บุรีรัมย์ มาจากไหน?. กรุงเทพฯ : แม่คำผาง, 2553.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มกราคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...