แก้แล้งท้ายเขื่อน ‘รัชชประภา’ กรมชลฯทุ่ม 2.5 พัน ล. พัฒนาลุ่มน้ำ ‘ตาปี-พุมดวง’
จังหวัดสุราษฎร์ธานีถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เผชิญปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงเป็นประจำ โดยเฉพาะพื้นที่ท้ายเขื่อน “รัชชประภา” ที่ไม่มีระบบการกระจายน้ำ ทำให้เกษตรกรบริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ ได้แก่ ต.เขาพัง ต.พระแสง ต.พรุไทย ไม่สามารถนำน้ำจากเขื่อนไปใช้ประโยชน์ได้
เนื่องจากไม่มีระบบชลประทาน ทำให้ปริมาณน้ำที่ปล่อยออกจากเขื่อนประมาณ 2,000-3,000 ล้านลบ.ม./ปีไหลลงสู่ทะเล จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชน ทั้งด้านอุปโภค การเกษตร การท่องเที่ยว ตลอดจนการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน ทางกรมชลประทานจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบชลประทานบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ และโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำที่อยู่ในแผนพัฒนาเขตพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี ตามแผนงานยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการลุ่มน้ำตาปี ตามแผนงานรายจ่ายระยะปานกลาง (MTEF) มีจำนวน 76 โครงการ รวมวงเงินงบประมาณ 9,809.162 ล้านบาท ได้ข้อสรุปว่า โครงการพัฒนาระบบชลประทานบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา (สถานีสูบน้ำคลองแสงพร้อมระบบส่งน้ำ) ส่วนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง มีความเหมาะสมที่จะนำไปศึกษาและคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปี 2565
หลังจากสร้างเขื่อนรัชชประภามานานกว่า 33 ปี ได้มีการปล่อยน้ำทิ้งไหลลงสู่ทะเลไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 ล้าน ลบ.ม./ปี เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการใช้น้ำและช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทางกรมชลฯจึงได้ทำการศึกษาบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยสร้างฝายทดน้ำในคลองแสงและสถานีสูบน้ำ นอกจากประชาชนมีน้ำใช้ในการทำเกษตร อุปโภคบริโภค ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ทั้งนี้จากการออกแบบระบบส่งน้ำชลประทาน จะมีพื้นที่รับประโยชน์ ได้แก่ ต.เขาพัง ต.พระแสง และต.พรุไทย รวมพื้นที่ทั้งหมด 41,000 ไร่ รวมทั้งสิ้น 2,490 ครัวเรือน ซึ่งจากการพิจารณาสภาพภูมิประเทศของพื้นที่รับประโยชน์เหมาะสมกัระบบส่งน้ำชนิดท่อส่งน้ำรับแรงดัน โดยมีท่อส่งน้ำสายหลัก 2 สาย คือ LMP และ RMP รวมความยาวประมาณ 20.7 กิโลเมตร และท่อส่งน้ำสายรอง 11 สาย รวมความยาวประมาณ 34.8 กิโลเมตร ปัจจุบันพื้นที่รับประโยชน์ส่วนใหญ่ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมีการปลูกสวนผลไม้
“สำหรับโครงการพัฒนาระบบชลประทานบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา จะมีการสร้างอาคารทดน้ำคลองแสง สถานีสูบน้ำคลองแสง และระบบส่งน้ำชลประทาน โดยลักษณะอาคารทดน้ำในคลองแสงเป็นชนิดฝายทดน้ำแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก อยู่บริเวณด้านท้ายเขื่อน ระยะทางตามลำน้ำคลองแสงประมาณ 6.3 กิโลเมตร อยู่ในเขตบ้านหน้าเขา ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน โดยตำแหน่งดังกล่าวมีระยะทางระหว่างตลิ่งซ้าย-ขวา ประมาณ 93 เมตร
ส่วนสถานีสูบน้ำคลองแสง จะอยู่ทางฝั่งซ้ายของลำน้ำเหนืออาคารทดน้ำคลองแสง ประมาณ 280 เมตร ซึ่งทำหน้าที่สูบน้ำจากคลองแสง โดยส่งน้ำเข้าท่อส่งน้ำโดยตรง เพื่อกระจายน้ำสู่พื้นที่รับประโยชน์ด้วยระบบท่อส่งน้ำรับแรงดัน รวมงบประมาณ 2,500 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ปี 2568”
นายเฉลิมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำจากการก่อสร้างอาคารทดน้ำในคลองพุมดวง เป็นรูปแบบฝายทดน้ำแบบบานพับได้พร้อมสะพานคอนกรีต กว้าง 8.00 เมตร ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีสูบน้ำในเขตบ้านหนองเตียน ต.บางงอน เนื่องจากในช่วงฤดูฝนมีน้ำหลากในคลองพุมดวงมีปริมาณมาก ซึ่งฝายทดน้ำแบบบานพับได้จะพับตัวลงขนานกับลำน้ำ ไม่กีดขวางลำน้ำเหมือนกับฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก ทำให้สภาพการไหลยังคงเดิม
นอกจากนี้ จะมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งคลองพุมดวงช่วงตั้งแต่บริเวณที่ตั้งอาคารทดน้ำถึงสถานีสูบน้ำ รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ 1.77 กิโลเมตร ตามข้อเสนอของประชาชน โดยกำหนดรูปแบบเขื่อนป้องกันตลิ่ง เป็นชนิดแบบมีเสาเข็มและแบบลาดเอียง ตามความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและสภาพธรณีวิทยาของตลิ่ง
กรมชลฯคาดว่ามีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ113,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานประมาณ 74,000 ไร่ ครอบคลุมอ.พุนพินและอ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี
นายไพศาล เจริญ ผู้ใหญ่บ้านเขาเทพพิทักษ์ หมู่ 1 ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า เนื่องจากพื้นที่ของหมู่บ้านอยู่ติดท้ายเขื่อน ที่ผ่านมาประชาชนประสบปัญหาภัยแล้งมาโยตลอด ถึงแม้ทางเขื่อนจะมีการปล่อยน้ำลงมา แต่เนื่องจากไม่มีฝายเพื่อกักเก็บน้ำ ทำให้น้ำไหลลงสู่ทะเลทั้งหมด ซึ่งได้มีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในระบบการปล่อยน้ำของเขื่อนรัชชประภาว่า หมู่บ้านเขาเทพพิทักษ์
นอกจากทำการเกษตรแล้วยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หากมีการปล่อยน้ำลงมาโดยไม่มีระบบการจัดการ จะส่งผลอันตรายต่อนักท่องเที่ยว ซึ่งหากมีการสร้างฝายแล้วเสร็จจะส่งผลประโยชน์ต่อเกษตรกรกว่า 500 ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านทั้งการปลูกผลไม้ และเรื่องการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์จากการสร้างฝายทดน้ำ ซึ่งเขาก็ยินยอมเสียสละให้คนพื้นที่ได้รับผลประโยชน์