ท็อป จิรายุส ชี้ 5 ปัจจัย ส่ง บิตคอยน์ ทะยาน 100,000 ดอลลาร์
บิตคอยน์ จะถึง 100,000 ดอลลาร์ได้จริงหรือ? หากคำถามนี้ถูกถามช่วงต้นปี 2024 หลายคนอาจจะยังมองว่าอีกไกล แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาบิตคอยน์พุ่งทะยานต่อเนื่อง พร้อมทำ All-Time High หรือจุดสูงสุดตลอดกาลไว้ที่ 99,502.92 ดอลลาร์ ทำให้อนาคตที่ 1BTC จะเท่ากับ 100,000 ดอลลาร์ เรียกได้ว่าไม่ไกลอีกแล้ว
26 พฤศจิกายน 2567- นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ให้ความเห็นกับ การเงินธนาคาร ว่า หากดูราคาเฉลี่ยของบิตคอยน์ผ่าน CoinGlass ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาราคาบิตคอยน์สามารถทำราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 46% และยังทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี พร้อมเห็นสัญญาณที่ดีของนักลงทุนระยะสั้นจาก Crypto Fear & Greed Index ของ CoinMarketCap ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้นในระดับ 88 หรือ “extreme greed” ในวันที่ 22 พ.ย. 67
[caption id="attachment_142498" align="aligncenter" width="1200"]
Bitcoin monthly returns (%) – ที่มา CoinGlass[/caption]
ดังนั้นโอกาสของบิตคอยน์กำลังเดินหน้าไปสู่ระกับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิตคอยน์ เป็นราคาที่หลายคนกำลังรออย่างใจจดใจจ่อ หากลองสำรวจสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่าหลายปัจจัยที่ส่งผลดีต่อตลาดสกุลเงินดิจิทัล
โดยมองว่ามี 5 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวสนับสนุนให้ราคาบิตคอยน์ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ดังนี้
1. การประกาศชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ สู่การเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เป็นการเน้นย้ำให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่มีความร้อนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ด้วยการให้คำสัญญาเอาไว้ตั้งแต่ช่วงการหาเสียงว่า หากได้ดำรงแหน่งสมัยที่ 2 จะทำให้เกิด “นโยบายที่เป็นมิตรกับคริปโทเคอร์เรนซี่” ที่หลายคนจับตามองเอาไว้ว่าจะกลายมาเป็น “ยุคทองของสกุลเงินดิจิทัล”
การเสนอชื่อพิจารณาผู้สนับสนุนคริปโทฯ (Pro-crypto) ให้มาดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในด้านการบริหารจัดการ จะสามารถทำให้นโยบายหรือการอนุมัติโครงการต่าง ๆ เกี่ยวกับคริปโทฯ มีโอกาสมากยิ่งขึ้นด้วย เช่น การพิจารณาแต่งตั้ง Elon Musk และ Vivek Ramaswamy เข้ามารับตำแหน่ง Department of Government Efficiency - DOGE หรือ กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาลเพื่อมาปฏิรูประบบราชการ
การเสนอชื่อ Teresa Goody Guillén ทนายความด้านคริปโทฯ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธาน SEC ท่ามกลางการประกาศสละตำแหน่งของ Gary Gensler โดยจะลาออกจากตำแหน่งในวันที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง
2. การผ่อนคลายของมาตรการเกี่ยวกับคริปโทฯ ที่ผ่อนปรนลงเปิดโอกาสให้บริษัทต่าง ๆ เข้าถึงสกุลเงินดิจิทัลได้ง่ายขึ้น เกิด adoption ในกลุ่มบริษัทและสถาบันต่าง ๆ ทำให้กลุ่มสถาบันการเงินดั้งเดิมให้ความสนใจในบิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซี่มากขึ้น ผ่านการดำเนินการกองทุน ETF ทั้งรูปแบบ Spot และ Options เป็นช่องทางสำคัญสำหรับการลงทุนของสถาบัน สามารถดึงดูดเงินจำนวนมากให้ไหลเข้าสู่สกุลดิจิทัล
รายงานจาก CryptoQuant ระบุว่า นักลงทุนสถาบันได้ลงรายละเอียดข้อมูลผ่าน 13F ซึ่งเป็นรายงานรายไตรมาสที่ SEC กำหนดให้ผู้จัดการการลงทุนของสถาบันต้องยื่น ระบุการถือครอง BTC มากกว่า 193,000 BTC ผ่าน Bitcoin ETF และสถาบันอีกมากกว่า 1,179 แห่งได้ลงทุนใน Bitcoin ETF ที่ซื้อขายในอเมริกา
3. หากร่างกฎหมาย BITCOIN Act ผ่าน จะทำให้รัฐบาลกลางสามารถสร้างโครงการ “Strategic Bitcoin Reserve” ที่สนับสนุนให้ซื้อบิตคอยน์ไม่เกิน 200,000 Bitcoin ต่อปีเป็นระยะเวลา 5 ปี รวมเป็นการซื้อทั้งหมด 1,000,000 Bitcoin คิดเป็น 5% ของจำนวนบิตคอยน์ทั้งหมด หากโครงการนี้เกิดขึ้นได้จริงอาจจะส่งผลดีกับมูลค่าของบิตคอยน์ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นเพราะความต้องการที่มีมากขึ้นด้วยปริมาณอุปทานสูงสุดที่จำกัด
และยังส่งผลในระดับนานาชาติอีกด้วย คือ สหรัฐอเมริกาอาจจะกลายเป็นมหาอำนาจในการครอบครองบิตคอยน์ ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อสะสมบิตคอยน์มากขึ้น เกิดความต้องการเพิ่มขึ้น ส่งผลกับราคาที่เพิ่มขึ้น และยังทำให้ประเทศต่าง ๆ มองเห็นความสำคัญของบิตคอยน์จนนำไปสู่การซื้อหรือสะสมเพิ่มขึ้น
4. มูลค่าของบิตคอยน์มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนการขุด หมายถึง ต้นทุนจากการขุดเหรียญมาจากค่าไฟฟ้า ฮาร์ดแวร์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ โดยเดือนพฤศจิกายน 2024 ต้นทุนเฉลี่ยในการขุด 1 BTC อยู่ที่ประมาณ 85,000 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าหลังจากเหตุการณ์ Halving เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้รางวัลต่อบล็อกที่ลดลงจาก 6.25 BTC เหลือเพียง 3.125 BTC และการแข่งขันในการขุดที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาตลาดทำราคามีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนจากการขุด ทำให้นักขุดที่มีความประสิทธิภาพน้อยกว่าจะต้องหยุดการขุดและออกจากเครือข่ายไป ทำให้อุปทานลดลงส่งผลให้ราคาบิตคอยน์สูงขึ้น
5. การกลับมาของนักลงทุนรายย่อย โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด Spent Output Value Bands (SOVB) ของ Bitcoin ซึ่งเผยให้เห็นว่าปริมาณธุรกรรมที่ต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์ได้พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสามปี แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นการครองงำของการทำธุรกรรมขนาดเล็ก แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนรายย่อย การพุ่งสูงขึ้นนี้สอดคล้องกับการปรับขึ้นราคาของบิตคอยน์ ด้วยความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น
นายจิรายุส คาดว่า การที่บิตคอยน์จะทะยานแตะระดับ 100,000 ดอลลาร์ ดูมีความเป็นไปได้มากขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ เช่น นโยบายที่เป็นมิตรต่อคริปโทฯ ของรัฐบาลสหรัฐฯ การเปิดตัวกองทุน ETF การเพิ่มความต้องการผ่านโครงการ Strategic Bitcoin Reserve และผลกระทบจาก Halving ที่ลดอุปทานในตลาด อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนของราคา นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยเช่นกัน
ที่มา : Finance Magnates, CryptoSlate, Macromicro, Coinglass, Cointelegraph