โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

วิเคราะห์‘กัมพูชา’ทำไมกล้าท้า‘ไทย’สู้ในศาลโลก ห่วงคำพูดฝ่ายการเมืองพลาดเข้าทาง

แนวหน้า

เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

9 มิ.ย. 2568 นายภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Phil Saengkrai” เนื้อหาดังนี้

อาจารย์พวงทองตั้งคำถามว่ากัมพูชามีไม้เด็ดอะไรในทางกฎหมาย ทำไมถึงจะกลับไปศาลโลก

เป็นการตั้งประเด็นที่ตรงเป๊ะ และเป็นคำถามที่ผมคิดมาตลอดสัปดาห์

ลองคิดง่ายๆ ในเชิงยุทธศาสตร์ กัมพูชาท้าไทยไปศาลโลก ถ้าเขาไม่ประเมินแล้วว่ามีโอกาส "ชนะ" อยู่บ้าง เขาก็คงไม่กล้าทำ หากข้อต่อสู้ของไทยน่าจะชนะขาดลอยแน่ๆ ไทยก็แค่ตอบตกลงจะไปศาล ไปเพื่อให้กัมพูชาแพ้แบบขาดลอย ซึ่งก็คงไม่ดีต่อรัฐบาลกัมพูชาหรือให้นายกฮุน มาเน็ต ไม่ใช่แค่ความนิยมจะลด แต่กระแสในประเทศอาจจะตีกลับด้วยซ้ำ

หรือตัวเลขของพื้นที่พิพาทที่กัมพูชาจะไปฟ้องศาลก็ดูเหมือนคิดวางแผนมาอย่างดี คือ 3 ปราสาท บวก พื้นที่ช่องบก ชวนให้คิดว่า กัมพูชาอาจจะประเมินแล้วว่า อย่างน้อยที่สุด เขาน่าจะชนะ 2 ใน 4 หรือ 1 ใน 4 ซึ่งแค่นี้ก็สมประโยชน์แล้ว นำไปสร้างผลทางการเมืองภายในประเทศ สร้างความนิยมต่อได้แล้ว

ผมจึงสันนิษฐานว่ากัมพุชาวางแผนทางกฎหมายมาอย่างดีและยาวนาน อาจจะมีการปรึกษาทนายต่างประเทศที่เชี่ยวชาญการฟ้องคดีในศาลโลกด้วย ซึ่งอาจจะเป็นทีมทนายชุดเดิมที่ให้คำปรึกษาในคดีพระวิหาร มีอาจารย์ชาวฝรั่งเศส ทนายชาวอังกฤษ และทนายชาวอเมริกัน เพราะคุ้นเคยกับหลักฐานดีอยู่แล้ว ผมลองไปค้นข้อมูลพบว่า รัฐมนตรีคนหนึ่งของกัมพูชาในคณะรัฐมนตรีเคยทำปริญญาเอกกฎหมายระหว่างประเทศกับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสในทีม (Sorel) และพบว่า หลังคดีพระวิหาร ได้มีการพระราชทานเครื่องราชฯ ให้ทนายชาวอเมริกัน (Bundy) ซึ่งปัจจุบันอยู่สิงคโปร์ด้วย ซึ่งทั้งสองท่านนี้ มีประสบการณ์ในการฟ้องคดีในศาลระดับระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน

หากจะถามว่ากัมพูชามีไม้เด็ดอะไร คำตอบในวันนี้ ไม่ง่ายเลย เพราะในคดีเกี่ยวกับดินแดนหรือเขตแดนในศาลโลก ปัจจัยชี้ขาดแพ้ชนะมักจะอยู่ที่พยานหลักฐานเป็นสำคัญ แม้จะมีสนธิสัญญาที่ปักปันเขตแดนไว้แล้ว ก็จะต้องตีความ ซึ่งก็ต้องอาศัยพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นการยกร่าง เอกสารต่างๆ ขณะที่ลงนาม เรื่อยมาจนถึงทางปฏิบัติของรัฐภาคีที่เกิดขึ้นหลังจากสนธิสัญญาเริ่มมีผลใช้บังคับ เหล่านี้ต้องนำมาเป็นเครื่องมือตีความทั้งสิ้น เพื่อโน้มน้าวให้ศาลเชื่อว่าการตีความนั้นถูกต้องเหมาะสม ในการตัดสินคดีของศาลโลก ศาลมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบว่าข้อต่อสู้หรือพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์หรือจำเลยมีน้ำหนักมากกว่ากัน และพิจารณาเป็นกรณีๆ ดังนั้น ใครหาหลักฐานได้มากกว่า คุณภาพดีกว่า สามารถเข้าถึงเอกสารโบราณ จดหมายเหตุได้มากกว่า ก็มีโอกาส "ชนะ" คดีมากกว่า

อาจารย์กฎหมายระหว่างประเทศของผม ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลโลก ก็อธิบายไว้แบบนี้ในตำราภาษาญี่ปุ่นปี 2023 (ในภาพ) หากคดีไปสู่ศาลในช่วงนี้ ศาลก็อาจจะใช้แนวทางนี้ในการวินิจฉัย (บทบาทของประธานศาลในกระบวนพิจารณาและการทำคำพิพากษา เดี๋ยวจะเล่าในครั้งหน้า)

ดังนั้น ตราบใดที่กัมพูชายังไม่ยื่นฟ้องจริงๆ เราไม่อาจรู้เลยว่าเขาไปได้หลักฐานเด็ดอะไรมา

แต่สิ่งที่พูดได้แน่ๆ คือ นักการเมืองระดับสูงของไทยอาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการพูดเกี่ยวกับเขตแดนไทยกัมพูชามากยิ่งขึ้น ต้องไม่พูดอะไรในทำนองที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบในทางกฎหมาย เพราะคำพูดต่อสาธารณะก็ดี คำพูดกับทางกัมพูชาโดยตรงก็ดี อาจจะมีผลผูกพันประเทศไทย หรืออาจจะถูกนำไปใช้ต่อได้ ต้องระวังไม่ให้คำพูดเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานเด็ดของฝ่ายกัมพูชา

ขอบคุณเรื่องจาก

https://www.facebook.com/photo?fbid=10165100840204989&set=a.143967509988

043…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...