โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงตำโมจิในช่วงเทศกาลปีใหม่?

conomi

อัพเดต 12 พ.ย. 2567 เวลา 14.24 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2567 เวลา 12.00 น. • conomi.co

หากพูดถึง “ปีใหม่” ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “โมจิ” คนญี่ปุ่นจึงนิยมตำโมจิช่วงเทศกาลปีใหม่ ก่อนจะนำไปประดับบ้านหรือนำมารับประทานกันในครอบครัวเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมคนญี่ปุ่นต้องตำโมจิกันในช่วงปีใหม่ เขาทำไปเพื่ออะไร เป็นขนมอื่นไม่ได้เหรอ แล้วกิจกรรมนี้มีความสำคัญและความเป็นมายังไงบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้เลยค่ะ

“โมจิ” อาหารมงคลในวันปีใหม่

ก่อนจะไปพูดถึงการตำโมจิ ขอเท้าความก่อนว่าทำไม “โมจิ” ถึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของญี่ปุ่น และเป็นอาหารมงคลที่มีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าของญี่ปุ่นมาช้านานตราบจนปัจจุบัน

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงตำโมจิในช่วงเทศกาลปีใหม่?

ในอดีตสมัยที่ชาวญี่ปุ่นยังทำเกษตรกรรมเป็นหลัก พวกเขาเชื่อว่าเทพอุคาโนมิทามะ (稲魂) ซึ่งเป็นเทพแห่งอาหาร การเกษตร และความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงวิญญาณแห่งธัญพืชสถิตอยู่ในข้าวที่ปลูกในนา ชาวญี่ปุ่นจึงให้ความเคารพข้าวในฐานะอาหารศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเสริมสร้างพลังชีวิตให้กับผู้คน และถือว่าอาหารเครื่องดื่มทุกอย่างที่ทำมาจากข้าว เช่น โมจิ หรือสาเก ฯลฯ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่มาของการตำโมจิในช่วงปีใหม่หรือในโอกาสพิเศษต่างๆ ทานเพื่อความเป็นสิริมงคลนั่นเอง

การตำโมจิ หรือ โมจิซึกิ

การตำโมจิในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โมจิซึกิ (餅つき)” เป็นการนำแป้งโมจิจากหม้อนึ่งมาใส่ในครกขนาดใหญ่แล้วตำด้วยไม้ทุบ ทำควบคู่กับอีกคนที่ตีและนวดแป้งโมจิด้วยมือ

จะเห็นได้ว่าการตำโมจิไม่ใช่งานที่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องอาศัยความสามัคคี การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โมจิจึงเป็นอาหารที่นอกจากจะมีที่มาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลแล้ว ยังสื่อถึงการแบ่งปันความสุขร่วมกันของทุกคนอีกด้วย

ไม่ควรตำโมจิวันไหน

โดยปกติแล้วจะตำโมจิกันในวันที่ 28 ธันวาคมหรือช่วงก่อนปีใหม่ ยกเว้นวันที่ 29 หรือ 31 ธันวาคม เพราะเชื่อว่าหากทำในวันที่ 29 จะทำให้ “ทุกข์สองเท่า” จากคำว่า “นิจูคุ (二重苦)” ที่ไปพ้องเสียงกับเลข 29 ในภาษาญี่ปุ่น (นิคือ 2, จูคือ 10 พ้องเสียงกับคำว่าจูที่แปลว่าเท่าตัว (重), คุคือ 9 ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่าคุในคุโร (苦労) ที่หมายถึงความลำบากทุกข์ยาก รวมกันเป็นเป็น 29) คนญี่ปุ่นจึงเลี่ยงตำโมจิในวันที่ 29 ธันวาคม

ส่วนเหตุผลที่ไม่ตำในวันที่ 31 ธันวาคมนั้นมีที่มาจากการตกแต่งในวันที่ 31 นั้นจะเรียกว่า “อิจิยะคะซะริ (一夜飾り)” คือการจัดเตรียมสถานที่ในคืนเดียว ซึ่งเป็นลักษณะการจัดสถานที่เหมือนเวลาจัดงานศพ ดังนั้นการทำโมจิในสองวันนี้จึงถือว่าไม่เป็นมงคล

นำโมจิที่ได้ไปทำอะไร

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงตำโมจิในช่วงเทศกาลปีใหม่?

นอกจากจะนำไปรับประทานแล้ว คนญี่ปุ่นยังนำไปทำเป็น “คางามิโมจิ (鏡餅)” โมจิขนาดใหญ่เล็กวางซ้อนกันสองก้อนเพื่อประดับตกแต่งบ้านในช่วงปีใหม่ ถวายแด่เทพเจ้าโทชิงามิซามะ (年神様) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งวันปีใหม่ที่จะลงมาสถิตในคางามิโมจิพร้อมนำพาความอุดมสมบูรณ์และความสุขมาให้

ทำไมคนญี่ปุ่นถึงตำโมจิในช่วงเทศกาลปีใหม่?

หลังจากคางามิโมจิที่ถูกประดับไว้เริ่มแห้งและแข็งแล้ว ประมาณวันที่ 11 มกราคมจะมีธรรมเนียมที่เรียกว่า “คางามิบิราคิ (鏡開き)” หรือการทุบโมจิ โดยเชื่อว่าการทุบให้คางามิโมจิแตกออกเป็นเหมือนกับการเปิดกระจกเพื่อรับพลังจากเทพเจ้า ซึ่งวิธีกินที่ถูกต้องจะต้องทุบโมจิด้วยค้อนไม้หรือบิออกด้วยมือก่อนแล้วค่อยกินหรือนำไปประกอบอาหาร ห้ามใช้ของมีคมหั่นเพราะสื่อถึงซามูไรในสมัยก่อนที่จะใช้มีดคว้านท้องตนเมื่อฆ่าตัวตายนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้คางามิบิราคิยังสื่ออีกความนัยคือ “ฮะกะทะเมะ (歯固め)” หมายถึงฟันแข็งแรง ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการมีฟันที่แข็งแรงจนสามารถทานอะไรก็ได้นั้นสื่อถึงการมีอายุที่ยืนยาว อีกทั้งคันจิคำว่า “อายุ (年齢)” ยังมีคำว่า “ฟัน (歯)” รวมอยู่ด้วย เมื่อเข้าปีใหม่คนญี่ปุ่นจึงกินโมจิแข็งๆ กันและขอพรให้สุขภาพฟันแข็งแรงและมีอายุยืนยาว

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตำโมจิและโมจิในช่วงวันปีใหม่ที่เรานำมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ จะเห็นได้ว่าการทำโมจินั้นเป็นกิจกรรมหรือประเพณีที่มีความสำคัญกับคนญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และยังถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่นที่ทำให้ผู้คนจากทั่วโลกสามารถจดจำได้อีกด้วยค่ะ หวังว่าเพื่อนๆ จะได้สาระและประโยชน์จากบทความนี้นะคะ

สรุปเนื้อหาจาก allabout, lovegreen, dime, mamachintaistyle, omochi100
ผู้เขียน KANZEN

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...